คนไกลวัด

            ผมออกจากปากพนังราว 9 โมงของวันที่ 14 เมษายน 2551 (ฟังดูเหมือนเดินทางไกลเลยเชียว) คราวนี้เลื่อนเก้าอี้ของพี่แป้งไปอยู่แถวที่ 2 เพื่อที่จะให้เธอดูแลน้องจ้าตลอดการเดินทางนี้ ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะว่าทั้ง 2 คนนั้นคุยๆเล่นๆหัวเราะกันดังลั่นตลอด 2 ชั่วโมงจนถึงบ้านคุณย่าเลย

            ตลอดการเดินทางนี้สังเกตได้ว่ารถน้อยจนแทบจะนับคันได้ สงสัยเล่นน้ำกันจนหมดแรง แต่นั่นแหละ ไม่มีรถบนถนน แต่ไปอัดกันในห้างตราดอกบัวกันจนล้น ทั้งนี้เพราะว่าช่วงบ่าย จะพาลูกๆและย่าไปกินไอศกรีมสเวนเซ่นที่นั่น ผมจำได้พอเลาๆว่า ที่ห้างตราดอกบัวมีไอศกรีมนี้อยู่ อันนี้น้องสาวเจ้าถิ่นบอกว่า ไม่คุ้นเคยและไม่แน่ใจเอาเสียเลย แต่นั่นแหละ เราเลี้ยวรถเข้าห้างไม่ได้เลย เพราะว่ารถแน่นขนัด รอคิวเข้าห้างจนยาวเหยียด และหลังจากที่รออยู่ระยะหนึ่ง ความอดทนก็ถึงที่สิ้นสุด ผมเปลี่ยนใจไปกินที่สาขาในเมืองเลยดีกว่า ตรงนั้นน่าจะได้กินแน่ๆ

            สเวนเซ่นในเมืองอยู่ติดๆกับห้างสหไทย ห้างเก่าแก่ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก คุณจ้านั้นสั่งเฉพาะเชอร์รี่เท่านั้น ส่วนพี่แป้งก็กินเฉพาะสตรอเบอร์รี่เชอร์เบตเช่นเดิม เสร็จเรื่องเด็กๆก็พาไปส่งที่บ้าน ส่วนผมกับแม่ก็ออกไปซื้อของเพื่อเตรียมงานทำบุญวันพรุ่งนี้ เราไปกันที่บิ๊กซี เพราะว่าอยู่ใกล้บ้านที่สุด ที่นี่ผมต้องทำตัวขัดอกขัดใจแม่บังเกิดเกล้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะเถียงกันเรื่องของถวายสังฆทาน เรื่องมันมีอยู่ว่า แม่จะซื้อแบบสำเร็จรูป แต่ผมไม่ยอมเพราะว่าของที่เขาแพ็คมาขายแบบนั้นมักจะเป็นของโหลๆไม่ค่อยมีคุณภาพ แล้วดูซิ แต่ละกล่องมีอะไรบ้าง มาม่า ปลากระป๋อง นมข้นหวาน ทำยังกระพระท่านจะไปตั้งแค้มป์ ผมเองเคยบวชเป็นพระมาก่อน เคยได้รับเครื่องสังฆทานแบบนี้ บอกได้เลยว่าเป็นทุกขลาภ เพราะในวัดนั้นมีของแบบนี้มากมาย มันมากซะจนคุณพระคุณเจ้าท่านต้องเอาไปเก็บไว้เป็นกองๆ คนถวายก็ถวายไป แต่พระจะได้ใช้หรือไม่นั่นฉันไม่สน ผมเลยบอกแม่ไปว่า อย่างนี้ไม่เอา เดี๋ยวผมเดินเลือกของเองดีกว่า แม่มีหน้าที่เดินตามอย่างเดียว จากนั้นผมก็เลือกตะกร้าสีเหลือง อันนี้ก็ไม่แน่ใจนัก ว่าพระท่านจะเอาไปทำอะไร แต่น่าจะใส่พวกยาได้ มันน่าจะดีกว่าถังน้ำเป็นไหนๆ เพราะที่วัดมีมากมาย ได้โปรดจงจำไว้เลยว่า วัดในเมืองไม่ขัดสนครับ มีเกินพอ จำไว้ จำไว้ จำไว้ ถังน้ำมากเกินพอ ขันน้ำมีเกินใช้ ยาแดงเดี๋ยวนี้เขาเลิกใช้ไปแล้ว กล่องใส่สบู่มีมากจนกองท่วมตาตุ่ม อะไรอะไรมันก็มีมากมายไปเสียหมด ฉะนั้น โปรดอย่าซื้อของโหลไปถวายท่าน

