ปรัชญาการออกนอกระบบเป็นสิ่งดี แต่กลไกต่าง ๆ ก็ต้องเดินไปด้วยอย่างมั่นคงและยุติธรรม จึงจะทำให้ระบบนี้ดีจริง แต่ถ้ากลไกบางอย่างหลุดวงโคจร ... ก็ไม่ต่างจากระบบเดิมที่หนีมาหรอก

เมื่อเรียนจบปริญญาตรี เคยฝันว่า อยากมีโอกาสทำงานเป็น "ข้าราชการ" ข้าของแผ่นดินสักครั้งหนึ่ง ขอให้ได้ใส่ชุดข้าราชการสีขาว ๆ สักครั้ง

แต่ความฝัน ก็คือ ความฝัน ...

ผมเรียนปริญญาโทต่อเนื่องจากปริญญาตรีในปีเดียวกัน ... ถึงแม้จะได้มีโอกาสทำงานระยะสั้นในมหาวิทยาลัยที่มีต้นนนทรีเยอะ ๆ

การร่ำเรียนปริญญาโทที่นานมาก ๆ ๆ เรียนแบบไม่ยอมจบเสียที ทำให้ผมขาดโอกาสที่จะสอบเป็นข้าราชการกับเค้า อีกทั้งถึงแม้จะเรียนจบสายครูมา มีสิทธิ์ที่สอบบรรจุขึ้นทะเบียนเป็นข้าราชการครู แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตของผม ผมจึงไม่เคยสมัครสอบข้าราชการครูแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต ... เป้าหมายผมกลับมีความสุขจากการได้ทำงานในระดับอุดมศึกษา ชอบวิชาการหรือยังไงกัน ก็ไม่ทราบ ชีวิตจึงหันเหอยู่ในระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยมานาน

 

ในระยะเวลาการศึกษาต่อระดับปริญญาโทนั้น เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังวางกรอบ โครงสร้าง อัตรากำลังใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมออกสู่นอกระบบราชการ ทำให้ตำแหน่งงานและอัตราต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย รับเฉพาะตำแหน่งที่มีสถานะ "พนักงานมหาวิทยาลัย" เท่านั้น โดยแยกเป็น "พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ" หรือ ข้าราชการสาย ข สาย ค เดิม และ "พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ" หรือข้าราชการสาย ก เดิม

เมื่อผมใกล้เรียนจบปริญญาโทในปีสุดท้าย ผมจึงเลือกไปหางานทำไปด้วย ทำวิทยานิพนธ์ไปด้วย ดังนั้น จึงเห็นว่า มีแต่ "พนักงานมหาวิทยาลัย" เท่านั้น ตำแหน่งยังคงชื่อเดิมจาก ก.พ.

 

ผมเรียนจบปริญญาโทในที่สุด และได้ทำงานมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ปรากฎว่า ผมทำงานในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น อาจจะมี Job เล็ก ๆ บ้างจากสถานประกอบการเอกชน

ประสบการณ์การทำงานของผมจึงเรียกได้ว่า เติบโตในสถาบันอุดมศึกษามาตลอดชีวิตการทำงาน อยู่ในแวดวงนี้มา 10 กว่าปี

 

ผมเคยมีสถานะเป็น "ลูกจ้างชั่วคราว" ........ 2 มหาวิทยาลัย 3 หน่วยงาน

ผมเคยมีสถานะเป็น "พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ" ....... 2 มหาวิทยาลัย 2 หน่วยงาน

ผมเคยมีสถานะเป็น "พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ" ........ 1 มหาวิทยาลัย 1 หน่วยงาน

สรุปได้ว่า ผมอยู่ในสถานะ "พนักงานมหาวิทยาลัย" ถึง 3 มหาวิทยาลัย มาแล้ว ...

 

เงินเดือน

มหาวิทยาลัยแรก ... คือ มหาวิทยาลัยช้าง .... ถ้าเป็นการว่าจ้าง "พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ" ด้วยงบประมาณแผ่นดิน เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่ที่ ประมาณ 9,540.- บาท ซึ่งในเชียงใหม่ ถือว่า สูงมาก ในขณะที่ "พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ" ได้แก่ อาจารย์ หรือ นักวิจัย เงินเดือนเริ่มต้น ประมาณ 15,000.- บาท (อ๋อ ถ้าเป็นการว่าจ้างจากงบเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย มักจะจ้างตามวุฒิที่ ก.พ. กำหนด เช่น สายปฏิบัติการ ปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 6,360.- บาท ช่วงปี 2542 - 45 เป็นต้น)

