“คุณพ่อ คุณแม่คะ ลูกของคุณติดยา!...” คงไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการได้ยินประโยคนี้จากครูของลูก หากแต่ว่าหลายครอบครัวพอรู้ข่าวว่า “ลูกติดยา” ใช้การแก้ปัญหาโดยการระเบิดอารมณ์ใส่ทันที “ไอ้ลูกไม่รักดี กูอุตส่าห์หาเงินส่งเรียน เสือกมาแดกยา อับอายขายขี้หน้า...”ผลก็คือ“เสียทั้งลูกสัยทั้งหน้า”

ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ชุมชนและวัยรุ่นเองที่มองว่าเป็นปัญหาสำคัญของวัยรุ่นและชุมชนที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน อีกทั้งยังมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจที่จะต้องเข้ามาแก้ไข หากเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนั้นมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องแก้ไขโดยชุมชนและสังคมโดยรอบเป็นเพียงผู้มองดูอยู่ห่าง ๆ และมองครอบครัวโดยเฉพาะผู้เสพยาเสพติดโยเฉพาะยาบ้า ว่าเป็นจุดด่างของสังคม ดังเช่นคำพูดของผู้นำชุมชนคนหนึ่งที่กล่าวว่า “สาเหตุเนื่องจาก เด็กที่ติดยาเสพติดอยากได้เงินเพื่อไปเสพยา และภาวะทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น วัยรุ่นที่ไม่เรียนหนังสือและไม่มีงานทำ ทำให้ต้องมีการถีบรถ และชิงข้าวของ บางคนก็ขโมยรถมาขายเพื่อเอาเงินไปซื้อยา”และการจำแนกพฤติกรรมการตีตราเด็กดีและเด็กไม่ดี จากมุมมองของผู้ใหญ่กลับกลายเป็นปัจจัยเด็กวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงห่างออกจากสังคมมากขึ้น เช่นคำพูด ของประธานชุมชนที่กล่าวว่า “สัดส่วนคนที่ดีกับไม่ดี อยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง แต่มีแนวโน้มที่จะมีคนไม่ดีเพิ่มขึ้น เพราะว่าเด็กมีปัญหามักจะปรึกษาเพื่อน มากว่าพ่อแม่ คนที่ดีจึงสามารถดึงเด็กดี ให้กลายเป็นคนไม่ดีได้ง่าย เพราะเด็กกับผู้ใหญ่มีสังคมที่ต่างกัน การสนทนากับกัลยาณมิตรซึ่งเป็นคนที่ทำงานด้านการรนรงค์ด้านยาเสพติดสะท้อนข้อมูลว่า “เมื่อก่อนในชุมชนผมจะมีปัญหามากโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เด็กที่นั่งอยู่นี่ทั้งหมดก็เล่นยามาทั้งนั้น เป็นเด็กที่ชาวบ้านเขาไม่เอา เพราะเขาไม่เข้าใจ เด็กก็เลยต้องมารวมกลุ่มกันเอง บางคนลูกหลานก็สูบแต่เขาไม่ยอมรับ เขาปิดไว้เพราะกลัวอายชาวบ้าน บางทีชาวบ้านคนอื่นไปบอกถึงพฤติกรรมลูกเขาก็ไม่เชื่อ กลายเป็นเรื่องให้ผู้ใหญ่ทะเลาะกันอีก”
