ถึงจะใหม่กับเรื่อง KM ก็ตาม แต่พรรคพวกเพื่อนฝูงนึกว่าเชี่ยวชาญ เลยปรึกษามาบ่อยๆ รวมทั้งศึกษาจากเอกสารของทาง สคส. เอง ก็พบว่า ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ KM ของหน่วยงานต่างๆ ก็คือหน่วยงานต่างๆใช้ KM แล้วประกาศตัวเองเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ มีประประกาศแต่งตั้ง CKO คณะทำงานด้านการจัดการความรู้ มีการอบรมการจัดการความรู้ อบรมคุณอำนวย แล้วเริ่มดำเนินการกัน ทำๆไปก็รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ ไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มีความคืบหน้าในการจัดการความรู้เลย
ที่ใช้คำว่า ใช้ KM เพราะถือว่า KM เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยในการบริหารงาน ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่ใช้แก้ปัญหาในการทำงานได้ทุกอย่าง ที่ชอบและสนใจใช้เพราะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยสุนทรียสนทนาจะทำให้ทีมงานมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น รู้จักตัวเอง เข้าใจผู้ร่วมงานและยอมรับกันมากขึ้น ทำให้ทีมงานดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ
- การแต่งตั้งมักให้บุคลากรตามสายงานปกติ ใช้ผู้บริหารระดับสูงที่อาจไม่เข้าใจเรื่องการจัดการความรู้มาเป็นประธาน แต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานเป็นคณะทำงาน
- ยึดติดระบบ รูปแบบ ทำให้การใช้ KM มีปัญหา
- เน้นความรู้ด้านทฤษฎี ( Explicit Knowledge )มากกว่าประสบการณ์ ( Tacit Knowledge ) ยังเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีต้องมีปรมาจารย์ที่เก่งๆมาบรรยายให้ฟัง ไม่เชื่อว่ากลุ่มคนในองค์กรสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาเองได้
- เน้น Tool และ Technology มากกว่า กระบวนการและคน
- ไม่เข้าใจการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่เข้าใจสุนทรียสนทนา ( dialogue )
- ดำเนินการไปด้วยความไม่เข้าใจ เหมือนบังคับให้ใช้ KM ไม่ได้ดำเนินการด้วยความสมัครใจ
- โลภมาก ประกาศว่าทั้งองค์กรต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทุกคนต้องใช้ KM ในการทำงาน แทนที่จะหากลุ่มสนใจกลุ่มเล็กๆที่สนใจและเต็มใจที่จะดำเนินการ ศึกษาให้รู้แจ้ง ฝึกปฏิบัติจนเกิดความเข้าใจ แล้วจึงค่อยๆขยายผล
- แทนที่จะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เช่นเริ่มจากเรื่องเล่าของคนที่ประสบความสำเร็จ ก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ มีกำลังใจ มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือแนวคิดในการทำงาน ผู้บริหารหรือคนที่ไม่เข้าใจก็หาว่ามานั่งคุยกันไร้สาระ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร
- ไปเริ่มจากเรื่องยากๆเช่นเริ่มที่ปัญหา หรือพยายามที่จะทำให้การประชุมเป็นวงสุนทรียสนทนา ประธานที่ประชุมก็กลายเป็นยักษ์ที่นั่งหัวโต๊ะ เพราะมีเรื่อง มีปัญหาที่ต้องสรุป ต้องตัดสินใจในเวลาที่กำหนดไว้ ท่านประธานก็ยึดพื้นที่ จับจองการพูดเสียคนเดียว เลยมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสุนทรียสนทนา ทั้งๆที่การประชุมนั้นๆ ไม่ใช่สุนทรียสนทนา
บันทึกนี้เสนอแต่ปัญหานะครับ เชิญทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
ปรี๊ด........ อิอิอิอิ
KM ธรรมชาติ ร่วมสร้างชาติ สร้างองค์การ ครับ
สวัสดีเจ้าค่ะ คุณลุงหมอ
น้องจิแวะมาเยี่ยม คิคิ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ -----> น้องจิ ^_^
แวะมาเสริมคะ ปัญหาที่น่าจะใหญ่สุด น่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือคะ ถ้าไม่เข้าใจ ยังมองภาพไม่ออก การนำไปใช้ก็จะไม่ถูกต้อง กลายเป็นเสียเวลาและไม่ได้ผลลัพธ์ที่ควรได้รับ