มหาวิทยาลัยที่สอง ... คือ มหาวิทยาลัยสมเด็จย่า ... ว่าจ้าง "พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ" ด้วยงบประมาณแผ่นดิน  เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่ที่ ประมาณ 8,870.- บาท ในขณะที่ "พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ" ได้แก่ อาจารย์ หรือ นักวิจัย เงินเดือนเริ่มต้น ประมาณ 15,000.- บาท

มหาวิทยาลัยที่สาม ... คือ มหาวิทยาลัยผลิตครู ... ว่าจ้าง "พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ" ด้วยงบประมาณแผ่นดิน  เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่ที่ ประมาณ 6,360.- บาท ในขณะที่ "พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ" ได้แก่ อาจารย์ หรือ นักวิจัย เงินเดือนเริ่มต้น ประมาณ 7,780 บาท << เรื่องจริงกันเลย


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ก็คือ ท่านสังเกตว่า ผมได้รับเงินเดือนต่ำลงมาเรื่อย ๆ จากการย้ายจากแห่งที่ 1 มาแห่งที่ 3 ... โปรดอย่าถามว่า ผมเงินเดือนถึงหมื่นหรือยังครับ ปล่อยให้ปริศนา ... การได้เป็น "ครูมหาวิทยาลัย" ทำหน้าที่ผลิตครู ถือว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่ง

 

สวัสดิการของมหาวิทยาลัย ทั้งสามนั้น คือ "ประกันสังคม" และ "เบี้ยสะสม"

"ประกันสังคม" ทั้งสามมหาวิทยาลัย จะหัก 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เข้า "กองทุนเงินประกันสังคม" ถ้าเงินเดือนสักหมื่นหนึ่ง ก็ ถูกหักไป 500 บาท ทุกเดือน

"เบี้ยสะสม" อันนี้แตกต่างกัน ครับ

มหาวิทยาลัยช้าง ... หัก 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน และ มหาวิทยาลัยจะสมทบให้อีก 5 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ลาออกจากราชการ รวมเป็นเงินสะสมจนหมดอายุราชการ ไม่มีบำเหน็จ บำนาญ เหมือนข้าราชการ

มหาวิทยาลัยสมเด็จย่า ... หัก 4 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน และ มหาวิทยาลัยจะสมทบให้อีก 4 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ลาออกจากราชการ รวมเป็นเงินสะสมจนหมดอายุราชการ

มหาวิทยาลัยผลิตครู ... หัก 2.5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน และ มหาวิทยาลัยจะสมทบให้อีก 2.5 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ลาออกจากราชการ รวมเป็นเงินสะสมจนหมดอายุราชการ

ต่างกันไหมครับ .... :)

 


การต่อสัญญาทำงาน

มหาวิทยาลัยช้าง ... ทดลองงาน 6 เดือน ... หลังจากต่อสัญญาครั้งละ 1 ปี จำรายละเอียดไม่ได้ว่า ต่ออีกกี่ครั้งแล้วจะมีการเซ็นสัญญา 5 ปี หรือตลอดชีวิต

มหาวิทยาลัยสมเด็จย่า ... ทดลองงาน 1 ปี ... หลังจากต่อสัญญาครั้งละ 1 ปี จำรายละเอียดไม่ได้ว่า ต่ออีกกี่ครั้งแล้วจะมีการเซ็นสัญญา 5 ปี หรือตลอดชีวิต

มหาวิทยาลัยผลิตครู ... ทดลองงาน 1 ปี ... หลังจากต่อสัญญาครั้งละ 1 ปี  2 ครั้ง แล้วต่อสัญญาเป็น 4 ปี หลังจากนั้นจึงจะต่อสัญญาตลอดไป (ถ้าจำไม่ผิด)

อันนี้ก็ต่างกัน

 


การขึ้นเงินเดือน

มหาวิทยาลัยช้าง ... ใกล้หมดสัญญาจะเรียกไปสัมภาษณ์ ดูผลงาน และมหาวิทยาลัยจะขึ้นเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ ... ดี ดีมาก ขึ้นไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ดีเยี่ยม ขึ้นได้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน (อันนี้ เป็น พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ ถ้าสายวิชาการ จะได้มากกว่านี้ ครับ)

มหาวิทยาลัยสมเด็จย่า ... ขึ้นเงินเดือน ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์

มหาวิทยาลัยผลิตครู ... ขึ้นเงินเดือนเป็นขั้นข้าราชการ แบบแท่ง ... ตลกดี ถ้าปีหนึ่ง ได้สัก 1 ขั้น 1 ขีด ก็ขึ้นไม่เกิน 400 บาท ถ้าหัวหน้ารักมากกว่าคนอื่น ได้ 2 ขั้น ก็ 800 บาท ระบบเปอร์เซ็นต์ยังไม่มา