สาเหตุหนึ่งที่ชุมชนและสังคมมองว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นบุคคลไม่ดี ทั้งนี้เกิดจากการรับรู้ผ่านวาทกรรมที่สร้างขึ้นโดยรัฐผ่านสื่อต่าง ๆที่ไม่ให้ข้อมูลอื่นเพิ่มเติม เช่น “คนกินตาย คนขายติดคุก” หรือคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นคนที่ทำลายชาติ” เป็นต้น เช่นผู้นำชุมชนท่านหนึ่งได้สะท้อนมุมมองว่า“ ปัญหายาเสพติดรุนแรงขึ้นเป็นสาเหตุให้คนทะเลาะกัน พอไม่ได้เสพยาก็ตีกัน มีเรื่องกันที่เป็นข่าวเพราะแย่งยากันบ้าง หักหลังกันบ้าง ขโมยของบ้าง ส่วนที่วัยรุ่นตีกันก็มีสาเหตุจากยาเสพติดที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่เหล้าไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะกินเหล้าก็นั่งคุยกันไป เด็กกับผู้ใหญ่ก็นั่งกินด้วยกันได้ ที่เด็กตีกัน เพราะ แย่งแฟนบ้าง บางคนก็อยากเด่น แต่ส่วนใหญ่รวมกลุ่มหลายๆ คนมั่วสุม เพราะไม่มีอะไรทำ”
สถานการณ์ของปัญหายาเสพติดในชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ศึกษา จะมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ถูกต้องตามกฎหมายและสังคมยอมรับ เช่นเหล้า บุหรี่แทบทั้งสิ้น โดยที่มีการเปิดขายอย่างเสรีโดยเฉพาะร้านค้าเล็ก ๆ หรือร้านขายของชำที่เปิดโอกาสให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีซื้อได้ ทั้งการซื้อเพื่อบริโภคเองและซื้อให้ผู้ปกครองกลุ่มวัยรุ่นเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 2 และเริ่มหัดดื่มเหล้าครั้งแรกตั้งแต่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2

· ในกรณีของเอ็มซึ่งปัจจุบันอายุ 19 ปี เคยเสพยาบ้าตั้งแต่อายุ 14 ปี เนื่องจากเห็นพี่ชายและเพื่อนใช้ จึงอยากรู้อยากลอง และทดลองใช้ ทำให้หมกมุ่นกับการเสพยาจนเรียนช้ากว่าเพื่อนถึง 3 ปี
· กรณีของไกด์ ปัจจุบันอายุ 20 ปีเริ่มรู้จักยาบ้าครั้งแรกตั้งแต่อายุ 15ปี ตอนเรียนชั้น ม.3จากที่มีอยู่ในชุมชนอย่างแพร่หลายและพ่อของไกด์ก็เคยเสพยา เข้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจนต้องออกโรงเรียนกลางคันในระดับชั้น ม.1 เคยเข้ารับการบำบัดในช่วงสงครามยาเสพติดคิดจะเลิกหลายครั้งแต่ชุมชนมองว่าเป็นคนไม่ดี ไม่ให้ลูกหลานคบหาด้วย ทำให้ไกด์กลับมาเสพยาและพัฒนาตนเองจากผู้เสพมาเป็นผู้ค้ารายย่อย
จากการศึกษาพบว่าชุมชนและสังคม ไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของการเสพยาเสพติดเลย แต่กลับใช้ทฤษฎีตีตรา เช่นกรณีของตำรวจ จะมีการจับกุมและจับตัวผู้ที่เคยเสพยาซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เพราะเชื่อว่าคนที่เคยเสพยังไงก็ต้องเสพ รวมถึงบางครั้งมีการซ้อมให้รับสารภาพ การบังคับให้เป็นสายตำรวจเพื่อแลกกับยา เป็นต้น ทั้งนี้เหตุปัจจัยหลักที่นำวัยรุ่นเข้าสู่วงเวียนของการเสพยาเสพติดมีแรงจูงใจที่ทำให้เริ่มทดลองเสพยาในแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพื้นฐานการศึกษา อาชีพ สถานะทางสังคมและสภาวะแวดล้อมในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการเริ่มทดลองเสพยาเสพติดขึ้นแล้วต่อมาก็จะมีการพัฒนาการทางด้านการเสพยาเสพติดชนิดนั้นๆ เกิดตามมาเรื่อยๆจนในที่สุดผู้ที่ทดลองเสพยาก็จะกลายเป็นผู้ติดยาโดยสมบูรณ์ ซึ่งมีเหตุปัจจัยอยู่อย่างน้อย 3 ประการ คือ
