หัวข้อนี้ อาจมีข้อสงสัยว่า จินตนาการไม่ใช่ความจริง หรือความจริงอาจเป็นจินตนาการ หากเราได้ดูหนังฝรั่งในหลายเรื่องเราจะพบคำตอบบางอย่างเกี่ยวกับความจริงและจินตนาการ

                หนังมิติลี้ลับ บางเรื่องชี้ให้เห็นว่า โลกที่ตัวละครอยู่ ก็คือโลกของเรานี้เป็นเพียงจินตนาการของอีกโลกหนึ่งที่เป็นจริง ซึ่งเจ้าตัวละครเข้าใจว่า ตนนั่นแหละเป็นจริง หรือเราคิดว่าเรานี่แหละเป็นจริง แต่มันไม่ใช่ เราต่างหากที่เป็นจินตนาการ เดิมนั้นเป็นประเภทจิตวิญญาณที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างคน ภายหลังหนังได้แสดงให้เห็นถึงมิติอีกมิติหนึ่งที่ดูจะเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมา มิตินี้เป็นเพียงภาพแสดงที่สร้างขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ เราอาจเข้าใจว่าโลกขอหุ่นยนต์หรือโลกของอะไรสักอย่างที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ ตัวละครในโลกนั้นเข้าใจว่าตนเป็นความจริง โลกที่ตนอยู่ก็เป็นความจริง แต่โลกที่ว่านั้นหรือทุกอย่างที่อยู่ในโลกที่เข้าใจว่าจริงนั้น แท้แล้วเป็นเพียงสิ่งสร้างหรือโลกเสมือน

                หากเรามองในเชิงของนักสังคม อาจจะเข้าใจว่า จินตนาการ ไม่ใช่ความจริง จินตนาการเป็นความคิดของคน ตัวคนหรือตัวผู้คิดต่างหากที่เป็นจริง กรณีคนบ้า เราต่างเข้าใจว่าโลกที่คนบ้าอาศัยและเราก็อาศัยอยู่กับโลกนี้นั้นเป็นความจริง และเราเข้าใจว่าสิ่งที่คนบ้าคิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จริง ซึ่ง (ผู้เขียนคิดว่า) คนบ้าเข้าใจว่าเป็นความจริง เราจึงพยายามให้เขากลับมาสู่โลกที่เราเข้าใจว่าเป็นความจริง

                เป็นไปได้หรือไม่ ว่าโลกที่คนบ้าคิดนั้นเป็นความจริง เป็นโลกที่มีอยู่จริง และโลกนั้นไม่ได้แปรสภาพเหมือนกับโลกที่เราอาศัยนี้ (คำว่า โลกในความหมายทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายเพียงโลกคือแผ่นดินอย่างเดียว) ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือประมาณว่า “ชีวิตหลังความตาย” ๒ เล่ม (จำไม่ได้ว่าใครเขียน) เล่มแรกเป็นการแปลมาจากภาษาต่างประเทศ อีกเล่มหนึ่งเป็นคนไทย (น่าจะนายแพทย์ประสาน) ผู้เขียนพยายามวิเคราะห์ให้เป็นระบบเพื่อการตอบรับจากโลกของวิทยาศาสตร์ ๒ เรื่องหลักสำคัญที่น่าสงสัยคือ ๑) คนตายแล้วฟื้น ๒) เกิดแล้วระลึกชาติได้

                ประเด็นคนตายแล้วฟื้น เขาไปพบโลกอีกโลกหนึ่งหลังจากที่เขาตายไป โลกนั้นไม่ใช่โลกที่เขาอาศัยอยู่ขณะมีชีวิต (ก่อนนั้นที่จำได้) ประเด็นเกิดแล้วระลึกชาติได้ คนที่ระลึกชาติได้สามารถระลึกได้ว่า ที่ที่เขาเคยอาศัยอยู่นั้นคือที่ใด ใครเป็นพี่น้อง เป็นอะไรตาย ตายเมื่อไร ซึ่งไม่ใช่กรณีเดียวที่ให้การสัมภาษณ์และพิสูจน์ความจริง

                ตกลงว่า โลกหลังความตายนั้นเป็นความจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นโลกที่คนบ้าเข้าถึงซึ่งมันไม่ใช่ความจริงแต่ประการใดเลย

                อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำเอาจินตนาการนั้นกลับมาใช้กับโลก (ที่เข้าใจว่าเป็น) ความจริงได้ เช่นเก้าอี้ที่เราสร้างขึ้น เราต้องจินตนาการแบบของมันก่อน ก่อนที่จะลงมือสร้างประกอบขึ้นมาเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่ง เราจะพบว่า สสารวัตถุที่ประกอบเป็นรูปร่างแล้วล้วนซ่อนเร้นจินตนาการหรือความคิดหรือแบบ เป็นไปได้ว่า นี่คืออาตมันในความหมายของปรัชญาฮินดูหรือไม่

                อนึ่ง ถ้ามีโลกเบื้องหลังสสารวัตถุนั้นจริง โลกของสสารวัตถุก็ไม่ใช่ความจริงที่แท้ เป็นเพียงภาพแสดงของโลกซ่อนเร้นหรือจินตนาการ หรือว่าทั้ง ๒ โลกที่ว่านี้ต้องอาศัยกันมันจึงจะมี กระนั้นก็มีคำถามอีกว่า ถ้าอาศัยกันอยู่ได้จึงมีได้ กรณีที่คนตาย ทำไม (เข้าใจว่า) จิตวิญญาณคงอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยร่างกายที่เป็นสสารวัตถุ

                เช้านี้มีคนเปิดโทรทัศน์ทางช่อง ๓ ซึ่งผู้เขียนก็พลอยได้ดูไปด้วย นักจัดรายการชื่อดัง พูดถึงเด็กวัยรุ่นกลุ่มที่เรียกว่า “สก๊อย” กับ “แว้นซ์” (เป็นการเดาเสียงและเขียนเป็นอักษร) สำหรับ “สก๊อย” นักจัดรายการหญิงให้ความเห็นตามที่เคยฟังมาว่า “สก๊อย” เป็นชื่อตัวการ์ตูนญี่ปุ่น แต่นักจัดรายการชายแย้งว่า “ผมได้ฟังมาจากเด็กกลุ่มนี้เลยว่า “สก๊อย” มาจาก สถุล และ กองกอย ผสมกัน ส่วนคำว่า “แว้นซ์” มาจากการบิดรถจักรยานยนต์เสียงดัง “แว้นซ์ ๆ ๆ “ ที่มาที่เป็นจริงเป็นอย่างไรไม่อาจทราบได้ จำได้ว่า อ.เนาวรัตน์ เคยพูดทางโทรทัศน์ให้ฟังว่า “วัยรุ่นไทยจนศัพท์ จึงพยายามหาศัพท์มาแทนจินตนาการ อย่างคำว่า “แอ๊บแบ๊ว” นอกจากนั้นก็มีคำอื่นๆอีก” ผู้เขียนเข้าใจว่า “การจนศัพท์” ก็เนื่องจากขาดความรู้ ขาดการอ่านและทำความเข้าใจตามบทเรียน (ในความหมายของผู้รู้ท่านหนึ่งก็น่าจะได้กับคำว่า “โง่” หรือ อวิชชา แต่อวิชชาดูจะมีรายละเอียดยิ่งกว่านั้น) ผู้เขียนเข้าใจว่า คงไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นไทยเท่านั้น หากแต่นักวิชาการจำนวนหนึ่งก็เป็นอย่างนั้น เราไม่สามารถจะอธิบายความรู้สึกได้ด้วยคำไทย บางคนพูดไทย ๑ คำ ภาษาอังกฤษอีก ๑ คำ สลับกันไปสลับกันมา แต่เราก็ต้องยอมรับว่า วัยรุ่นไทยมีจินตนาการ สามารถสร้างศัพท์ขึ้นมาเองได้ แม้ศัพท์ที่ว่านั้นจะไม่มีในพจนานุกรมก็ตาม แต่ก็น่าสังเกตอีกว่า การสร้างสิ่งหนึ่งๆ ขึ้นมาของวัยรุ่นเป็นการสร้างสรรค์หรือไม่ กรณีที่เขาสามารถสร้างท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ได้เอง โดยไม่ใช่เป็นการดัดแปลงจากของเดิม นับว่าเป็นการสร้างจากจินตนาการ แต่ไม่อาจจะบอกได้ว่าอยู่ในคำว่า “สร้างสรรค์” หรือไม่ ถ้าสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน “หรอยแต่....” ก็คงไม่ไหว ผู้เขียนเข้าใจว่า การสร้างสรรค์ หรือสร้างให้ดีมีประโยชน์ไม่ก่อโทษรอบด้าน

