คนชอบวิ่ง
นายแพทย์ สุธี ฮั่นตระกูล

ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ KM


KM เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยในการบริหารงาน ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่ใช้แก้ปัญหาในการทำงานได้ทุกอย่าง

                                           

      

            ถึงจะใหม่กับเรื่อง KM ก็ตาม  แต่พรรคพวกเพื่อนฝูงนึกว่าเชี่ยวชาญ  เลยปรึกษามาบ่อยๆ  รวมทั้งศึกษาจากเอกสารของทาง สคส.  เอง  ก็พบว่า  ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ KM ของหน่วยงานต่างๆ  ก็คือหน่วยงานต่างๆใช้ KM แล้วประกาศตัวเองเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  โดยที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้  มีประประกาศแต่งตั้ง CKO  คณะทำงานด้านการจัดการความรู้  มีการอบรมการจัดการความรู้  อบรมคุณอำนวย  แล้วเริ่มดำเนินการกัน   ทำๆไปก็รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่  ไม่มีความสุขในการทำงาน  ไม่มีความคืบหน้าในการจัดการความรู้เลย


           ที่ใช้คำว่า ใช้ KM เพราะถือว่า KM เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยในการบริหารงาน  ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่ใช้แก้ปัญหาในการทำงานได้ทุกอย่าง  ที่ชอบและสนใจใช้เพราะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยสุนทรียสนทนาจะทำให้ทีมงานมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น  รู้จักตัวเอง  เข้าใจผู้ร่วมงานและยอมรับกันมากขึ้น  ทำให้ทีมงานดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


           ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ


               - การแต่งตั้งมักให้บุคลากรตามสายงานปกติ  ใช้ผู้บริหารระดับสูงที่อาจไม่เข้าใจเรื่องการจัดการความรู้มาเป็นประธาน  แต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานเป็นคณะทำงาน


               - ยึดติดระบบ  รูปแบบ  ทำให้การใช้  KM  มีปัญหา


               - เน้นความรู้ด้านทฤษฎี ( Explicit Knowledge )มากกว่าประสบการณ์  ( Tacit Knowledge )  ยังเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีต้องมีปรมาจารย์ที่เก่งๆมาบรรยายให้ฟัง  ไม่เชื่อว่ากลุ่มคนในองค์กรสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาเองได้


               - เน้น Tool และ Technology  มากกว่า กระบวนการและคน


              - ไม่เข้าใจการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ไม่เข้าใจสุนทรียสนทนา ( dialogue ) 

  
              - ดำเนินการไปด้วยความไม่เข้าใจ   เหมือนบังคับให้ใช้ KM  ไม่ได้ดำเนินการด้วยความสมัครใจ


               - โลภมาก  ประกาศว่าทั้งองค์กรต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  ทุกคนต้องใช้ KM  ในการทำงาน  แทนที่จะหากลุ่มสนใจกลุ่มเล็กๆที่สนใจและเต็มใจที่จะดำเนินการ  ศึกษาให้รู้แจ้ง  ฝึกปฏิบัติจนเกิดความเข้าใจ  แล้วจึงค่อยๆขยายผล


                - แทนที่จะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ  ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ  เช่นเริ่มจากเรื่องเล่าของคนที่ประสบความสำเร็จ  ก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ  มีกำลังใจ  มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์  หรือแนวคิดในการทำงาน  ผู้บริหารหรือคนที่ไม่เข้าใจก็หาว่ามานั่งคุยกันไร้สาระ  ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร

 
               - ไปเริ่มจากเรื่องยากๆเช่นเริ่มที่ปัญหา   หรือพยายามที่จะทำให้การประชุมเป็นวงสุนทรียสนทนา  ประธานที่ประชุมก็กลายเป็นยักษ์ที่นั่งหัวโต๊ะ  เพราะมีเรื่อง  มีปัญหาที่ต้องสรุป  ต้องตัดสินใจในเวลาที่กำหนดไว้  ท่านประธานก็ยึดพื้นที่  จับจองการพูดเสียคนเดียว  เลยมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสุนทรียสนทนา  ทั้งๆที่การประชุมนั้นๆ  ไม่ใช่สุนทรียสนทนา


               บันทึกนี้เสนอแต่ปัญหานะครับ  เชิญทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นครับ 

