เคยมีคำตอบให้ตัวเองหรือยัง ว่าที่เราพัฒนาจนได้ถึงทุกวันนี้ ทำไปเพื่ออะไร

    กลับมาจากเนปาลแล้วค่ะ ด้วยความประทับใจ และปลอดภัย ปนๆความหวั่นๆ กับสถานการณ์ทางการเมืองนิดหน่อย แต่ก็ผ่านวันคืนไปด้วยดี วันนี้ขอนำบันทึก ถึงการไปเป็นอาสาสมัครที่อินเดีย วัดไทยกุสินารา มาเล่ากันต่อค่ะ

 

 ****************************************

   ผู้เขียนเป็นคนขาดศิลปะในการเขียนรายงาน บางครั้งรู้สึกลำบากใจ เวลาใครสั่งให้เขียนรายงาน มันไม่รู้จะใช้สำนวน แบบไหน  เป็นบทเป็นตอน เรียงลำดับอย่างไร จึงจะดูดี มีมาตรฐาน ดังนั้น เมื่อผู้เขียน มีเรื่องราวบันทึก ที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง จึงขอใช้สำนวน การเขียนตามแบบฉบับที่เคยชิน เล่าสู่กันฟัง บางเหตุการณ์ อาจเกิดก่อนหลังบ้าง แต่ผู้เขียนจะนำมาร้อยเรียง ตามแต่แรงบันดาลใจในแต่ละครั้ง จึงเป็นเรื่องเล่า ที่เสมือน เราได้พบกันหลายๆครั้ง วันนี้พบกัน ก็อยากคุยเรื่องนี้ วันโน้นพบกัน ก็อยากคุยเรื่องโน้น การได้เข้ามาบล็อกของผู้เขียน จึงมิได้เป็นการมาอ่านรายงาน การไปช่วยงานวัดไทยกุสินารา ที่พออ่านจบทุกตอน ก็จะเห็นการเดินทางที่เป็นเส้นเดียว ตรงเป๊ะ ต้นจนจบ แต่จะเป็นการอ่านที่เหมือนการท่องเที่ยว ที่มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็ขอได้ให้อภัยแก่ผู้เขียนด้วย

   วันที่ผู้เขียนเดินทางมาถึงวัดไทยกุสินารานั้น มีความชื่นชอบสถานที่มาก ที่สวยงาม ไม้นานาพรรณ กำลังออกดอก หลากสี มีต้นข่อยดัด ที่เป็นวิวประกอบ ในการถ่ายภาพอย่างดี ที่นี่สวยทุกเวลา ไม่ว่าจะรุ่งอรุณ ตะวันแจ้ง หรือย่ำสนธยาก็ตาม

 อาหารการกิน เป็นกับข้าวไทย หุงต้มแบบไทยๆ แม้จะปรุงด้วยคนอินเดีย แต่รสชาติไม้แพ้ใคร แต่อาหารส่วนใหญ่ ถูกปรุงด้วยผัก เพราะคนฮินดูไม่ฆ่าสัตว์ จะมีบ้างก็เป็นปลา หรือถ้าจะกินไก่ ก็จะมีคนศาสนาอื่นเป็นคนฆ่าขาย แรกๆที่ไปอยู่ แม้จะกินอิ่มอร่อย แต่ผู้เขียนก็รู้สึกหิวบ่อย จนคิดว่าตัวเองนี่ตะกละจัง กินเท่าไหร่ ก็ยังหิวอีก โชคดีที่หลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น มีปานะ ที่เวียนกันเป็นเจ้าภาพ เป็นน้ำนมข้าวโพดบ้าง เป็นน้ำมะตูมสด(จากลูกแก่)บ้าง จึงทำให้นอนหลับ โดยไม่ต้องไปขออาหารแม่ครัวกินอีก