            เมื่อได้ตะกร้ามาก็หยิบธูปเทียนใส่ลงไป เพราะท่านไหว้พระทุกวัน สบู่ 4 ก้อน ยาสีฟัน (แปรงสีฟันไม่เอา เพราะท่านมีแล้ว) กระดาษเช็ดมือ ผ้าอาบน้ำ ชาหอมๆ ผงซักฟอก ขิงผงสำเร็จรูป  ยาธาตุ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แต่แม่ยังรู้สึกว่ามันดูโล่งๆ ก็จะไม่โล่งได้อย่างไร ในเมื่อตะกร้ามันใหญ่นี่นา ท่านจะหานมมาใส่ ผมปฏิเสธ ท่านอยากได้ข้าวสารใส่ ผมไม่เอา แบบว่า ท่านมีลูกชายหัวปีเป็นมารศาสนาน่ะครับเลยเถียงคอเป็นเอ็น แต่ผมก็มีเหตุผลของผมนี่นา สุดท้ายท่านก็แพ้ ผมเลยหยอดไปนิดหนึ่งว่า ซื้อยาสระผมด้วยไหมแม่ ดูมันครับ ดูมัน กับแม่กับเชื้อก็ไม่เว้น แต่แม่ไม่รับมุขครับ กลับยืนคิดแล้วบอกว่า เออสินะ..เราต้องซื้อไหมลูก”“โธ่แม่ จะให้พระเอาผมที่ไหนมาให้สระกัน เท่านี้ก็เข้าใจ หัวเราะกระเจิดกระเจิง เป็นอันว่า ของถวายสังฆทานก็จบลงด้วยความสมานฉันท์

            เถียงกันเรื่องทำบุญยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อจะจัดสรรเงินใส่ซอง แม่บอกว่าจะใส่ซองให้มัคคทายก 500 บาท และให้คนล้างจาน 200 บาท ผมเลยดักคอขึ้นมาว่า ให้สลับกัน งานนี้จะดีไม่ได้ถ้าไม่มีคนล้างจาน เขาทำให้เราหายเหนื่อย เขาทำงานหนักกว่า เขาก็ต้องได้เงินมากกว่ามัคคทายก ซึ่งไม่ทำอะไรเลย แค่เมื่อถึงเวลาก็มานั่งนำสวดมนต์ แถมเวลาอ่านชื่อคนที่เราทำบุญให้นั้น ก็ไม่เคยอ่านถูกสักที อย่างนี้ 200 บาทก็พอแล้ว เมื่อจนต่อเหตุผลของลูกชาย ท่านก็เห็นดีด้วย (แต่จะใส่เงินเท่าไหร่นั้นผมไม่ทราบครับ ฮา)

            เย็นนี้ผมสบายเช่นเคย เพราะว่าลูกๆของผมมีคนเลี้ยงดูอย่างดี ปู่ตุ๊ (น้องชายแม่ผม) สอนพี่แป้งล้างและควักไส้ปลาหมึก ส่วนน้องจ้าไถนาอยู่บนลานทราย ผมกับจิ๋มนั่งๆนอนๆจนถึงเวลากินข้าวก็ออกมาชิมหมึกย่างฝีมือแป้ง ปูดำนึ่ง ยำสาหร่ายข้อ ของดีของสมุย แค่นี้ก็สุขเกินพอแล้ว คุณจ้าก็กินได้เยอะเพราะย่าป้อน จากนั้นก็ติดต่อหาลูกศิษย์ที่เป็น extern อยู่ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้เพราะว่าท่านคณบดีฝากของมาให้ลูกสาวที่นี่

