แม้ละครเกาหลีเรื่อง “อิมซังอ๊ก : ยอดพ่อค้าหัวใจทรนง” จะจบไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ละครเรื่องนี้ได้ฝากแนวคิดให้เราได้จดจำไว้หลายอย่าง จึงอยากจะย้อนรำลึกถึงเกร็ดสาระที่ผมประทับใจ และพอจะจำได้มาจุดประกายให้ท่านช่วยแต่งเติมและเสริมต่อ…
“ทำไมอิมซังอ๊กจึงเป็นบุคคลที่เต็มเปี่ยมทั้งความเก่ง ความกล้า (หัวใจทรนง) ความดี มีความกตัญญู ยืนหยัดที่จะดำรงคุณธรรมมาจนตลอดชีวิตได้อย่างไม่หวั่นไหว ลังเลใจ ?”
ผมคิดว่าคำตอบสำคัญน่าจะเกิดจากสมองและความใฝ่ดีที่เขาที่มีมาแต่กำเนิด ผนวกกับการได้เลือกซึมซับแบบอย่างที่ดีจากบุคคลที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือพ่อและแม่ของเขาที่อบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี เข้าใจลูกและให้กำลังใจในการตัดสินใจของลูกมาโดยตลอด แม้จะเจอปัญหาอุปสรรคใดใดก็ไม่ย่อท้อ จะปกป้องเสียสละและให้กำลังใจลูกอย่างมั่นคง
นอกจากนั้น อิมซังอ๊ก มีอาจารย์ที่ดี คือ ใต้ซือซกซอง ที่วัดซองวาน ที่ให้ข้อคิดแก่เขาในช่วงที่อิมซังอ๊กมีแต่ความเคียดแค้นต่อนายห้างป์กจูมุง ที่ชีวิตในแต่ละวันของเขาตอนนั้นเหมือนติดอยู่ในฝันร้ายที่เจ็บปวด ท่านอาจารย์สอนเขาว่า
“ถ้าสามารถละทิ้งความแค้นที่เหมือนกับดาบที่ใช้ฆ่าคน ก็จะได้ครอบครองดาบที่ใช้ช่วยคนหนึ่งพันเล่ม” จึงทำให้เขาเย็นลง
อีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อตอนที่เขาถูกพระราชา แต่งตั้งเป็นข้าหลวงเมืองกุยซองซึ่งเป็นเมืองที่แห้งแล้งกันดารอีกเมืองหนึ่ง หลังจากที่เขาเคยได้รับแต่งตั้งให้ไปแก้ปัญหา ปกครองเมืองที่แห้งแล้งกันดาร ประชาชนอดอยากยากจนและถูกกดขี่ข่มเหงมาหลายเมือง และเขาก็สามารถทำให้เมืองนั้นๆเจริญขึ้น จนได้รับความไว้วางใจจากพระราชา ซึ่งใครๆคิดว่าเขาโชคดีที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่อิมซังอ๊กกลับคิดว่าเคราะห์ร้ายได้มาเยือนเขาอีกแล้ว(เหมือนใครเก่ง ใครดีก็ให้ไปแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กระมัง) เขาจึงหยิบถ้วยใบหนึ่งที่อาจารย์ให้มาและให้ชื่อว่า “ถ้วยไม่เต็ม” ขึ้นมา แล้วนึกถึงความหมายของถ้วยนี้ที่อาจารย์เคยบอกว่า
“จงอย่ารินให้เต็มถ้วย” อิมซังอ๊กจึงได้ข้อคิดจากการโปรดเกล้าแต่งตั้งครั้งนี้ เขาจึงปฎิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งข้าหลวงดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า
“ความต้องการของคนมันมีไม่สิ้นสุด จึงแสวงหาอำนาจมาเติมให้ตัวเอง ดังนั้นถ้าไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ อาจเป็นได้ที่วันใดวันหนึ่ง อาจสูญเสียความเป็นพ่อค้าและทุกสิ่งที่สร้างมา ดังเช่นถ้าเหล้าเต็มถ้วยเมื่อไหร่ มันก็จะถูกดื่มให้ว่างเปล่าอีกครั้ง ก่อนจะเป็นเช่นนั้น จึงควรชิงละทิ้งอำนาจเหล่านั้นให้หมด”
