วันสุดท้ายของการสัมมนานานาชาติที่ภูเก็ตคือวันที่ 10 ครับ แต่ผมจำเป็นต้องกลับก่อน เนื่องจากต้องเดินทางกลับมาที่หาดใหญ่เพื่อขึ้นเครื่องต่อไปยังกรุงเทพสำหรับการนำเสนอโครงการวิจัยต่ออีก ที่สำคัญวันที่สองของการสัมมนาก็ได้สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการไปดูงานที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คาราคาซังมาเป็นเวลาเกือบปี ที่คาราคาซังกันมานานมีสองประเด็นครับ ประเด็นที่หนึ่งคือ ระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการไปดูงาน ผมแจ้งให้กับทางหลักสูตรทราบไปเบื้องต้นแล้วว่า ผมไปนานๆ เป็นเดือนๆ ไม่ได้หรอก คนมันภาระเยอะ ซึ่งท่านประธานหลักสูตร คือ ผศ.ดร.วสันต์ (คณบดีศึกษาศาสตร์) ก็บอกว่าไม่มีปัญหา แค่สองสัปดาห์ก็โอเคแล้ว แต่อาจารย์ที่ปรึกษา บอกว่าไม่ได้เพราะทางมิสซูรีกำหนดว่าการไปดูงานต้องสามเดือน เมื่อวันที่ 9 ทั้งสี่ฝ่ายก็ได้มานั่งคุยพร้อมๆ กันสักทีหนึ่ง ซึ่งทางมิสซูรีก็ตอบว่า ไม่มีปัญหาอะไรถ้าผมจะไปเพียงสองสัปดาห์ ทางเขาจะจัดโปรแกรมให้ตามที่ต้องการ จบและชัดเจนครับ ซึ่งทำให้ผมสบายใจขึ้นเยอะ และเมื่อออกมาแบบนี้ผมก็คิดทำการใหญ่ได้อีกเยอะครับ (ฮิฮิฮิ)

เมื่อวานวันที่ 10 ขับรถกลับจากภูเก็ต (ออ. ไม่แน่ใจว่าเล่าไปแล้วยังว่ารอบนี้ขับรถไปเองครับจากปัตตานีไปจนถึงภูเก็ต เออ เล่าแล้ว) คำนวนเวลาแล้ว เปลี่ยนเส้นทางดีกว่า แทนที่จะเข้าพัทลุง ก็เข้าสตูลดีกว่า อย่างน้อยจะได้แวะกลับบ้านด้วย แค่ได้หอมแก้มพ่อกับแม่สักฟอดก็สุดยอดแล้วครับ เลยออกจากภูเก็ตสิบโมงไปถึงอ.ละงูบ้านเกินบ่ายสาม ถึงหน้าบ้านหอมแก้มแม่เสร็จก็ถูกถามว่า ทานข้าวมาแล้วยัง คำตอบถือยังไม่ทานมาตั้งแต่มื้อเช้าเลยครับ ภายในครึ่งชั่วโมง สำรับอาหารโปรดของผมก็พร้อม ฮาฮาฮา กวาดเรียบครับ ไม่เหลือไว้ให้คุณแม่ผิดหวังเลย

สี่โมงเย็นก็ออกจากบ้านไปถึงสนามบินหกโมงเย็น เช็คอินก็รอขึ้นเครื่อง ถึงไปโรงแรมที่พักก็เกือบเที่ยงคืนครับ เพราะหาโรงแรมที่จะไปพักไม่เจอ เพราะเดิมจะไปพักที่หน้ารามฯ แต่โทรไปคุยกับน้องชายๆ ก็บอกว่า โรงแรมนั้นอยู่ไกลจากกระทรวงศึกษาธิการที่ผมจะไปนำเสนอโครงการ ให้ไปพักที่โรงแรมนิวเวิลด์ดีกว่า ปรากฏว่า เท็กซี่ไม่รู้จักเนื่องจากชื่อเต็มๆ มันเป็นอีกชื่อหนึ่ง