                อย่างไรก็ตาม คำว่า “แว้นซ์” ผู้เขียนเคยพูดหยอกล้อกับเพื่อนว่า น่าจะมาจากคำว่า “เวร” (เด็กเวร) มากกว่า (ความหมายตามศัพท์คงต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งมีความหมายตามความเข้าใจแบบไทยๆว่า สร้างเวรสร้างกรรมให้กับชาวบ้านและอาจเป็นตัวเองด้วย

                การแสดงออกของพฤติกรรมภายนอก มาจากการเลียนแบบจินตนาการหรือไม่ กรณีที่เด็กกลุ่มหนึ่งแข่งขันประชันความเร็ว เมื่อพ่ายแพ้ต้องยอมเสียคู่นอน (ไม่อาจเรียกว่าคนรักได้) ให้กับชายผู้ชนะ หญิงที่นั่งซ้อนท้ายไม่ต่างอะไรกับวัตถุชิ้นหนึ่ง ที่ชายจะหยิบยื่นให้ใครก็ได้ กรณีนี้ กลุ่มผู้หญิงที่มีศักดิ์ศรีในสังคมน่าจะเข้ามาเรียกร้องเพื่อให้หญิงที่นั่งซ้อนท้ายนั้นมีจิตวิญญาณ (ตัวตน ที่ไม่ใช่ผู้ชายจะให้ไปนอนกับใครก็ได้) หลายปีก่อน เคยดูหนังหลายเรื่องเกี่ยวกับการยกเธอให้ชายผู้ชนะ หนังนั้นสร้างมาจากจินตนาการหรือว่าหยิบเอาความจริงทั้งหมดมาเสนอ หรือว่า มีความจริงอยู่ไม่เท่าไรผสมกับจินตนาการให้ดูน่าทึ่งขึ้น สื่อผสมชนิดนี้ส่งไปให้เด็กได้เรียนรู้โดยทั่วกัน จากจินตนาการค่อนข้างมากกลายมาสู่โลกของความจริง จิตวิทยาเรียกว่า “พฤติกรรมการเลียนแบบ” วัยรุ่นได้เลียนแบบโลกของการแสดงมาสู่โลกของความจริง ละครโทรทัศน์ก็เช่นกัน เป็นโลกของการแสดง เราจำเป็นต้องแยกระหว่างโลกของการแสดงและโลกของความจริงหรือไม่ ถ้าโลกของจินตนาการและความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน เราก็จะเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างการแสดง แต่ถ้าแยกออกจากกัน.....ตายอยู่ส่วนตาย เป็นอยู่ส่วนเป็นหรืออย่างไร หรือว่าคนละประเด็น

                อย่างไรก็ตาม จากกรณีเช่นนี้ กฎหมายไทยออกมาบังคับให้พ่อแม่ต้องรับผิดชอบการพฤติกรรมของลูก ต่อไปครู อาจารย์ ก็ต้องเป็นเช่นพ่อแม่ด้วย และคนไทยก็ไม่ต้องการที่จะมีลูก หากเขาเกิดมาแล้วกลายเป็นเด็กเว็นซ์ หรือ สก๊อย ช่วงต่อระหว่างวัยก็ขาดสะบั้น บ้านพักคนชราที่ขาดการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากลูกหลานก็เพิ่มขึ้น

                พฤติกรรมการเลียนแบบในวัยรุ่น หากแบบที่เขาเลียนไม่ใช่แบบเรียนที่สร้างสรรค์ เราก็คงต้องรับสภาพ เดินทางไปไหนใกล้ไกลก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าจะ “โดน” วันไหน หรือว่า ปล่อยให้ความคิดที่ว่า “ความตายเป็นเรื่องธรรมดา” โดยไม่คิดจะปกป้องชีวิตที่มีค่านี้เพื่อผู้อื่น

