สวัสดีครับคนกินข้าว(และผลิตภัณฑ์จากข้าว)ทุกท่าน

       สุขสันต์วันสงกรานต์นะครับ หลายๆ คนคงสนุกกับการสาดน้ำ ในขณะที่หลายๆ คนต้องการน้ำเพื่อไปราดในนาข้าว ในขณะี่หลายๆ คนไม่มีน้ำดื่มในช่วงหน้าแล้ง นี่คือความแตกต่างของบ้านเรา หากคิดให้ดีเราจะพบว่าน้ำคลองกับน้ำดื่มบรรจุขวดมันก็คือน้ำหยดเดียวกันนั่นหล่ะ

       วันนี้ขอคิดบ่น(แต่ไม่ทำ)เรื่องข้าวๆ ชาวนากับนาข้าวและราคาข้าวหน่อยนะครับ

  • ราคาข้าวสูงขึ้้นตาใครโตครับพี่น้อง
  • ตอนนี้เมืองไทยราคาคงแถวๆ กิโลกรัมละ 30 บาท ขึ้นกับราคาและคุณภาพที่ไม่ได้กำหนดจากผู้ผลิต(คนปลูกก็ชาวนา)
  • เมืองนอก (เยอรมัน) ตอนนี้ขึ้นไปในอัตรากิโลกรัมละ 20 บาท เมื่อก่อนกระสอบละ 21 ยูโร (คูณห้าสิบบาทได้เป็นเงินไทยโดยประมาณ) จากกระสอบละ 20 กก. ราคาก็ฟาดขึ้นไปเป็น 26.5 ยูโร ตอนนี้ราคาอยู่ที่ กก.ละ 30 ยูโร ในข้าวกระสอบเดียวกัน ว่าๆ ไปแล้วกระสอบหนึ่งก็ราวๆ 1500 บาท (20 กก.)
  • ใครจะตาลุกวาวเพราะเห็นราคาแพงก็เผากิเลสกันไปเถิดครับ
  • เพียงแต่ผมจะถามพี่น้องชาวนาว่า ท่านรวยขึ้นจริงหรือจากราคา้ข้าวนี้ขึ้น หรือโดนปั่นขนาดนี้ ลองทำบัญชีไว้ดูนะครับ บัญชีครัวเรือนนั่นหล่ะครับ คือตัวชี้วัดความรวยจนของท่าน อย่าไปปลื้มใจกับ ค่า จดพ. อะไรหรอกครับ ของแท้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายของท่านนี่หล่ะ ท่านซื้อมากกว่ามี ท่านก็จน  ท่านมีมากกว่่าซื้อท่านก็รวย สรุปคือมีเก็บกระเป๋าก็ตุง
  • ผมอยากชวนพี่น้องชาวนาคิดทบทวนระบบการทำนาของเราตั้งแต่สมัยที่คุณปู่ย่าตายายของท่านทำนาก็ได้ครับ แล้วดูความเปลี่ยนแปลงนะครับ แล้วหากท่านมองออกท่านจะพบว่าช่องทางในการยังชีพแบบใดที่จะทำให้ท่านอยู่ได้อย่างมีความสุข
  • ถามอีกรอบว่า คนเราต้องการเงิน หรือต้องการความสุข หลายคนคงต้องตอบว่าต้องการเงิน เพราะเงินบันดาลสุข แต่ท่านลองนึกถึงคนรวยหรือสมมติว่าท่านโดนรางวัลที่หนึ่งแล้วโจรผู้ร้ายชุกชุม ท่านจะสุขใจไหม นอนหลับไหม แล้วนั่นหล่ะคือสุขไหม
  • หากเรามองย้อนดูระบบนาของบ้านเรานะครับ นาต้องการน้ำ น้ำเอามาจากไหน น้ำฟ้า หรือน้ำคลอง หรือน้ำชลประทาน แต่ละน้ำนี่บอกได้เลยว่ารอชะตา น้ำฟ้าหากไม่มีเมฆฝน ก็ไม่มีฝน น้ำคลองจะมาจากไหน ก็มาจากฟ้าและใต้ดิน น้ำชลประทานก็เช่นกัน หากคุณเคยไปเที่ยวน้ำตกฝนจะตกตลอดวันที่ยอดน้ำตก ทั้งๆที่บริเวณอื่นแดดเปรี้ยงๆ ก็ตาม แต่ตรงนั้นมีเมฆฝน น้ำไหลจากรากไม้ หากไม่มีระบบนี้ น้ำตกมันจะไหลได้ตลอดเวลาได้หรือ  อันนี้สังเกตเอาง่ายๆ  ดังนั้นจะให้มีน้ำ ก็ต้องให้มีนิเวศป่าไม้ที่สมบูรณ์ นากับป่าก็ต้องไปด้วยกัน  ลองมองไปดูนะครับ นากับป่าไม้ และนากับป่าคอนกรีต  มันต่างหรือเหมือนกันเพียงใด