            โดยปกติแล้วนั้น ผมมักจะพาลูกศิษย์ไปกินข้าวกันเสมอเมื่อกลับบ้าน อาจจะกินที่บ้านตัวเองหรือพาไปกินข้างนอกก็แล้วแต่โอกาสจะอำนวย แต่ครั้งนี้จนปัญญาเพราะว่าเหนื่อย เลยบอกเขาไปว่าจะซื้อผัดไทยเจ้าที่อร่อยที่สุดในสุราษฎร์ฯไปให้กิน เจ้านี้ผมกินตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ พ่อต้องตุเลงตุเลงออกไปซื้อให้กินทุกครั้งที่ลูกๆอยากกิน (ไม่ใช่หิวหรอกนะ) ขายมานานมาก จนตอนนี้คนขายแก่หง่อมแล้ว รสชาติก็ยังเหมือนเดิม เอาไปฝากเขา 14 ห่อ หลายคนอยู่เวรกำลังยุ่งอยู่เลย

            จวบจนวันรุ่งขึ้น 15 เมษายน 2551 เราก็ไปวัดโพธิ์นิมิตร ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน แม่ก็จะมีเพื่อนๆสนิทมาร่วมงานกันเหมือนเคย บรรดากลุ่มเพื่อนแม่กลุ่มนี้ผมรู้จักแทบจะทุกคนเลยครับ ปีนี้ญาติๆของพ่อมาน้อยมาก เพราะพี่สาวคนโตก็กำลังป่วย นอนอยู่ในโรงพยาบาล พี่สาวคนที่สองนั้นสามีก็ป่วยนอนโรงพยาบาลเหมือนกัน

            งานนี้จิ๋มก็ป่วยครับ เพราะว่ารู้สึกปวดท้องแปลกๆ ปวดร้าวลงสะโพก เวียนศีรษะ งานนี้ผมวินิจฉัยได้ทันทีว่า เมียกำลังตกไข่ (Mittleschemertz) เลยให้กลับไปนอนที่บ้านก่อน แป้งก็ถามว่า ตกไข่เป็นอย่างไร พ่อก็เลยบอกว่า ไข่ตกเพื่อเตรียมผสมพันธุ์ เตรียมพบอสุจิไงลูก เรื่องนี้เธอถูกสอนเมื่อต้นปีนี้นี่เองเรื่องของการผสมพันธุ์ของคน

            ส่วนคุณจ้าก็ป่วนหนัก เพราะดันหิวขึ้นมาตอนพระกำลังสวดมนต์ เลยต้องไปเอาให้กินก่อน ดูไปก็ตลก เพราะพระท่านกำลังสวดอยู่ที่มุมหนึ่ง อีกมุมหนึ่งก็มีสีกาเด็กกับพ่อมันนั่งป้อนข้าวกันอยู่ ท่านคงไม่ถือ

            เข้าวัดวันนี้รู้สึกดี เพราะพระท่านเทศน์ให้ฟังด้วย ทุกๆปีไม่เคยมี แล้วเทศน์ให้ฟังมันดียังไง ในเมื่อผมไม่เคยสนใจฟังสักครั้ง เรื่องมันก็มีอยู่ว่า วันนี้มีพระบวชใหม่ ท่านเจ้าอาวาสเลยเทศน์สอนพระรูปใหม่นั้นไปด้วย ที่สำคัญคือท่านเทศน์เก่ง เทศน์สนุก ผมฟังยังรู้สึกสนุกไปด้วยเลย และท่านก็ให้พระใหม่เอาข้าวในบาตรแบ่งให้โยมพ่อโยมแม่กิน นี่เป็นการกระทำที่ถูกใจผมที่สุดตั้งแต่เข้าวัดมา เพราะการกระทำนั้นมีความหมาย มันดีกว่านั่งฟังเสียงสวดโดยที่เราไม่เข้าใจคำแปลเลยแม้แต่นิดเดียว อ้างว่าเป็นพิธีกรรม แต่ผม (และพ่อผม) ไม่เคยเข้าใจ ฮ่า ฮ่า

            การกรวดน้ำผมก็ได้อุทิศส่วนบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวร ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ เหล่าคนไข้ทั้งหลายที่ผมได้ล่วงละเมิดไป เหล่าเด็กๆทั้งหลายที่เราได้เคยเอาออกไปก่อนวัยอันควร รวมไปถึงใครก็ได้ที่ไม่มีใครให้กินส่วนแบ่ง ปีหนึ่งเข้าวัดครั้งเดียว ก็เรียกมารับส่วนบุญกันโดยพร้อมเพรียงกันครับ สาธุ