 

การออกนอกระบบ


ผมอยู่มหาวิทยาลัยช้าง ตอนที่เตรียมการออกนอกระบบ แต่ปัจจุบันได้ออกนอกระบบราชการไปแล้ว

ผมอยู่มหาวิทยาลัยสมเด็จย่านั้น เขาออกนอกระบบตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแล้ว

ส่วนมหาวิทยาลัยผลิตครู ... อยู่ในขั้นเตรียมการออกนอกระบบ ไม่รับข้าราชการอีกแล้ว มีแต่พนักงานมหาวิทยาลัยเท่านั้น (พ.ศ.2575 ข้าราชการคนสุดท้ายจะเกษียณอายุราชการ)

 

แบบนี้ ... ผมพอจะพูดเรื่อง "การออกนอกระบบ" ได้หรือยังครับ ผมมีประสบการณ์มา 10 กว่าปี สำหรับมหาวิทยาลัยที่กำลังมีปัญหาเรื่องออกนอกระบบ หรือไม่ออก ประท้วงกันวุ่นวาย

ผมเคยอ่านข้อเขียนในหลายบันทึกที่เกี่ยวข้องกับ "การออกนอกระบบ" ของมหาวิทยาลัยตัวเอง รวมถึง ความเข้าใจและไม่เข้าใจในเรื่อง "การออกนอกระบบ" ของคนที่แสดงความคิดเห็นด้วยความไม่รู้ หรือรู้ก็รู้ไม่จริง หรือ ไม่รู้แต่ไม่ฟัง ...


ในส่วนตัวผมแล้ว การออกนอกระบบราชการ แต่ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ถือเป็นเรื่องที่ทำให้การทำงานด้านวิชาการ พัฒนาสังคม ท้องถิ่น ไปได้อย่างว่องไว รวดเร็ว ไม่มีระบบเดิมมาถ่วง

 

แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ

1. การใช้อำนาจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยใช้หลักธรรมาภิบาล สั่งการเอาแต่ใจตัว ไม่สนใจประชาคมมหาวิทยาลัยตัวเอง

2. สภามหาวิทยาลัยต้องมีอิสระ สภามหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการบริหารจัดการมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ดังนั้น สภามหาวิทยาลัยต้องมีอิสระในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยมากที่สุด ไม่ใช่ทำตามที่ผู้บริหารต้องการไปทั้งหมด

3. ต้องมีระบบตรวจสอบที่ดี ระบบตรวจสอบการทำงานทั้งระบบ ผู้บริหาร ต้องเข้มแข็ง ใครโกงก็จัดการตามกฏหมาย

4. ต้องมีระบบการประเมินพนักงานฯ ที่ยุติธรรม ระบบการประเมินการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยว่า ปี ๆ หนึ่งมีผลงานอย่างไรบ้าง ควรได้รับขวัญและกำลังใจอย่างไรดี ... ตามประสบการณ์พนักงานมหาวิทยาลัย 3 สถาบันของผมนั้น พบว่า ระบบนี้ได้บั่นทอนการทำงานค่อนข้างมาก เนื่องจาก ถ้าพนักงานคนใดใกล้ชิดเจ้านาย ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจขึ้นเงินเดือนต่าง ๆ เขาผู้นั้น มักจะได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าผู้อื่นเสมอ บางทีก็ไม่เห็นจะทำงานอะไรได้ดีไปกว่า เอาลิ้นไปเลียเจ้านาย มันช่างไม่ต่างอะไรจากระบบราชการเดิมเลย ดังนั้น กรรมการประเมินต้องยุติธรรมมาก ๆ อย่าตัดสินใจโดยใช้ระบบอุปถัมภ์ แต่ให้ดูผลของงาน


เล่าให้ฟังจากประสบการณ์ เชื่อหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่วิจารณญาณของท่านเองเถอะ

ปรัชญาการออกนอกระบบเป็นสิ่งดี แต่กลไกต่าง ๆ ก็ต้องเดินไปด้วยอย่างมั่นคงและยุติธรรม จึงจะทำให้ระบบนี้ดีจริง แต่ถ้ากลไกบางอย่างหลุดวงโคจร ... ก็ไม่ต่างจากระบบเดิมที่หนีมาหรอก

หมายเหตุ ... ข้อมูลนี้อาจจะเก่า ตั้งแต่ปี 2542 - 2551 ท่านใดที่อยู่ในสายงานการเจ้าหน้าที่ โปรดแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย จักขอบพระคุณเป็นที่สุด

บุญรักษา ทุกท่าน ครับ