  • ย้อนกลับมาดูระบบนา จากเมื่อก่อนไถนาด้วยควาย วัว ลากด้วยคน แม่ลากคันไถลูกกุมคันไถ จนมาถึงทุกวันนี้เราใช้ระบบอีกแบบหนึ่ง ทุกวันนี้เราใช้ม้า(ชีน) machine ใช้เครื่องจักรวัดเป็นพลังม้ากันแทน นี่คือโลกแห่งทุนนิยมผสมเทคโนโลยี ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ดีแต่ต้องพอเพียง ไ่ม่ใช่เกินพอ
  • ในป่าก็มีระบบนิเวศของป่า ในนาก็มีนิเวศของนาเช่นกันครับ  นิเวศของป่า ก็คือการผสมดินน้ำลมไฟ ในอัตราที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นผืนป่า น้ำ สัตว์ อากาศ จุลินทรีย์ และอื่นๆ ในนาก็เช่นเดียวกันมีอัตราที่ต่างๆ กันจนเป็นระบบนิเวศนา มีดิน น้ำ โคลน สิ่งมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง แต่นั่นก็คือนิเวศเช่นเดียวกัน มีการกิน การล่า การแ่ย่งชิง ครองพื้นที่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเช่นกัน
  • จนวันหนึ่งเราค้นพบว่า มีธาตุอาหารพืช 16 ชนิด มีธาตุอาหารหลัก อาหารรอง อาหารเสริม ที่เราเรียกกันว่า เอ็น พี เค หรือหวยสามชุดข้างกระสอบปุ๋ย อันนี้คือน้ำเกลือนั่นเองครับ ที่ต้องละลายดินน้ำลมไฟ ใส่กรอกเข้าไปให้พืชหม่ำโดยไม่ต้องย่อย จากที่เมืองก่อนเราปล่อยตามธรรมชาติ ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก แนวทางเปลี่ยนไป ประมาณว่า เต่ากับกระต่ายวิ่งแข่งขันนะครับ เต่าก็เหมือนปุ๋ยอินทรีย์  กระต่ายก็ปุ๋ยเคมี ใส่แล้วหลอกเต่าได้ระยะหนึ่ง กระต่ายก็นอนหลับ(ช่วงที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ย) ส่วนเต่าก็เดินต้วมเตี้ยมไป (จุลินทรีย์ย่อยตลอดเวลา) หรือจะเทียบได้กับ ปุ๋ยอินทรีย์คือการกินข้าวให้กระเพาะเราย่อย ต้องย่อยก่อนถึงจะมีแรง ต่างจาก การให้น้ำเกลือ(คือไม่ต้องย่อยเข้ากระแสเลือดเลย)
  • นี่คือแนวทาง แต่ผมจะบอกให้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว รากต้นไม้ รากข้าวนำเข้าระบบลำเลียงต้องอยู่ในรูปเคมีหรือไอออน ดังนั้น การให้อินทรีย์คือการให้เคมีเช่นกันครับ เพียงแต่ใช้เวลาย่อยและมีให้กินอยู่ตลอดเวลา ส่วนเคมีนั้นฉีดทีเดียว หมดก็คือหมดรากดูดไม่ได้ก็จะเคลื่อนที่ไปกับดินน้ำตามหลักการแพร่ การไหลในดินนะครับ อย่างที่เราชาวนาทราบกันว่าก่อนจะใส่ปุ๋ยต้องลดระดับน้ำเพื่อความเข้มข้น แล้วทำไมตัวที่สามข้างกระสอบปุ๋ยมีค่าเป็น 0 จาก 16-20-0 ตัวสุดท้ายมีอยู่ในดินเหนียวแล้วครับ ไม่ต้องใส่ก็ได้ แล้วแต่ละตัวนี่ก็ได้จากการย่อยสาัรอินทรีย์ด้วยกันนี่หล่ะครับ