ยังนอนไม่ได้ครับ เพราะต้องเตรียมการนำเสนอโครงการก่อน ต้องจ่ายเงินอีกสี่สิบบาทสำหรับการใช้อินเตอร์เน็ทยี่สิบนาที เนื่องจากต้องโหลดโครงการวิจัยของ ดร.อิบราเฮ็ม มาทำพาวเวอร์พอยท์ ผมขึ้นกรุงเทพรอบนี้คุ้มครับ เพราะไม่ได้เสนอโครงการผมคนเดียว แต่เสนอของอาจารย์เฮ็งด้วย เนื่องจากอาจารย์ติดภาระกิจ ท่านเลยติดต่อผู้ให้ทุนว่า ผมจะนำเสนอแทนท่าน

เมื่อเช้าไปถึงที่ประชุมก่อนเวลา 15 นาทีครับ แต่ในห้องประชุมก็มีคนรออยู่บ้างแล้ว โดยเฉพาะ ศ.ดร.อมรา จากจุฬาฯ ที่แรกจำไม่ได้ครับ แต่พอคุยกับท่านก็นึกออกว่าเป็นใคร

โครงการของอาจารย์เฮ็งเป็นโครงการแรกที่ถูกนำมาพิจารณา ผมนำเสนอประมาณ 8 นาที โดยซักถามและเสนอแนะเกือบชั่วโมงครับ ซึ่งทั้งหมดผมต้องเป็นคนตอบแทนเจ้าของโครงการ สนุกดีครับ และผมก็คิดไว้แล้วว่าผมจะต้องโดนแบบนี้ ดังนั้นเมื่อคืนผมจึงตัดบางประเด็นที่อ.เฮ็งเคยนำเสนอที่วอศ.ครั้งก่อนที่ผมเห็นว่าเป็นจุดอ่อนออก ผมไม่พูดถึงเลย เพราะถ้าพูดรอบนี้ผมว่าผมไม่รู้จะเอาอะไรตอบแทนท่าน ส่วนใหญ่เป็นข้อกังวลครับ ซึ่งโดยแนวคิดของโครงการ ผมเชียร์ร้อยเปอร์เซนต์ และผมว่าเป็นความท้าทายสำหรับสังคมไทย เพียงแต่เส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต้องเอาใจช่วยครับ

ส่วนโครงการผมเรื่องของการสร้างระบบและกลไกในการประกันคุณภาพของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดนติงหลายข้อเหมือนกันครับ แต่คิดว่าบางอย่างอันเนื่องจากไฟล์ที่ส่งให้ผู้จัดมันหลายครั้ง ทำให้เนื้อหาบางส่วนเป็นของเก่าที่ไม่ยังไม่ได้แก้ แต่คำถามหนึ่งซึ่งผมก็งงเหมือนกันคือ ถามว่า โครงการนี้สอดคล้องกับกรอบแนวคิดการให้ทุนครั้งนี้อย่างไร? ที่งง ก็เพราะในกรอบที่ผมเห็นก่อนเสนอโครงการกับกรอบที่ผู้จัดนำเสนอในการประชุมครั้งนี้มันคนละเรื่องกัน ซึ่งผมไม่เคยเห็นกรอบนี้มาก่อนครับ แต่ดีที่ อ.อมรวิทย์ อธิบายกรอบวิจัยและความสัมพันธ์กับงานวิจัยของผมได้เคลียร์ครับ ผมเลยรอดตัวไป