  เรื่องการกินนั้น ผู้เขียนหักดิบ คือไม่เอาอาหารใดๆมาเลย ไปตายเอาดาบหน้า แต่ที่สุด ก็ต้องปรับตัวอยู่พักใหญ่ เนื้อสัตว์ จึงไม่ได้เพิ่มรสชาติให้อาหารมากนัก เพราะมักจะเป็น เนื้อหมูเค็ม ที่ทอดกรอบถนอมอาหารส่งมาจากเมืองไทยบ้าง ปลากระป๋อง ปลาเค็มต่างๆบ้าง คนอินเดีย จึงรูปร่างดี จะสูงใหญ่ เพราะกินนมทุกวัน เขาจะกินชาร้อน(การัมจาย) ซึ่งมีขายตามริมถนนกันทั้งวัน จะปาตี ที่เป็นแป้งใช้ห่อแกงกินนั้น ก็ไม่ได้ทอดน้ำมัน ใช้ผิงบนกระทะ แห้งๆอย่างนั้น

  ชาวบ้านจะปลูกข้าว ปลูกผัก เครื่องเทศ มีบ่อเลี้ยงปลา มีวัวหรือควาย หรือแพะ ไว้แทบทุกบ้าน ชีวิตในแต่ละวัน เป็นไปเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ คนในบ้าน จะเดินทางไปไหน จะมีการห่อข้าวติดตัวไปกินกลางทาง เช่นเดียวกับวัดไทย ทุกแห่งที่นี่ ใครจะเดินทางเช้ามืดขนาดไหน ต้องได้ ห่ออาหาร เป็นเสบียงติดตัวไปทุกคน แม้แต่ผู้มาพักแรมชั่วคราวก็ตาม ผู้เขียน ก็ได้กินอาหาร ระหว่างเดินทางหลายครั้ง กินไป ก็นึกถึงน้ำใจคนจัดเตรียมไป อบอุ่นจริงๆ ใครคิดจะมาอินเดีย ต่อให้มีเงินนับล้านติดตัวมา ก็มีโอกาสอดข้าวได้ เพราะร้านอาหารตามสั่ง ที่นี่แทบจะไม่มี มีแต่ร้านน้ำชาและขนมทอดๆ คล้ายกะหรี่ปั๊บ กับแป้งทอด ชุบน้ำตาล คล้ายฝอยทอง หวานเจี๊ยบ แต่ผู้เขียนชอบกิน

   การปรับตัว การเรียนรู้วัฒนธรรม เพื่ออยู่ในสังคมใหม่ ที่ได้มาพบ จึงเป็นแนวทาง ที่น่าสนใจและเรียนรู้ อย่าเพิ่งรังเกียจ เพราะเป็นอินเดีย แต่ลองมองให้ลึกซึ้ง ว่า วิถีชีวิตเขา ทำไมจึงสืบทอดสิ่งเหล่านี้ มาได้นานนับหลายชั่วคน ที่เรามองว่า เป็นความล้าสมัย ที่เราเคยผ่านมาก่อนนับชั่วอายุคน แล้วเข้าใจว่า ทุกวันนี้ เราพัฒนาไปไกลมากแล้ว เคยมีคำตอบให้ตัวเองหรือยัง ว่าที่เราพัฒนาจนได้ถึงทุกวันนี้ ทำไปเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อย่างไร หากยังคลุมเครือ ก็จงเปิดใจกลับมาดูเพื่อนบ้าน ผู้ใกล้ชิดเราบ้างว่า ที่เขาดำรงอยู่ได้เช่นนี้ เพราะเหตุผลอันใด เราอาจจะได้ยินคำตอบที่เหลือเชื่อก็ได้ว่า เขาอยากจน คืออยากอยู่อย่างจนๆอย่างนี้แหละ เขาไม่ยินดีต้อนรับความร่ำรวย ความฟุ้งเฟ้อ เพราะมันจะมาพรากสิ่งที่เป็นความสุขใจ ของพวกเขา ให้ห่างออกไปทุกทีๆๆๆ และสุดท้าย เขาก็คงไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ และความสงบแห่งการทนต่อทุกข์ได้อีกต่อไป การทนทุกข์ได้ ก็คือความสุขมิใช่หรือ