นอกจากจะมีพ่อแม่ดี มีอาจารย์ดีแล้ว อิมซังอ๊กยังมีนายจ้างดี คือ นายห้างฮุงต๊อกจู ที่สอนเขาเสมอว่า
“เป้าหมายสำคัญของการเป็นพ่อค้าไม่ใช่อยู่ที่กำไร แต่อยู่ที่การได้ใจคน” จึงทำให้อิมซังอ๊ก
ยึดถือในการเป็นพ่อค้าว่า
“พ่อค้าที่แท้จริงนั้น ไม่ควรเห็นแก่ประโยชน์อย่างเดียว ต้องนึกถึงคุณธรรมด้วย” ซึ่งผิดกับคนเก่งอย่างจุงจิซู ที่ขาดคุณธรรม และปฏิบัติตรงข้ามกับอิมซังอ๊ก ในที่สุดเขาก็สูญเสียทุกอย่างและฆ่าตัวตายในที่สุด
สิ่งที่อิมซังอ๊ก ภาคภูมิใจไม่ใช่การสร้างทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่เขาสามารถทำให้คนเก่งอยู่กับเขาได้มากกว่า และเมื่อเขาร่ำรวยถึงขีดสุดแล้ว ก็ได้ปฏิบัติตนเป็นผู้ให้ โดยได้บริจาคเงินให้แก่ผู้ยากจนอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเขาให้เหตุผลว่า
“ทรัพย์สินมันก็ไม่ต่างจากน้ำ ถึงเราจะสามารถขังน้ำไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจทำให้มันอยู่กับเราได้ตลอดไป เพราะถ้าเราขังน้ำเอาไว้ยิ่งเนิ่นนานเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเน่าเหม็น ซึ่งมันก็เหมือนกับทรัพย์สินนั่นแหละ มันก็อยู่กับเจ้าของแค่ชั่วคราวเท่านั้น และคนเรายามที่เกิดมาก็หาได้มีความแตกต่างใดใด ทุกอย่างเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นทั้งนั้น ก็เหมือนดังเช่นเสื้อผ้าที่งามหรู เมื่อใดที่ถอดออกก็ไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป…”
นี่คืออิมซังอ๊ก คนธรรมดาที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นพ่อค้าที่ดี มีคุณธรรม จนกลายเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุด และท้ายสุดได้รับโปรดเกล้าให้เป็นองคมนตรี เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระราชา...
สวัสดีค่ะ คุณธเนศ หนูยังไม่เคยดูค่ะ น่าสนใจดีนะค่ะ ถ้ามีเวลาจะดูค่ะ
ขอให้สงกรานตืนี้นำพา ความสุขกาย สุขใจ มาสู่ตุณธเนศนะค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณธเนศ
เป็นแฟนละครอิมซังอ๊กเหมือนกันค่ะ ดูแล้วมีกำลังใจ อยากทำดีค่ะ
*ขอบคุณที่อวยพรปีใหม่วันสงกรานต์มา ขอให้ท่านและครอบครัวมีความสุขเช่นกันครับ
*แม้อิมซังอ๊กจะประสบผลสำเร็จในด้านการงาน แต่เรื่องครอบครัวน่าสงสารมาก เขายอมทดแทนบุญคุณตามคำขอร้องของแม่(ซึ่งเป็นคนดีที่สมควรทดแทนบุญคุณ) โดยไม่ได้แต่งงานกับคนที่ตนเองรัก จึงเป็นข้อเตือนใจสำหรับปุถุชนทั่วไปว่า มีสุขก็มีทุกข์ คนเราจะสมบูรณ์แบบทุกเรื่องคงเป็นได้ยาก