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมถูกใจมากคือ กลุ่มตัวอย่างที่ผมกำหนดไว้นั้นน้อยเกินไป ควรใช้กลุ่มตัวอย่างไม่น้อยกว่า 15 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งหมด เพื่อให้เสร็จโครงการนี้ผลของมันนำไปสู่การขยายผลได้อย่างมีพลังมากขึ้น ซึ่งประธานในที่ประชุมเสนอว่า หากทำน้อยกว่าร้อยละ 15 เสร็จไปโครงการหนึ่งก็ต้องทำอีกหลายรอบกว่าจะนำไปสู่การใช้งานจริง ดังนั้นทำให้ได้มากกว่าร้อยละ 15 ดีที่สุด ผมเห็นด้วยมากๆ ครับ แต่เสนอไปว่า ต้องปรับงบประมาณให้ผมและให้เวลาผมมากกว่านี้ ท่านประธานเลยเกิดข้อสงสัยว่า ทำไมผมจึงโยงไปที่เวลาวิจัย อันนี้เป็นรายละเอียดที่คนให้ทุนกำหนดว่า โครงการวิจัยรอบนี้ควรให้เสร็จภายในหนึ่งปี ซึ่งก็คงต้องตกลงกันใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ

เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ แฮะแฮะ รู้สึกว่า ยังเล่าไม่จบเรื่อง ขอมาเล่าเพิ่มนะครับ

รอบนี้เดินทางกับนกแอร์ครับ จริงๆ ผมจะเน้นที่ราคาถูกสุดไว้ก่อน แต่คราวนี้เลือกอย่างนั่นไม่ได้ครับ เพราะส่วนใหญ่ที่นั่งเต็ม ได้ที่นกแอร์ยังไม่เต็มในเวลาที่พอจะทำงานได้ทัน แต่ก็ยอมรับครับว่าจ่ายแพงแต่คุณภาพดีกว่า ปกติเวลาลงเครื่องผมจะต้องพกอาการหูอื้อไปจนถึงที่พักครับ แต่คราวนี้ไม่อื้ออย่างที่คิดครับ แต่ค่าใช้จ่ายทั้งค่าเดินทางและที่พัก ทางผู้จัดประชุมเขาจ่ายให้หมดครับ (เลยรอดกระเป๋าแห้งไปได้)

ออ.การเติมน้ำมันรถสักนิดหนึ่งนะครับ เติมก่อนออกจากปัตตานี 800 แล้วก็ไปถึงกระบี่ อีก 800 แล้วก็เติมในระหว่างอยู่ที่ภูเก็ตอีก 800 เติมที่ตรังอีก 800 แล้วก็มาเติมที่อ.เทพา สงขลาอีก 800 ครับ (แต่ครั้งหลังนี้จริงๆ ไม่เติมก็ได้ครับ เพียงแต่เห็นว่าพรุ่งนี้น้ำมันขึ้นราคา เลยเติมก่อนและตามแผนเดิมผมต้องพารถคันนี้แหละไปมาเลเซียพรุ่งนี้ ก็เลยเติมไว้ก่อนดีกว่า แต่ปรากฏว่า รถผมไม่สามารถเข้ามาเลย์ได้พร่งนี้เนื่องจากที่ฝากให้ทีมวิจัยเอาคู่มือรถไปแปลเป็นภาษาอังกฤษทำไม่ได้เพราะไม่มีใบมอบฉันทะจากผม

ส่วนค่าที่พักระหว่างอยู่ภูเก็ต คืนละ 700 บาททั้งหมดก็สามคืนครับ มีอยู่โรงแรมหนึ่งคือละ 600 แต่ไม่มีที่จอดรถ ต้องจอดข้างถนนหน้าโรงแรม ผมว่ามันเสี่ยงไปครับ เนื่องจากป้ายรถผมมัน ปัตตานี (ไม่ได้คิดมากนะครับ)

ในความรู้สึกของการได้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ ผมว่า คุ้มครับ ได้รับรู้อะไรเยอะเลยครับ และนี้เป็นสัมมนานานาชาติครั้งแรกของผมครับ ส่วนใหญ่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ แค่เพียงจับประเด็นได้เท่านั้นเอง

และวันนี้ก็สิ้นสุดการเดินทางปัตตานี ภูเก็ตและกรุงเทพ ปัตตานี ของผมเรียบร้อยแล้วครับ ตามคิวในเดือนนี้เหลือการเดินทางอีกสองครั้งครับ คือ พรุ่งนี้ไปมาเลย์และไปประชุมที่สงขลาปลายเดือน