 
               ปรี๊ด........   อิอิอิอิ      

หมายเลขบันทึก: 174846เขียนเมื่อ 2 เมษายน 2008 21:59 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 18:54 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (47)
  • สวัสดีค่ะ
  • วันเสาร์นี้ จะถึงพิษณุโลกเย็นค่ะ
  • แล้วจะได้เจอตัวเป็นๆกันนะค่ะ

KM ธรรมชาติ ร่วมสร้างชาติ สร้างองค์การ ครับ

  • มาอ่านเฉยๆ ครับคุณหมอ ไม่กล้า....
  • สาวนักปั่น สวย.. เท่ ..ดีนะครับ  อิอิ

 

สวัสดีเจ้าค่ะ คุณลุงหมอ

น้องจิแวะมาเยี่ยม คิคิ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ -----> น้องจิ ^_^

แวะมาเสริมคะ ปัญหาที่น่าจะใหญ่สุด น่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือคะ ถ้าไม่เข้าใจ ยังมองภาพไม่ออก การนำไปใช้ก็จะไม่ถูกต้อง กลายเป็นเสียเวลาและไม่ได้ผลลัพธ์ที่ควรได้รับ

กลายเป็นหลงทาง......... ไปไม่ถึงเป้าหมายคะ :)

P 1. หมอเจ๊

ตื่นเต้นจัง  จะได้เจอหมอเจ๊ตัวเป็นๆ  5555  อิอิ

P 2. JJ

  • ขอบคุณมากครับที่แวะมาเยี่ยม 
  • ที่เจอๆ  ส่วนมากจะเป็น KM ผิดธรรมชาติครับ  มาปรึกษา  ยิ่งทำยิ่งเครียด  อิอิ

P 3. สะมะนึก แซ่เฮ

ท่านสะมะนึก  คนแซ่เฮ  ไม่รู้จักคำว่า  ไม่กล้า.......    อิอิอิอิ

พ๊มว่าที่บ้านท่านสะนึก  สวยที่ซู๊ด  เท่ที่ซู๊ด  อิอิอิอิ

สวัสดีครับ

  • กำลังเขียน บันทึกโน้น ส่งขึ้นเสร็จ มาเจอ บันทึกนี้ เข้าทางพอดี เลยขอนำไปฝาก ท่านผู้บริหาร คือนศ.ป.บัณฑิต การบริหารการศึกษาของผมด้วย .. ซะเลย .. ชุบมือเปิบ .. ของชอบครับ .. อิ อิ อิ
  • ว่าจะขออนุญาต แต่ไม่ขอดีกว่า เพราะ เอาไปเรียบร้อยแล้ว .. ทั้งยังหยั่งรู้ด้วยญาณทัศนะว่า คุณหมอ ไม่หวงแน่นอน
  • ขอบพระคุณครับ 

P 4. น้องจิ แซ่เฮ ^๐^!

ลูกสาวคนสุดท้องก็จะเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้เหมือนกัน  ไว้วันหลังจะพาไปเจอกัน   อิอิ

P 5. มะปรางเปรี้ยว

  • กำลังคิดถึงอยู่พอดี
  • ขอบคุณมากครับที่แวะมาต่อยอด  สังเกตดู  ถ้าองค์กรไหนใช้ KM แล้วบุคคลากรไม่มีความสุข   น่าจะหลงทาง  ส่วนมากก็จะเป็นองค์กรแบบ Ortrolic  Organization  ชอบระเบียบ  เผด็จการ  ชอบสั่งการ  อิอิ
  • เพราะองค์กรที่ใช้สุนทรียสนทนา  มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจริงๆ  บุคคลากรจะปรับตัว รับฟังคนอื่นมากขึ้น  ลดอัตตาลง  เข้าใจเพื่อนร่วมงาน  ทีมงานจะมีความสามัคคี   มีประสิทธิภาพและมีผลงานมากขึ้นครับ  มักจะเป็นองค์กรแบบ  Chaordic  Organization  ยอมรับความแตกต่างทางความคิด  ทำงานแบบมีส่วนร่วม  ร่วมคิดร่วมทำครับ  อิอิ 

P 9. Handy

  • ขอบคุณมากครับ อ. Handy
  • แวะมาเยี่ยมไม่พอ  ยังช่วยประชาสัมพันธ์บันทึกให้ผมอีก
  • อย่างนี้คราวหน้าเจอกันต้องเลี้ยงตอบแทนซะแล้ว  อิอิ
  • ดีใจมากๆครับ  ที่เขียนบันทึกแล้วมีคนมาอ่าน  ถ้ามีคนมาแสดงความคิดเห็นด้วย  ( เหมือนมีคนมาคุย  มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย )  ก็จะยิ่งมีกำลังใจครับ  อิอิ 

