การสอนวิธีคิดให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและสิทธิหน้าที่ที่ควรรู้และนำไปปฏิบัติให้ได้จริงนั้น ผู้สอนในทุกรายวิชาควรเพิ่มเติมสาระคร่าว ๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการสืบค้น และได้มองเห็นทิศทางข้างหน้าที่นักเรียนสามารถต่อยอดในสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ เช่นเมื่อสอนให้เด็ก ๆ รักการอ่าน ก็ต้องให้แนวคิดต่อไปว่า ถ้าเป็นคนอ่านมากก็จะมีความรู้และถ้อยคำสำนวนอยู่ในสมองมาก ต่อไปถ้าคิดจะเขียนก็มีความรู้มากพอที่จะเป็นนักเขียนที่ดี เมื่อเขียนได้ดีจนเป็นที่ยอมรับผลงานนั้นต้องมีการรองรับให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา จึงต้องคิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน และภาคภูมิใจกับผลงานที่สร้างขึ้น บทความที่คัดลอกมานี้ เป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้เป็นสื่อในการสร้างแรงจูงใจให้กับเด็ก ๆ แต่จะชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าครูสามารถหาตัวอย่างเด็ก ๆ ที่มีผลงานอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่อายุน้อย ๆ เช่น ดอกเตอร์ป็อป ผู้เขียน เดอะไวท์โรด เป็นต้น ข้อมุลทึ่เป็นประโยชน์ย่อมส่งผลให้เด็กมีแนวทางก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มิใช่นำเสนอเป็นผลงานนักเรียนแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร
ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์อีกชนิดหนึ่ง นอกเหนือจากสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น นาฬิกา รถยนต์ โต๊ะ เป็นต้น และอสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น บ้าน ที่ดิน เป็นต้น
2. ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา
โดยทั่วๆ ไป คนไทยส่วนมากจะคุ้นเคยกับคำว่า "ลิขสิทธิ์" ซึ่งใช้เรียกทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท โดยที่ถูกต้องแล้วทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ที่เรียกว่า ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม และลิขสิทธิ์
ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ไม่ใช่สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม แท้ที่จริงแล้ว ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมนี้ เป็นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม ความคิดสร้างสรรค์นี้จะเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการ หรือเทคนิคในการผลิตที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างสวยงามของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ซื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า ที่รวมถึงแหล่งกำเนิดสินค้าและการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม จึงสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
สิทธิบัตร (Paent)
เครื่องหมายการค้า (Trademark)
แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout - Designs Of Inegrated Circuit)
ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indicaion)
3. ความหมายของทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท
ลิขสิทธิ์ หมายถึง งานหรือความคิดสร้างสรรค์ในสาขาวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม งานภาพยนต์ หรืองานอื่นใดในแผนกวิทยาศาสตร์ลิขสิทธิ์ยังรวมทั้ง
สิทธิค้างเคียง (Neighbouring Right) คือ การนำเอางานด้านลิขสิทธิ์ออกแสดง เช่น นักแสดง ผู้บันทึกเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ในการบันทึกหรือถ่ายทอดเสียงหรือภาพ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Computer Program หรือ Computer Software) คือ ชุดคำสั่งที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อกำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน
งานฐานข้อมูล (Data Base) คือ ข้อมูลที่ได้รับเก็บรวบรวมขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ
สิทธิบัตร หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือ ผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด
เมื่อเด็ก ๆ มีความรู้ความเข้าใจ จนสามารถสร้างผลงาน เช่นงานด้านการขียนที่ได้ลิขสิทธิ์แล้ว จะสามารถใช้เป็นต้นแบบ สร้างเครือข่ายให้กับคนอื่นๆได้ หากเราประดิษฐ์คิดค้นทรัพย์สินทางปัญญาด้านอุตสาหกรรมไม่ได้เพราะขาดเครื่องมือ และทุนทรัพย์ ก็ลองหาทรัพย์สินทางปัญญาด้านวรรณกรรมดูบ้าง ลงทุนถ่ายทอดความคิดด้วยกระดาษและปากกา ทรัพย์สินที่ได้มาอาจมีค่ามหาศาล พอจะประกาศให้โลกรู้ได้ว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ส่วนใหญ่มีทรัพย์สินทางปัญญาติดตัวมาทุกคน ลองค้น ๆดูนะคะ
ขอบคุณน้องจิ แซ่เฮ
ขอบคุณคนไม่มีราก
ขอให้มีความสุข ตลอดปีชวดค่ะ
กิติยา เตชะวรรณวุฒิ