  • คุณเคยคิดสงสัยไหมครับ ว่าต้นไม้ในป่าไม้ ไม่เคยมีคนใ่ส่ปุ๋ยให้ ทำไมมันโตต้นอวบอ้วนจนทำให้บางคนน้ำลายไหลครับ ต้นไม้มันฉลาดกว่าที่เราคิดกันนะครับ มีระบบเติมปุ๋ยให้ตัวเองนะครับ เพราะใบไม้นั้น มีความวิเศษมากๆ คำตอบก็คือว่า ปุ๋ยของต้นไม้ชนิดนั้นๆ ก็คือใบของมันนั่นเอง  แล้วเราเอาความคิดจากไหนครับ ที่กวาดใบไม้ใต้โคนต้นทิ้งหมด
  • หากไม่เชื่อ ก็จงเข้าป่าแล้วไปพลิกใบไม้ใต้ผืนป่าดูนะครับ เราจะพบพวกสิ่งมีชีวิตมากมาย นั่นหล่ะครับ คือตัวช่วยของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปทำอะไรก็ใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้แล้วหล่ะครับ
  • ย้อนมาสู่ระบบนาก็เช่นกันครับ การที่ซังข้าวหลังเก็บเกี่ยวแล้วซังล้มตาย ฝนตกแช่ซังข้าว ซังย่อยสลายกลายเป็นอะไรครับ ปุ๋ยของต้นข้าวในรอบต่อไปไงครับ แต่เราดันเผาซะวอดครับ การเผานี่ทำลายจุลินทรีย์ที่ผิวดิน ใต้ผิวดิน และแปลงธาตุอาหารต่างๆ ให้เป็นเพียงผงคาร์บอนหรือเถ้าถ่านนั่นเองครับ แต่เราทำให้ระบบนี้เร็วขึ้นได้ คือการเติมน้ำหมักน้ำย่อยให้กับทุ่งนา ช่วยย่อยซังข้าว บางคนก็ปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลมเมื่อถั่วงอกงามเขียวสวย ซึ่งช่วงนั้นคือช่วงที่ธาตุ เอ็น (ไนโตรเจน) หรือตัวเลขตัวแรกข้างกระสอบปุ๋ย 16 นั่นเอง และมีธาตุอื่นผสมอยู่ด้วยมากมายครับ
  • ธาตุเอ็นนั้น บำรุงระบบลำต้นโครงสร้างต้นไม้ให้เติบโต  ตัวที่สองพี นั้น บำรุงระบบการออกดอกออกผล และเค ตัวที่สามบำรุงระบบรากและผล
  • ลองนำไปคิดนะครับ  ปุ๋ยของต้นอะไร ก็คือ ใบของต้นนั้นๆ (ใบในที่นี้คือทั้งต้นนั่นหล่ะครับ หลังจากการย่อยสลาย)
  • ต่อมา มาดูระบบห่วงโซ่อาหาร สาัยใยอาหารในนิเวศในทุ่งนา  ในทุ่งนานั้น มีสัตว์ที่เป็นคู่ทำลายกินฆ่ากันอยู่เป็นสิบคู่เลยครับ หากมีจิงโจ้น้ำเพลี้ยบางอย่างจะไม่มี อะไรทำนองนี้ครับ แต่พอเราเห็นเพลี้ยในช่วงที่จิงโจ้น้ำอ่อนแอ เราโดนปั่นด้วยระบบสารเคมี ฉีดพ่น คราวนี้หล่ะครับ จุดเริ่มเลยครับ ในการทำลายนิเวศ สาัรเคมีก็ทำให้อย่างอื่นตายไปด้วย น้ำเสีย ดินเสื่อม ส่งผลกระทบกันต่อ จากนิเวศทุ่งนาเราก็ทำให้ระบบนิเวศสะอาดคือกำจัดทุกอย่างเหลือไว้แต่ต้นข้าว คราวนี้หากมีการอพยพของแมลงหล่ะครับ มาเจอทุ่งนาสะอาดแห่งนี้ ว้าาววว แมลงจะกินอะไรครับ ก็ต้องกินข้าวนี่หล่ะ กำลังหิวอยู่พอดีครับ จนส่งผลให้เกิดข่าวที่เราเห็นๆ กันครับ เพลี้ยลงที่นา
  • ผมถึงชอบแนวคิดที่เค้าว่า ใส่ปุ๋ยให้ดิน ให้ดินเลี้ยงพืช ผมจึงอยากจะขยายให้กว้างขึ้นว่า ใส่ปุ๋ยให้นิเวศ ให้นิเวศเลี้ยงนิเวศ  ใ่ส่ปุ๋ยให้นิเวศ คือการไม่ทำลายนิเวศโดยไม่เข้าใจ นั่นคือการใส่ปุ๋ยให้เกิดปัญญาในสมองระบบคิดของเราเช่นกัน