 

เห็นด้วยค่ะ ที่จะหากลุ่มสนใจกลุ่มเล็กๆที่สนใจและเต็มใจที่จะดำเนินการ  ศึกษาให้รู้แจ้ง  ฝึกปฏิบัติจนเกิดความเข้าใจ  แล้วจึงค่อยๆขยายผล

 ดิฉันคิดว่า...กิจกรรมที่ ไม่เป็นทางการมักจะเป็นสิ่งที่ทำกันด้วยใจ นั่นหมายถึงว่าใจของอยากทำ และมักจะทำกับคนที่รู้ใจกันสนิทกัน พร้อมที่จะเปิดใจพูดคุยซึ่งกันและกัน อันก่อให้เกิดกระบวนการของการจัดการความรู้ 

และในที่ทำงาน เราสามารถสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน ให้มีความเป็นทางการไม่มากจนเกินไปได้  ต้องให้ที่ทำงานของเรา  มีความสนุก พนักงานมีความสุข ที่ได้มาทำงาน คนในที่ทำงานมีความไว้วางใจกัน สนิทสนมกัน แต่ละวันตื่นขึ้นมามีความรู้สึกอยากไปทำงาน 

การที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไป  จะเกิด ความรู้สึกอยากฝึกฝน อยากเล่า อยากบอก อยากถาม อยากจดจำ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ในสิ่งที่ทำอยู่ ค่ะ

ดิฉันเอง ก็ใช้ วิธีนี้กับพนักงานอยู่ค่ะ พนักงานของดิฉันอยู่กันนานๆ ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนคนค่ะ

P 13. Sasinanda

  • พี่เป็นทั้งนักบริหารและนักจ้ดการความรู้เลยนะครับ
  • เห็นด้วยนะครับที่ว่า  บรรยากาศในการทำงานมีส่วนมากๆกับประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กร
  • ถ้าทำงานในบรรยากาศที่ตึงเครียด  มีแต่ปัญหา  มักจะไม่มีปะสิทธิภาพ  แม้ทำงานสำเร็จ  แต่ระยะยาวจะมีปัญหาแน่นอนครับ 
  • ถ้าทำงานในบรรยากาศที่ดี  ผลงานจะดี  มีนวัตกรรม  มีประสิทธิภาพ  และผลระยะยาวก็จะดีด้วย  ผู้บริหารมีส่วนมากๆครับในการสร้างบรรยายกาศในที่ทำงาน
  • คนแซ่เฮ  ถึงใช้ชื่อกลุ่มเฮฮาศาตร์  คือทำงานด้วยความตั้งใจ  แต่สนุกสนาน  มีผลงานครับ  อิอิ

สวัสดีค่ะคุณหมอชอบซิ่ง อุ้ย วิ่ง

สำหรับตัวเองคิดว่า...KM ก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ import ซึ่งไม่ว่าเราจะ import อะไรก็ตาม เราไม่มองที่แก่นของเครื่องมือ เรามองแต่วิธีการ แล้วก็จำๆ เอาเครื่องมือมาใช้โดยขาดความเข้าใจถึงแก่น ...เมื่อไม่เข้าใจ การจะทำให้เกิดความซาบซึ้ง และใช้เครื่องมือด้วยใจก็ไม่เกิด แล้วจะให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จนพอที่จะบอกว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้...จะพอบอกได้มั้ยค่ะ?

แต่ไม่ว่าจะมีเครื่องมืออะไรเข้ามาก็ตาม เมื่อบุคลากรไม่ให้ใจ ไม่เข้าใจแล้ว ก็จะเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง สั่งมาก็ทำ เลิกสั่งก็หยุด แล้วผู้บริหาร และบุคลากรก็เบื่อกันไปเอง แล้วจะคึกคักกันอีกครั้งเมื่อมีเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามา...แล้วก็จะฮือฮากันช่วงแรกๆ อวดกันหน่อยว่าทำนะ หรือหากมีเกณฑ์ ก็ทำให้ได้ตามเกณฑ์เพื่อคะแนนประเมิน...ทำ KM ตามเสียงนก ไม่ได้ทำด้วยใจ...

การฟัง การอบรม ก็เป็นแบบทางการ ... ไม่ได้ใจ...อีกนั่นแหละ แล้วอย่างนี้ จะเกิด KM ได้มั้ยละค่ะ?