                เมื่อวาน ผู้เขียนเปิดคอมพิวเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างของบ้านที่ใครๆ สามารถมาใช้สอยได้หากมีความต้องการ ปรากฏว่า มีของแปลกปลอมอันหนึ่งซ่อนอยู่ ของแปลกปลอมนั้นคือ คลิป MP4 สั้นๆ  (เข้าใจว่าถอดออกมาจากโทรศัพท์ของ........ซึ่งเป็นวัยรุ่น) หนึ่งในนั้นคือเรื่องการข่มขืนเด็กนักเรียน (น่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือไม่ก็เกาหลี) สรุปเรื่องราว คือ เด็กหญิงคนหนึ่ง เดินคนเดียวข้างทางเปลี่ยว วัยรุ่น ๒ คนรีบลงจากรถตู้เข้าไปฉุดกระชากขึ้นรถตู้ (เข้าใจว่า ๔ คนโดย ๒ คนฉุด ๑ คนขับ อีก ๑ คนถ่ายคลิป) พยายามที่จะปลุกปล้ำ แต่เธอดิ้นสุดตัว เมื่อรถจอดเธอวิ่งลงจากรถตู้ แต่ก็ถูกชายวัยรุ่น ๒ คนวิ่งไปฉุดกระชาก ดึงกระโปรงขาด เสื้อขาด ชายคนหนึ่งจับเท้า อีกคนหนึ่งจับคอและไหล่ อุ้มไปข้างทาง ขณะที่เธอก็ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ เมื่อชายทั้ง ๒ ทำกามกิจเรียบร้อย จึงขึ้นรถตู้จากไป ปล่อยให้เธอนอนเปลือยเปล่าเจ็บปวดอยู่ข้างทางอย่างนั้น

                หากเรื่องที่ดูนี้เป็นเรื่องจริง (เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดจริง) คลิป สั้นนี้ แพร่ไปสู่วัยรุ่นไทย หากจะมีการเลียนแบบ ใครคือผู้จะต้องเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หากเป็นการแสดง (แสดงได้ขนาดนี้เชียวหรือ) ถ้ามีการแยกออกระหว่างการแสดงกับความจริงที่วัยรุ่นไทยสามารถแยกแยะได้ และสำนึกรู้ ผิดชอบ ชั่วดี ก็ดีไป แต่ถ้าแยกไม่ออก และรู้สึกว่า การได้กระทำแบบ คลิป นั้น เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ผู้ที่จะเป็นผู้ถูกกระทำคือใคร วิธีการที่จะถูกกระทำคืออย่างไร

                ดังนั้น เรื่องบางเรื่องแม้จะเป็นจินตนาการ ก็ไม่ควรนำออกมาเป็นเรื่องจริง หากเรื่องจริงนั้นไม่เป็นประโยชน์ที่ดีต่อใครๆ แน่นอนว่า จริยธรรม ในความหมายว่า “สำนึกรู้” น่าจะเป็นตัวกำกับได้ดีมากกว่ากฎหมาย

               

                ผู้เขียนดูสารคดีข่าวเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับรถตู้ที่ลาดตระเวรฉุดหญิงสาวโรงงาน จากนั้นก็ข่มขืนและชิงทรัพย์ (จังหวัดชลบุรี) ผู้ถูกกระทำไม่ใช่รายเดียว แม้ว่าส่วนหนึ่งของผู้กระทำจะถูกดำเนินคดีแล้ว แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า คนจะไม่เอาจินตนาการมาเป็นความจริง ดังนั้น จินตนาการและความจริง อาจเป็นภัยไม่ไกลตัว

                ย้ำความคิด

๑)     ระวังการเดิน การยืน การนั่งเพียงคนเดียวไม่ใช่เฉพาะกลางคืนเท่านั้น

๒)     พึงให้ความสำคัญกับลูกหลานของตนเองอย่างรอบคอบ

๓)     อย่าเมินเฉยหากผู้ถูกกระทำไม่ใช่ญาติหรือลูกหลานของตน

๔)     สัญชาตญาณสัตว์ป่าไม่ได้หมดไปจากความคิดของมนุษย์

๕)     กำจัดขยะ แม้จะต้องเป็นขยะเพื่อกำจัดขยะ

๖)     ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างน่าจะใช้ไม่ได้กับผู้ยังแยกจินตนาการกับความจริงไม่ออก หรือผู้ยังไม่สามารถรวมความจริงกับจินตนาการเข้าเป็นหนึ่งเดียวในทางสร้างสรรค์

๗)     ............................................................................................................................................

๑๔ เมษายน ๒๕๕๑

๑๔.๐๔ น.