1. ตัวของวัยรุ่นเอง ที่อาจจะติดโดยไม่รู้ถึงพิษภัย อยู่ในวัยคะนอง อยากรู้อยากลอง รวมถึงความเชื่อที่ผิด ๆ เช่น เสพยา ครั้ง สองครั้งไม่ทำให้ติด เสพยาเสพติดก็เหมือนกับกินข้าวที่ต้องต้องเสพเป็นเวลา การเลิกยาละเลิกเมื่อไหร่ก็ได้เพราะ “มันอยู่ที่ใจ”มากกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ทั้งนี้กลุ่มวัยรุ่นที่เกี่ยวข้องกับยาบ้า เช่น ไกด์ เอ็ม เอก หนึ่ง โอ๋ ตั้ม เจนต์ ฯลฯ จะไม่ยอมรับว่าตัวเองติดยา
2. ตัวยาหรือสารเสพติด ซึ่งจะมีผลต่อจิตประสาททั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า ยาบ้าหรือกาว ทั้งนี้วัยรุ่นเกือบทุกคนที่ศึกษาจะสูบบุหรี่เป็นกิจวัตร ในกรณีที่เครียด หรือในเวลาหลังจากทานข้าวและเล่นกีฬา ในกรณีของเหล้า พบว่าทุกคนเคยดื่มเหล้าและยังดื่มเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ทั้งนี้พบว่าสาเหตุของการทะเลาะวิวาททั้งในครอบครัว การทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มหรือบุคคลมีสาเหตุจากการดื่มเหล้าแล้วเกิดความคึกคะนองมากกว่าเกิดจากการขาดสติ เพราะในกลุ่มที่มีการทะเลาะวิวาทส่วนมากยังอยู่ในขั้นที่มีสติ มากว่าดื่มจนเมาขาดสติ ซึ่งเป็นฤทธิ์ของเหล้าที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหลายอย่าง เช่นในช่วงแรกของการดื่มจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทหรือในกรณีของการดื่มเหล้าเป็นกลุ่ม ซึ่งส่วนมากจะมีงบน้อยเหล้าน้อยไม่ได้ทำให้ถึงขนาดเมา ประกอบการมีเสียงเพลงกล่อม การคุยกับเพื่อนในวง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสุขและเกิดความเคยชินโดยที่วัยรุ่นไม่รู้ตัว และเมื่อดื่มไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งจะเป็นช่วงกดประสาท ทำให้เกิดความเมาหรือฟุบหลับ หรือในกรณีของยาบ้าเองที่ทำให้ผู้ใช้มีความสุข มีความรู้สึกตื่นตัวและเมื่อใช้ไปนาน ๆ จะมีผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งทำให้เกิดเกิดอาการที่เรียกว่า “สมองติดยา” ซึ่งการเลิกไม่สามารถเลิกได้ง่ายเหมือนกับที่สังคมและคนในชุมชนเข้าใจ
3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในชุมชนแต่ละแห่งส่วนใหญ่มีค่านิยมและธรรมเนียมที่เหมือนกันคือ ในงานบุญหรืองานพิธี มักจะมีเหล้าบุหรี่เป็นเครื่องเลี้ยงสังสรรค์ การเลี้ยงเหล้าเบียร์เหมือนเป็นการซื้อใจกัน โดยเฉพาะในงานรื่นเริงจะมีการดื่มเหล้าทั้งชายหญิง รวมถึงปัจจัยภายนอกที่แวดล้อม เช่น
- เอ็ม เริ่มทดลองและเสพยาเพราะเห็นพี่และเพื่อนของพี่เสพยาให้เห็นบ่อยครั้งประกอบกับชุมชนที่อาศัยอยู่มียาเสพติดแพร่หลาย เกือบทุกครัวเรือนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
