หลวงพ่อทักผมทันทีว่า “เห็นไหมว่าจิตตอนมากับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนมามันตื่นเต้น ตอนนี้มันเริ่มสงบลงแล้ว”

           ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมได้พาตัวเองเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง  ที่เรียกว่าสังคมชาวพุทธ  ผมได้ไปพบเจอใคร ๆ ที่เขาเรียกว่า “กัลยาณมิตร” จากการที่เรามีโอกาสได้อยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืนเพราะเราเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์   แล้วชีวิตวัยรุ่นของผมล่ะ? แน่นอนว่าต้องมีเรื่องเพศตรงข้าม  สุรายาเมา เป็นของธรรมดา  แต่วันหนึ่งเราก็ได้พบว่า “สัตว์โลกล้วนแต่เป็นไปตามกรรม”
            ผมเข้าใป ณ เวบไซท์แห่งหนึ่งที่มีคนสนใจธรรมมะอยู่มากมาย  แล้วก็อ่านกระทู้ธรรมมะต่าง ๆ มากมาย
เต็มไปด้วยเรื่องที่ผมหลงลืมมาเนิ่นนานจากวัยเด็กที่เราจบจากโรงเรียนวัด แต่ยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเป็นในลักษณะความฟุ้งซ่านมากกว่า  อ่านหนังสือธรรมมะ จำนวนมาก  อ่านพระไตรปิฏกอย่างหนัก   นั่งสมาธิอย่างบ้าคลั่ง  เกิดประสบการณ์แปลกประหลาดต่าง(ไม่ขอพูดถึงและกันนะครับ)
                จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าห้องสนทนาธรรมแห่งหนึ่งที่ใช้วิธีการที่เรียกว่า “ดูจิต” ด้วยการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 ที่ตรงกับคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “ทางสายเอก สายเดียวที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์”
ผมได้พบเจอการไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันอย่างไม่เคยพบ  ไม่มีการเรี่ยรายเงินบริจาคใด ๆ ไม่มีการโจมตีใคร  มีแต่การพูดถึงจิตถึงใจล้วน ๆ นั่นเป็นการปฏิบัติที่เหมาะสมกับคนเมืองอย่างยิ่ง ไม่ต้องหาเวลาไปปลีกวิเวกที่ไหน
ไม่ต้องบริจาคอะไร  วัตถุดิบในการปฏิบัติล้วนมีอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว  เพียงแต่เรายังเห็นผิดมาตลอดด้วยเมฆหมอกแห่ง อวิชชา(ความไม่รู้จริง)
            หากจะท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นแห่งแรงบรรดาลใจในการสนใจธรรมมะของผมนั้นคงจะต้องพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมซื้อมาจากสัปดาห์หนังสือเมื่อปีทีแล้ว หนังสือเล่มนั้นขึ้นชื่อบนหน้าปกไว้ว่า ศักยภาพแห่งการเป็นมนุษย์(ถ้าผมจำไม่ผิด เพราะผมให้เพื่อนยืมไปแล้ว)โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี หนังสือเล่มนั้นพูดถึงเรื่องชีวิต สังคมทั่วไปของมนุษย์  แต่ที่ทำให้ผมสะดุดใจก็คือการโยงเรื่องของ ควันตัมแมคคานิคกับอิทิปปัจจยตา(ทุกสิ่งอาศัยเหตุปัจจัยให้เกิด)  ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าธรรมมะหน้าตาเป็นอย่างไร  คิดเอาตลอดว่ามันก็คงเหมือนปรัชญาการดำรงชีวิตแขนงหนึ่งเท่านั้นเอง