  • ตอนนี้เรากำลังติดและลุ่มหลงอยู่กับระบบซื้อขาย ต้องใช้เวลาในการศึกษาตัวเองนะครับ หากหลุดพ้นระบบซื้อขายนี้ได้ เราจะอยู่ได้สบายครับ จะไม่ให้มีเลยก็คงยากแต่ลดให้น้อยลง หันไปแบ่งปันแจกจ่ายหลังจากที่เรามีได้นะครับ
  • ระบบขี้พร้าล่าไปผักไห่ล่ามา (ฟักเขียวทอดยอดไปหาอีกบ้านหนึ่ง ผักตำลึงก็ทอดยอดมา) เป็นระบบการสอนให้เกื้อกูลพึ่งพากันนะครับ จริงๆ ผักไห่กับตำลึงคนละอย่างกัน ผมเทียบให้เป็นสากลคิดว่าทุกคนจะรู้จักครับ
  • ความรู้อยู่ในธรรมชาตินี่หล่ะครับ อยู่ในระบบนิเวศนี่หล่ะครับ หากเราทำลายหมด เผาพื้นที่ก่อน แล้วเริ่มปลูกใหม่ อย่างการขอทุนปลูกยางพารานะครับ แบบนี้เราหลงทางมากๆ เลยครับ บ้านผมก็เคยทำแบบนี้ เผากันดินสุกไปเลยหล่ะครับ แล้วค่อยขุดหลุมเริ่มกันใหม่ แบบนี้หล่ะที่เราพลาดมาตั้งแต่แรก ดังนั้นหากรัฐยังจะสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกยางพาราแบบโกนหนวด คือทำลายล้างก่อนแล้วค่อยปลูกใหม่ ผมว่าเอาไปคิดใหม่นะครับ อย่าคิดว่าผมสอนเลยครับ แต่เอาไปทบทวนก็ดีนะครับ ต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ให้หมดแล้วลงต้นยางอย่างเดียวนะครับ ผมว่าเว้นต้นลูกเนียงสะตอเอาไว้บ้างก็ดีนะครับ ชาวบ้านจะได้มีกินสะตอให้ปากชุ่มคอบ้างครับ
  • ต่อไปผมจะนำไปสู่ ว่าชาวนาจะรวยได้อย่างไร(หากต้องการจะรวยนะครับ)......ต่อกันเลยนะครับ
  • หากต้องการจะรวย...ลองนำไปคิดกันเล่นๆ นะครับ ว่าแนวทางนี้จะรวยจริงหรือไม่
    • ประการแรกคือ หากต้องการจะรวย ต้องไม่คิดหวังที่จะรวย นั่นคือไม่ทำเพื่อเงินเป็นเป้าหมายหลัก เราไม่จำเป็นต้องทำนาขายข้าว เพื่อไปซื้อมาม่ามากินต่างข้าว คุณทำนาก็เอาไว้นั่นหล่ะครับ ไว้กินเอง เหลือก็แบ่งปันแจกจ่าย เกื้อกูลพึ่งพา นี่คือการรวยก้าวแรกคือ รวยน้ำใจ ทำนาเน้นไว้กินเองเป็นเป้าหมายสำัคัญ
    • ประการที่สองคือ กินทุกอย่างที่ทำ ทำทุกอย่างที่กิน ให้ได้มากที่สุด นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการรวยของ รวยพึ่งพาตนเอง
    • ประการที่สามคือ หากทางออกของปัญหาจากเหตุของปัญหา แล้วเชื่อมโยงระบบคิดให้โยงจากผลของปัญหาไปสู่ต้นของปัญหา ซึ่งคำตอบของปัญหาจะอยู่ใกล้ๆ กับปัญหานั่นหล่ะครับ เช่นปัญหาความแห้งแล้งของอีสาน ก็มีคำตอบอยู่ในพื้นที่อีสานนั่นหล่ะ จะไปหาทางใต้ไม่เจอหรอกครับ นี่คือ การรวยปัญญา รวยความคิด หากแก้ไขได้