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ อาจารย์ธเนศ ติดตามงานเขียนของอาจารย์ประจำเหมือนกันนะค่ะ วันก่อนที่ประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้หายดีแล้วหรือยังค่ะ ติดตามอิมซังอ๊กตลอดเลยค่ะ แต่ไม่ค่อยจำ เนื่องจากต้องดูลูกเล็ก ๆ อยู่ด้วย ได้แค่ผ่านหู ผ่านตา แต่ไม่เข้าไปถึงโสตประสาท มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่หัวหน้าโจรขบถมาขอให้อิมซังอ๊กไปอยู่ด้วย แล้วหัวหน้าอิมขอเวลาคิด แล้วไม่ทราบไปได้ตัวอักษรหนึ่งตัว ที่แปลว่ากระถาง 3 ขา มาได้อย่างไร ซึ่งเป็นข้อคิดสำหรับคนที่เป็นพระราชา ไม่ทราบว่าอาจารย์พอจะจำได้หรือเปล่าค่ะ และดูละครเรื่องนี้ แล้ว ทำให้รู้ว่าการฮั้วประมูลกันนั้น มีมานานแสนนานแล้วเหมือนกัน ดูเรื่องนี้แล้วคุ้มจริง ๆ เลย

ช่วยกันเติมแต่ง รื้อฟื้นความจำกัน แล้วมาแลกเปลี่ยนกันครับ ตอนที่คุณ ritta ถามนั้น เผอิญผมไม่ได้ดู ใครได้ดูช่วยตอบหน่อยครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงสุขภาพ
สวัสดีครับอาจารย์ธเนศ ข้อคิดในหนังเรื่องอิมซังอ๊กมีมากจริงๆครับ ผมได้มาดูจริงจังตอนช่วงท้ายๆ ในช่วงที่พูดถึงเรื่องกระถาง บังเอิญได้ดูพอดี และเป็นข้อคิดที่ดีคิดว่าจำได้ (ถ้าจำพลาดก็ทักท้วงได้นะครับ)เรื่องก็คือ.....หัวหน้าโจรกบฎ (หรือเลขาของตัวเอง)มาขอคำตอบว่าตกลงใจจะร่วมกับกบฎหรือไม่ อิมซังอ๊กได้เปิดซองที่อาจารย์ให้ไว้ดูเมื่อถึงคราวคับขับ พบคำว่ากระถาง อิมซังอ๊ก ตีความไม่ออกว่ากระถางหมายถึงอะไร จึงได้ไปถามผู้ตรวจการ ผู้ตรวจการและแม่บ้านได้ให้ความเห็นว่า กระถาง หมายถึงพระราชา และอีกความหมายหนึง กระถาง(ทั้งของเกาหลีและของจีน)จะมีขนาดใหญ่ มีสามขา อิมซังอ๊กจึงตีความออกว่า กระถาง สามขา ประกอบด้วย ขาด้านอำนาจ ขาด้านการเงิน และขาด้านบารมี เมื่อขาใดขาหนึ่งเกิดละโมบอยากได้ส่วนของขาอื่น กระถางทั้งสามขาก็จะเสียสมดุลย์ ตั้งอยู่ไม่ได้ (ถึงตอนนี้อยากให้นักการเมืองไทยได้ดูจังไม่รู้เป็นไง) อิมซังอ๊กจึงเตรียมกระถางสามขาขนาดย่อมไว้ และเลื่อยที่ขาทั้งสามเกือบขาด ตั้งไว้ข้างตัว เมื่อหัวหน้ากบฎมาถึง สอบถามการตัดสินใจ อิมซังอ๊ก จึงบอกว่าคำตอบอยู่ที่กระถาง หัวหน้ากบฎจึงจับกระถางที่ขาด้วยมือ ข้างละขา ยกขึ้นอย่างงงๆ แต่ขากระถางถูกเลื่อยไว้รับน้ำหนักตัวกระถางไม่ได้ก็เลยหักหล่นลงมา อิมซังอ๊ก จึงบอกว่าตัวเขาก็คือขาเงินตรา ถ้าละโมบอยากได้ขาอำนาจ กระถางก็ไม่สมดุลย์ จะร่วงลงมาอย่างที่เห็น นี่คือจุดยืนที่ดำเนินมาตลอดชีวิต......ในส่วนนี้ก็ขออนุญาตเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของอิมซังอ๊กก็คือการรักษาจุดยืนของตัวเองไว้อย่างมั่นคง ไม่ว่าสถานการณ์จะบีบคั้นเพียงใด ก็ไม่หวั่นไหว .....
ยังระลึกถึงอาจารย์เสมอ ดูแลสุขภาพด้วยครับ
คนระยอง
ขอบคุณคุณวิเชียรมากครับ...กระจ่างชัดทีเดียว กระถางสามขาดูช่างตรงกับที่เคอเรนสกี้ได้กล่าวไว้ถึง 3 อย่างนี้ "1.อำนาจ 2.อภิสิทธิ์ 3.ความร่ำรวย" เขาบอกว่าถ้ามีตัวใดตัวหนึ่ง(ขา)คนก็จะพยายามแสวงหาตัวอื่นตามมา แต่ถ้าไม่มีตัวใดตัวหนึ่งก็จะไม่มีตัวอื่นตามมาด้วย จุดนี้เอง ทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นคนรวย-คนจนขยายกว้างมากขึ้น
...แต่น่าทึ่งและน่าศรัทธายิ่งที่อิมซังอ๊กไม่ติดยึดเรื่องนี้...