                ผมพยายามนั่งสมาธิ-เดินจงกลมด้วยตนเอง  มีไปปฏิบัติตามสำนักบ้าง  แต่ก็เป็นไปด้วยความหลง  อยากบรรลุธรรม อยากได้อภิญญา(ระลึกชาติ รู้วาระจิตผู้อื่น เห็นการจุติของหมู่สัตว์ หูทิพย์ ตาทิพย์)แต่เมื่อวันหนึ่งได้มาถึง  อาจจะด้วยเหตุที่เราทำไว้จากจิตดวงก่อน ๆ ที่อาศัยกายในอดีตเป็นแดนเกิด  พวกพี่ ๆ ที่ปฏิบัติธรรมด้วยวิธีการดูจิตก็ได้เมตตาพาผมไปพบครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง
                หลวงพ่อทักผมทันทีว่า  “เห็นไหมว่าจิตตอนมากับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนมามันตื่นเต้น  ตอนนี้มันเริ่มสงบลงแล้ว” ผมก็แปลกใจแต่ผมก็รู้กิตติศัพท์หลวงพ่อมาตั้งแต่ต้นแล้ว  ในวันนั้นที่เราได้มีโอกาสพบกันครั้งแรก  มีญาติโยมรวมผมด้วยก็แค่ 5 คน(แต่ปัจจุบันวันละไม่ต่ำกว่า 20 แล้ว) ท่านเป็นพระป่าที่เมตตาและน่าเลื่อมใสมาก  ผมได้แต่นั่งตัวแข็งไม่ว่าจะทำอะไรท่านก็รู้การทำงานของจิตผมไปหมด “แอบไปคิด” “หลงไปจับลมหายใจแล้ว” “ใจลอยแล้ว”  ทั้ง ๆ ที่ผมก็ยังจ้องหน้าท่านอยู่ตลอด  วันนั้นผมถึงเข้าใจคำว่า “เจโตปริยญาณ:รู้วาระจิตตัวเองและผู้อื่น” จากหลวงพ่อนี่แหละ  ท่านสอนสภาวะก่อนที่เราจะสามารถทำวิปัสสนา แท้ ๆ ได้ให้กับผม  และการปฏิบัติธรรมมากมายก็เหลือเพียงแค่ 2 คำคือ “รู้” กับ “เผลอ”
            ไม่ต้องหาคำบรรยายทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นภาระของสมอง หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ “เป็นภาระของจิต” เพราะผมเองก็เรียน คณะวิทยาศาสตร์(ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์) ผมจึงกล้าพูดได้ว่าชีวิตใหม่เหมือนจะเริ่มต้นขึ้น  ไม่ต้องแกล้งไปปลีกวิเวกที่ไหน(นอกจากต้องการความสงบหรือพักผ่อน) ไม่ต้องกดข่มความต้องการทางเพศ อารมณ์โกรธ  อกุศลใด ๆ ที่เกิดขึ้น เพียงแต่บางครั้งเราต้องแทรกแซงด้วยการมีศีลเพราะอย่างไรเราก็ต้องรักษากฏเกณฑ์เบื้องต้นของการเป็นมนุษย์ไว้ให้ได้ และมั่นใจว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนแก่ชาวโลกนั้นประเสริฐจริงแล้ว  หากคุณไม่หลงทางและเปรียบเทียบการปฏิบัติกับคัมภีร์อย่างพระไตรปิฎก  ผมก็มั่นใจว่าวันหนึ่งวันใดข้างหน้า แม้อาจจะไม่ใช่ชาตินี้เราจะพ้นทุกข์จากสงสารวัฏนี้ตลอดกาล
 
เมื่อเรื่องราวเหล่านี้มีเริ่มต้น
ความเป็นคนถูกแต่งเติมเริ่มตรงไหน
เมื่อพูดถึงชีวิตและจิตใจ
อาจมีใครได้แต่มอง อย่างหมางเมิน
 
ในเมื่อเราต่างคนก็ต่างทุกข์
พอมีสุข สุขก็เริ่มจะห่างเหิน
แล้วใครบ้างจะหันหน้ากล้าเผชิญ
กับทางเดินสายแจ้งชัดสัจธรรม
 "