- ไกด์เสพยาเพราะ เคยเห็นพ่อที่เคยเสพยา ในสังคมมียาเสพติดระบาดมาก เพื่อนรุ่นพี่ขายและเอามาฝากไว้ เลยทดลองและใช้มาจนถึงปัจจุบัน
- ป้อม เสพยาเพราะเห็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันใช้เลยอยากทดลองใช้ ประกอบกับพ่อและแม่ไม่ค่อยอยู่บ้านในช่วงค่ำ หรือบางครั้งพ่อแม่ทะเลาะกันเลยออกมาอยู่กับเพื่อนในช่วงค่ำ
- ตู่ แฟนของแบงค์เริ่มเสพยาเพราะแบงค์เองก็ใช้และสูบในห้องทำให้ติดใจกลิ่นจึงขอร่วมสูบด้วย ทำให้ติดใจและใช้มาจนถึงปัจจุบัน บางครั้งก็สูบยาบ้าในขณะที่ลูกที่อายุขวบเศษอยู่ในห้องด้วย
ทั้งนี้วิถีชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นผู้ที่เคยเกี่ยวข้องและยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจะแบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก ๆ กล่าวคือ
· ระยะเริ่มต้นการใช้ยาอาจเริ่มใช้ยาเป็นครั้งคราวในโอกาสพิเศษ เช่น มีกิจกรรมสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่ใช้ยาหรือเพราะเหตุผลบางประการเช่น อยากรู้อยากลอง และการต้องการการยอมรับของกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของกลุ่มวัยรุ่นบ้านดงสวรรค์ที่เริ่มทดลองการใช้ยา เช่นกรณีของป้อม และของเจตน์จะเกิดจากความอยากรู้อยากลองมากกว่าที่เพื่อนยัดเยียดให้ โดยเพื่อนรุ่นพี่จะเป็นคนพับเรือ(ที่รองสูบ)และหลอดให้ รวมถึงเหตุผลในการใช้เพื่อเพิ่มกำลัง ทำงานได้มากขึ้นหรือไม่ให้ง่วงนอนซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการใช้ยาในกลุ่มวัยแรงงงาน ผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะอ้างเหตุผลในการตัดสินใจในการใช้
· ระยะคงการใช้ยาวัยรุ่นผู้เสพจะมีการใช้ยาเพิ่มมากขึ้นและเริ่มใช้ยาเป็นประจำ เช่นใช้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เป็นช่วงที่ความคิดเริ่มบังคับตนเองได้น้อยลงทำให้การตัดสินใจเริ่มโอนเอียงไปในทางใช้ยาต่อไปแม้ผลเสียจากการใช้ยาเริ่มมีมากขึ้น เช่นกรณีของป้อมเคยใช้ยาบ้าในการสูบครั้งแรก 1 ขา (1/4เม็ด) หลังจากนั้นจะเพิ่มขนาดเป็น ครึ่งตัว หรือ1/2 เม็ด ในการสูบคนเดียวทำให้ยาออกฤทธิ์แรงกว่า จึงเพิ่มขาดการเสพมาเป็น 1 ตัว หรือ 1 เม็ด ภายในเวลา 1 สัปดาห์ จนที่บ้านสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเช่น ไม่หลับไม่นอน ไม่ทานข้าว
· ระยะหมกมุ่นการใช้ยาระยะนี้จะมีผลทางลบกระทบต่อชีวิตผู้ที่เสพยามากขึ้น เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาสัมพันธภาพหรือกฎหมาย จะมีผลต่อผู้เสพยาอย่างชัดเจนถึงจุดนี้ผู้เสพบางคนสามารถหยุดยาได้โดยใช้เหตุผล แต่บางคนจะทำไม่ได้เพราะไม่สามรถควบคุมตนเองได้และก้าวเข้าสู่สภาพของการเสพติดทั้งที่ผู้ติดยายังมีความคิดถึงผลเสียที่เกิดขึ้นและตระหนักว่าตนควรเลิกเสพยา