P 15. paew

  • แหมๆๆๆๆ  เรียนรู้เทคนิคการเขียน  การตอบ comment จากหมอเบิร์ดหน่อยเดียว   แฟนมาคุยด้วยตรึมเลย  แต่หมอเบิร์ดเค้าชวนคุยเก่งกว่าเยอะเลย  แถมน่าคุยด้วยมากกว่า  อิอิ
  • คุณครูแป๋วนี่  ถามเองตอบเอง  เอ๊ย  อธิบายความด้วยคำถาม  ยังกะนักบวชนิกายเซ็นเลย  55555
  • ขอบคุณมากครับที่มาช่วยต่อยอด  แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ  อิอิ

แอบมาตักตวงความรู้ครับ

เห็นด้วยยยยยย

อาจเป็นเพราะเราเคยชินกับสิ่งที่ระบบหล่อหลอมเรามาอย่างนั้น จึงหัวมงกุฏท้ายมังกร  อยากเป็น KM แต่การปฏิบัติไม่ใช่  น่าคิดมากเลยครับ

สวัสดีค่ะ...

คุณหมอยังคง..ความเป็น "คนชอบวิ่ง" อยู่เหมือนเดิมนะเจ้าคะ...ee...ทีแรกกะปุ๋มกะว่า...จะชวนคุยเรื่องปั่นจักรยาน...งัยมาเป็นเรื่อง KM ....ก๊าก...

พูดเหมือนดังใจนึก...

ทุกคนมักอยากได้อะไรที่เป็น "รูปธรรม"... กะปุ๋มก็เชื่อเช่นเดียวกันค่ะว่า..."ความสุข" น่าจะเป็นตัวชี้วัด (คนชอบพูดเรื่องตัวชี้วัด ก็ขอใช้คำนี้ด้วยแล้วกัน)...ว่า สิ่งที่ทำนั้นเกิด "คุณภาพ" ทำไปทุกข์ไปนี่...มันไม่น่าจะใช่...

คน...ชอบอะไรที่มันลูบๆ คลำๆ ได้

เอ๊ะ...เกี่ยวอะไรกันไหมเนี๊ยะ...

.........................................

ขอบอกสั้นค่ะว่า "โดน"...ใจ...เจ้าค่ะ...ee...

(^____^)

กะปุ๋ม

P 17. บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)

  • ก็คงเป็นเพราะไม่ได้รัก  ไม่รู้จัก  ไม่เข้าใจ  ทำไปก็ไม่ประสบความสำเร็จ
  • ที่สังเกตดู  ถ้าทำเพราะต้องการพัฒนาตัวเอง  พัฒนาบุคคลากร  พัฒนาองค์กร  จะประสบความสำเร็จ  มีความสุข
  • แต่ถ้าทำเพราะถูกสั่งมา  ไม่ใช่ใจสั่งมาก็จะมีปัญหามากๆ  บุคคลากรจะหงุดหงิดและมีความรู้สึกว่า  งานก็มากอยู่แล้ว  ยุ่งอยู่แล้ว  ยังจะเอาโน่นเอานี่มาให้ทำอีก  เหมือนจะรีบตัดไม้  เลยไม่มีเวลาลับขวานที่มันทื่ออยู่  อิอิ
  • แต่ถ้าเข้าใจ  อยากพัฒนา  จะทำด้วยความเต็มใจ  ก็จะรู้สึกว่าเป็นการลับคมขวาน  จะได้ตัดไม้ได้มากขึ้น  มีความสุขในการทำงาน  อิอิ 

P 18. Ka-Poom

  • ในวงการจักรยานเสือภูเขา  เขามีฉายากัน  เช่นเสือแก่  เสือเฒ่า  เสือเทพ  ฯ  ของคนชอบวิ่งเลยมีฉายาว่า  เสือชอบวิ่ง ( รูปหล่อ เก่ง )  อิอิ
  • ต้องสารภาพผิดว่ามีรายการปั่นดีๆ  แต่ลืมนึกถึงคนไร้กรอบกับกระปุ๋ม  เพราะในใจคนชอบวิ่ง  กระปุ๋มเป็นนักจิต ฯ เล็กดีรสโต ฮั่นตระกูล  สวย  เก่ง ....  อิอิ
  • เอาบรรยากาศการปั่นเสือภูเขามันๆที่ทุ่งแสลงหลวง  มาฝาก  คราวหน้ามีรายการมันๆแบบนี้จะไม่ลืมชวน  อิอิ
  • ตัวชี้วัดที่ง่ายที่สุด  ก็ดูว่าทำไปแล้วบรรยากาศการทำงานดีขึ้น  ทีมงานเข้าใจกัน  รักกันมากขึ้น  ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น  เฮฮากันมากขึ้น  อิอิ