กลายเป็นหลงทาง......... ไปไม่ถึงเป้าหมายคะ :)
ตื่นเต้นจัง จะได้เจอหมอเจ๊ตัวเป็นๆ 5555 อิอิ
ท่านสะมะนึก คนแซ่เฮ ไม่รู้จักคำว่า ไม่กล้า....... อิอิอิอิ
พ๊มว่าที่บ้านท่านสะนึก สวยที่ซู๊ด เท่ที่ซู๊ด อิอิอิอิ
สวัสดีครับ
ลูกสาวคนสุดท้องก็จะเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้เหมือนกัน ไว้วันหลังจะพาไปเจอกัน อิอิ
เห็นด้วยค่ะ ที่จะหากลุ่มสนใจกลุ่มเล็กๆที่สนใจและเต็มใจที่จะดำเนินการ ศึกษาให้รู้แจ้ง ฝึกปฏิบัติจนเกิดความเข้าใจ แล้วจึงค่อยๆขยายผล
ดิฉันคิดว่า...กิจกรรมที่ ไม่เป็นทางการมักจะเป็นสิ่งที่ทำกันด้วยใจ นั่นหมายถึงว่าใจของอยากทำ และมักจะทำกับคนที่รู้ใจกันสนิทกัน พร้อมที่จะเปิดใจพูดคุยซึ่งกันและกัน อันก่อให้เกิดกระบวนการของการจัดการความรู้
และในที่ทำงาน เราสามารถสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน ให้มีความเป็นทางการไม่มากจนเกินไปได้ ต้องให้ที่ทำงานของเรา มีความสนุก พนักงานมีความสุข ที่ได้มาทำงาน คนในที่ทำงานมีความไว้วางใจกัน สนิทสนมกัน แต่ละวันตื่นขึ้นมามีความรู้สึกอยากไปทำงาน
การที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไป จะเกิด ความรู้สึกอยากฝึกฝน อยากเล่า อยากบอก อยากถาม อยากจดจำ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ในสิ่งที่ทำอยู่ ค่ะ
ดิฉันเอง ก็ใช้ วิธีนี้กับพนักงานอยู่ค่ะ พนักงานของดิฉันอยู่กันนานๆ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนคนค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอชอบซิ่ง อุ้ย วิ่ง
สำหรับตัวเองคิดว่า...KM ก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ import ซึ่งไม่ว่าเราจะ import อะไรก็ตาม เราไม่มองที่แก่นของเครื่องมือ เรามองแต่วิธีการ แล้วก็จำๆ เอาเครื่องมือมาใช้โดยขาดความเข้าใจถึงแก่น ...เมื่อไม่เข้าใจ การจะทำให้เกิดความซาบซึ้ง และใช้เครื่องมือด้วยใจก็ไม่เกิด แล้วจะให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จนพอที่จะบอกว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้...จะพอบอกได้มั้ยค่ะ?
แต่ไม่ว่าจะมีเครื่องมืออะไรเข้ามาก็ตาม เมื่อบุคลากรไม่ให้ใจ ไม่เข้าใจแล้ว ก็จะเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง สั่งมาก็ทำ เลิกสั่งก็หยุด แล้วผู้บริหาร และบุคลากรก็เบื่อกันไปเอง แล้วจะคึกคักกันอีกครั้งเมื่อมีเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามา...แล้วก็จะฮือฮากันช่วงแรกๆ อวดกันหน่อยว่าทำนะ หรือหากมีเกณฑ์ ก็ทำให้ได้ตามเกณฑ์เพื่อคะแนนประเมิน...ทำ KM ตามเสียงนก ไม่ได้ทำด้วยใจ...
การฟัง การอบรม ก็เป็นแบบทางการ ... ไม่ได้ใจ...อีกนั่นแหละ แล้วอย่างนี้ จะเกิด KM ได้มั้ยละค่ะ?
แอบมาตักตวงความรู้ครับ
เห็นด้วยยยยยย
อาจเป็นเพราะเราเคยชินกับสิ่งที่ระบบหล่อหลอมเรามาอย่างนั้น จึงหัวมงกุฏท้ายมังกร อยากเป็น KM แต่การปฏิบัติไม่ใช่ น่าคิดมากเลยครับ
สวัสดีค่ะ...
คุณหมอยังคง..ความเป็น "คนชอบวิ่ง" อยู่เหมือนเดิมนะเจ้าคะ...ee...ทีแรกกะปุ๋มกะว่า...จะชวนคุยเรื่องปั่นจักรยาน...งัยมาเป็นเรื่อง KM ....ก๊าก...
พูดเหมือนดังใจนึก...
ทุกคนมักอยากได้อะไรที่เป็น "รูปธรรม"... กะปุ๋มก็เชื่อเช่นเดียวกันค่ะว่า..."ความสุข" น่าจะเป็นตัวชี้วัด (คนชอบพูดเรื่องตัวชี้วัด ก็ขอใช้คำนี้ด้วยแล้วกัน)...ว่า สิ่งที่ทำนั้นเกิด "คุณภาพ" ทำไปทุกข์ไปนี่...มันไม่น่าจะใช่...
คน...ชอบอะไรที่มันลูบๆ คลำๆ ได้
เอ๊ะ...เกี่ยวอะไรกันไหมเนี๊ยะ...
.........................................
ขอบอกสั้นค่ะว่า "โดน"...ใจ...เจ้าค่ะ...ee...
(^____^)
กะปุ๋ม