เช่นกรณีของเอ็ม หลังจากที่จบชั้น ม.3 ได้ใช้ยาอย่างหนักเคยใช้มากที่สุดถึง 30 เม็ดต่อวัน ไม่หลับไม่นอนหลายวันร่างกายซูบผอมเหลือแต่กระดูก เคยคิดจะเลิกเพราะสงสารแม่ที่ขอร้องให้เลิกทุกวันและหลังจากที่ถูกส่งไปเข้าค่ายบำบัดในช่วงสงครามยาเสพติด กลับมาก็จึงหลีกเลี่ยงการใช้ยามากขึ้นเพราะกลัวถูกฆ่าตัดตอนเหมือนข่าวที่มีการเสนอในช่วงนั้นอย่างต่อเนื่อง
· ระยะวิกฤตแม้ในระยะนี้ผลเสียจากการใช้ยาที่เกิดขึ้นกับผู้เสพจะรุนแรงชัดเจนแต่ผู้เสพก็ยังคงการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพราะการตัดสินใจที่ใช้เหตุผลและสติจากสมองส่วนควบคุมความคิดอ่านไม่เพียงพอที่จะขัดขวางความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสมองที่ควบคุมการตอบสนองความอยากจึงทำให้หมกมุ่นกับการเสพติดอย่างรุนแรง เช่น กรณีของไกด์เคยใช้ยาต่อวันอย่างไม่ได้นับเพราะว่า เพื่อนที่ขายเอาใส่จานมาให้สูบแบบปาร์ตี้ หรือแม้แต่ในกรณีของ ตั้ม เอก(พี่ชายของเอ็ม)และแบงค์ เคยติดอย่างหนัก ขาดเงินขาดรายได้ ด้วยอาการเสี้ยนของหรืออยากยา ประกอบกับแบงค์มีครอบครัวและลูกเพิ่งคลอด จึงตัดสินใจเพื่อที่จะร่วมกันขโมยรถและชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ตามแหล่งต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อนำเงินมาซื้อยาและซื้อนมให้ลูกของแบงค์จนตำรวจสอบสวนและจับกุมในที่สุด แต่เอกพี่ชายของเอ็ม รับสารภาพคนเดียว ทำให้เพื่อนอีก 2 คนพ้นข้อกล่าวหา
ข้อค้นพบของการศึกษาเรียนรู้กลุ่มวัยรุ่นที่ใช้ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ท้าทายที่จะสร้างองค์ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิถีชีวิตเหตุปัจจัยและผลที่เกิดจากจากใช้ยาเสพติดทั้งของคนทำงานและสังคมหลายด้าน เช่น
· การห้ามเพียงอย่างเดียวไม่มีพลังเพียงพอในการหยุดหรือยุติพฤติกรรมที่สังคมมองว่าไม่เหมาะสมด้วย ไม่ใช่เพราะว่าวัยรุ่นผู้เสพยาไม่ทราบสาเหตุหรือเหตุผลที่ห้าม แต่ยังต้องดูด้วยว่าห้ามใคร เพราะการห้ามอย่างเดียวกันมีทั้งคนฟังและไม่ฟัง เชื่อและไม่เชื่อ ทำตามและฝ่าฝืน ไม่ใช่เพราะว่าไม่รู้ถึงสาเหตุว่า ห้ามเพราะรัก เพราะห่วง แต่บางครั้งท่าทีของการห้ามก็กลับกลายเป็นปัจจัยส่งเสริมหรือเหมือนกับยิ่งยุให้กระทำการใด ๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น ห้ามโดยไม่บอกเหตุผล ห้ามด้วยท่าทีแข็งกร้าว ดุดัน ห้ามด้วยมิติทางการใช้อำนาจ
· การห้าม ควรปลี่ยนเป็นการให้ข้อมูลที่รอบด้านแล้วสร้างทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ใช่เป็นการให้ข้อมูลเฉพาะด้านบวกหรือลบ