    • ประการที่สี่ คือ การไม่อ่อนไหวตามคำชักชวน หลงเชื่อง่ายๆ ต้องเอาการรวยระบบคิดนั้นมาคิด เน้นการพึ่งพาตนเอง ตลอดจนการรวยน้ำใจ แล้วคิดอยู่บนฐานของความสามารถ ที่เรามีและทำได้ ตรงนี้คือ การรวยภูมิคุ้มกัน  จะทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แล้วชาวนาไทยจะอยู่ได้
    • ประการที่ห้าคือ รวยความดีงาม คุมตัวเองได้ รู้ทันกิเลสภายในตัวเราเอง ตรงนี้คือทางออกแห่งการแก้ปัญหาโลกร้อนเลยหล่ะครับ
  • แทนคำว่า รวย ที่กล่าวมาแล้วนั้น ด้วยคำว่า มี  นะครับ จะทำให้เราไม่ยึดกับคำว่า รวยหรือจน
  • เราไม่ต้องส่งข้าวออกต่างประเทศเป็นอันดับหนึ่งของโลกเลยครับ เราต้องทำให้คนในประเทศกินอิ่ม กินดีอยู่ดี ก่อนครับ เหลือแล้วค่อยขาย เน้นการพึ่งพาตนเองแล้วยกระดับทางความคิด ยกระดับการศึกษา ยกระดับภูมิรู้ ให้รู้เท่าทัน
  • ผมจะบอกให้ว่า คนขุดน้ำมัน ก็ต้องกินข้าวครับ
  • คนผลิตเทคโนโลยีก็ต้องกินข้าว
  • ตั้งโปรแกรมผลิตมือถือได้กี่พันเครื่องต่อภายในเวลาหนึ่งนาที แต่เมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดหล่ะครับ ใช้เวลานานแค่ไหน??? แล้วทำไมเราต้องให้ความหมายของคำว่าเกษตรถูกเกินไปครับ
  • นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ก็ต้องกินข้าว (ข้าวคือรวมไปถึงอาหาร)
  • นี่คือความร่ำรวยของเกษตรกรไทย
  • การรวยเงินนั้น เป็นการรวยแค่ฉาบฉวยครับ อย่าได้ไปหลงไหลกับมันเลยครับ รวยแค่ไหนหลับไม่ต่อเนื่องเพราะหวาดระแวง ความสุขจะเกิดได้อย่างไรใช่ไหมครับ
  • ชาวนาเราต้องรวมใจกันก่อน ก่อนจะรวมกลุ่มกัน รวมกลุ่มเป็นสหกรณ์อย่างเดียวไม่พอ ต้องไม่ลืมรวมใจ แล้วจะอยู่ได้รอดครับ รวมกลุ่มแต่ขัดใจกัน จะส่งผลให้ขัดขา แค่มีคนมาปั่นราคาให้กลุ่มแตกก็กระจายแล้ว แบบนี้เราไม่รวยนะครับ ต้องค้นหาจุดอ่อนทางสังคมนะครับ
  • ชาวนาทุกคนนั้นคือหัวใจของประเทศอยู่แล้วครับ เราต้องคิดให้ดีครับ เราไม่ใช่ถั่วงอกครับ ที่จะให้ใครเอาไฟฉายมาส่องแล้วหัวเราก็เอนไปตามทิศทางของแสงครับ เป้าหมายของเราคือสวรรค์ สวรรค์แห่งปัญญานะครับ และคุณความดีครับ หมั่นทำกันไว้ครับคือภูมิคุ้มกันอีกตัวหนึ่งครับ
    คุณเห็นอะไร ได้อะไร จากภาพต่อเนื่องต่อไปนี้ (เชิญคลิก)

    --->
  • เืมื่อเราหลงแสงไฟฉายเหล่านั้น เราก็จะพุ่งเป้าเข้าเมือง รุมแห่กันปลูกในสิ่งที่เค้าเรียกว่า พืชเศษสะกิด (สะกิดให้กลายเป็นเศษ) ก็จะเกิดปรากฏการณ์แผนที่ปลาเกิดขึ้น

    แผนที่ปลา


    ขบวนแห่ปลาเข้าเมือง...นำมาสู่การแย่งชิงทรัพยากรในกรุง รถติด และอื่นๆ ตามมา?


  • ความเห็นทั้งหมดนี้...อย่าเชื่อโดยไม่ได้คิดครับ เอาไว้คิดก่อนนอนครับ

ขอบพระคุณมากครับ

ลูกชาวนา