· การห้ามไม่เริ่มต้นจากมาตรฐานของ “เรา” หรือ “เขา” แต่เริ่มจาก “เราและเขา” ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นเหตุ เป็นผล และเป็นกระบวนการด้วยการหาวิธีการที่หลากหลายเหมาะสม ลดความรู้สึกต่อต้าน กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และหยุดพฤติกรรม
· การรู้จักตัวตน ธรรมชาติของวัยรุ่นผู้เสพยาควรเริ่มต้นจากสิ่งที่เขารู้ สิ่งที่เขามี สิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาเห็น การเริ่มต้นด้วยการเอาไม้บรรทัดของผู้ไม่เสพยาและกฎเกณฑ์ทางสังคมทั้งหมดไปวัดวัยรุ่นผู้เสพยา จึงเท่ากับการเริ่มก้าวที่พลาดและปิดประตูของมิตรภาพตั้งแต่เริ่มต้น
แนวคิดในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน : จากมุมมองคนทำงาน
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาความยากจนแท้จริงแล้วเป็นความซับซ้อนที่จะมามัวโทษหาสาเหตุหรือปลายเหตุไม่มีใครเป็นต้นเหตุและใครอยู่ปลายเหตุที่แท้จริงทุกส่วนล้วนล้วนเกี่ยวร้อยเป็นปัจจัยและเงื่อนไขของปัญหาแทบทั้งสิ้นดังนั้นทุกภาคส่วนต้องมาร่วมถอดองค์ความรู้และทบทวนการทำงานไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมาได้เราต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นร่วมกันในประเด็นร่วมดังต่อไปนี้
· ประการแรกหากเปรียบยาเสพติด(ที่เมื่อก่อนถูกใช้เป็นยา)เป็นต้นไม้ใหญ่ ณ วันนี้นั้นในอดีตไม้ต้นนี้เคยเป็นเมล็ดและกล้าไม้เมื่อเวลาล่วงเลยไม้ใหญ่เติบโตแตกกิ่งก้านสาขาเราจึงใช้ขวานตัดเพื่อริดใบกิ่งเล็กน้อยแต่ไม่นานก็จะแตกกิ่งก้านออกมาอีกเนื่องจากยังมีลำต้นมีรากแก้วและรากฝอยที่ขวานไม่เคยสัมผัสถึงรากไม้(เปรียบเสมือนขวานเป็นกฎหมายหรือเครื่องมือที่ใช้จัดการที่จัดการแต่ผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อยแต่ไม่เคยลงถึงรากหรือผู้สนับสนุนรายใหญ่เลย)และนอกจากนั้น ตัวขวานเองจะเป็นขวานที่สมบูรณ์และใช้การได้ก็ต่อเมื่อมีด้ามซึ่งด้ามขวานก็ทำมาจากไม้นั่นเองเปรียบเหมือนการมีกฎหมายที่ดีเพียงใดจะเกิดผลต้องอยู่ที่คนนำมารู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบททางสังคมนั้นๆ
· ประการที่สอง ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเหมือนดนตรีจะมีความไพเราะได้ต้องมีเสียงสูงเสียงต่ำ มีไม้แข็งและไม้นวมมีเครื่องดีด สี ตี เป่า ผสานเสียงการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนก็ต้องมีการจัดการเชิงซ้อนตามมาไม่สามารถแยกส่วนจัดการได้ทั้งทางด้านการป้องกันการปราบปราม บำบัด ฟื้นฟูและการพัฒนาที่ถูกแยกส่วนมาตั้งแต่อดีตอีกทั้งยังมีการมุ่งเน้นการกันผู้ใช้ยาไปสู่ความเป็นชายขอบ (Marginality) ที่มุ่งยิ่งสร้างปัญหา
· ประการที่สามโจทย์ร่วมและโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและต้องหาเจ้าภาพร่วมเพื่อช่วยกันค้นหาคำตอบที่เป็นมรรคเป็นผลคือ
พวกนี้ต้องประหารชีวิต
เพราะเป็นพวกขยะสังคม
ทำให้คนดีเป็นคนชั่ว