สวัสดีค่ะคุณหมอ

  • ครูอ้อย ตามมาขอบคุณ  ที่เห็นเหมือนกับท่านอื่นๆว่า..ครูอ้อยสวยและเท่...เอิ๊กเอิ๊ก

 

  • ตามมาดูก่อนไปทำงาน
  • อิอิๆๆ
  • ด้วยความโลภมากขององค์กรเลยให้บุคลากรทำทั้งองค์กร
  • ทำโน่น ทำนี้ กลายเป็นว่า ถูกสั่งให้ทำ
  • บางองกรค์บอกว่า ทำมาสองปี ไม่เห็นมีความสุขเลย
  • ก็เล่นทำตามคำสั่ง
  • ไม่ได้ทำเพราะอยากทำ
  • ถ้าเริ่มจากจุดเล็กๆๆขององค์กรแล้วค่อยขยายไปจะมีความสุข เป็นการทำงานแบบที่บุคลากรอยากทำ
  • แต่เรื่องเล่าที่เสือภูเขาไปทุ่งแสลงหลวง
  • ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะครับ
  • มีชนิดหามกันมาด้วย
  • ท่าทางโหดมากๆๆ
  • ขอบคุณครับ

P 21. ครูอ้อย แซ่เฮ

ความจริงย่อมเป็นความจริงไปตลอดครับ  อิอิ

P  22. ขจิต ฝอยทอง

  • อ. ขจิตยังเป็นหนุ่มเชียร์บล็อกที่ขยันเหมือนเดิมนะครับ
  • ขอบคุณ อ. ขจิต กับนายช่างใหญ่  มากนะครับที่ไปช่วยกันจัดการอบรมที่ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร  จังหวัดสุพรรณบุรี  ของ อ. หมู  ( เก่ง  สวย  )  อิอิ
  • ชอบบรรยากาศในการอบรมมากๆเลย  บุคคลากรของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร  จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นคนหนุ่มสาวที่มีพลัง  ตั้งใจ  มุ่งมั่นมาก  เป็นทีมงานที่สามารถสั่งสอนบุคคลกรด้านสาธารณสุขที่ดีมากๆ  แห่งหนึ่งของประเทศไทย  อิอิ

พี่แอ๊ด...พี่แอ๊ด...กามนิตหนุ่ม...

รู้เปล่า..กะปุ๋มได้ชื่อใหม่...อีกแล้วอ่ะนะคะ...

เสือ"เล็กดีรสโต"ฮั่นตระกูล...แซ่เฮ...เอิก เอิก เอิก เลิกไปเลย...

......

ท่านเสือชอบวิ่งคะ..ทริปหน้าห้ามพลาดนะคะ

เสือน้อยตนนี้จะพยายามตะกายไปให้ถึงเจ้าค่ะ

แต่สงกรานต์นี้...

ขอปั่น..ไปเวียงจันทร์ - วังเวียงก่อนนะเจ้าคะ

ได้เรื่องอย่างไรจะนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

(^_____^)

กะปุ๋ม

  • ชื่อยาวจัง
  • เสือ"เล็กดีรสโต"ฮั่นตระกูล...แซ่เฮ.
  • ขอแถม
  • เสือ"เล็กดีรสโต สาวน้อยมหัศจรรย์"ฮั่นตระกูล...แซ่เฮ.
  • อิอิๆๆ

โห... ชื่อยาวถืงเมือง "ปาย" เลยค่ะพี่แอ๊ด...

(^_____^)

ไปเวียงจันทร์ - วังเวียงด้วยกันไหมคะ

หรือว่าสงกรานต์นี้ไปไหนคะ...???

 

P 25. Ka-Poom

  • กระปุ๋มเอ๊ย  บรรยายเรื่องการออกกำลังกายมาก็มากแล้ว  อธิบาย ชีพจรสูงสุด  Maximum Heart Rate  มาก็มากแล้ว  เพิ่งรู้ว่าไอ้ 90-95% ของชีพจรสูงสุดนี่มันยังไงกันก็เที่ยวนี้แหละ  สามรู ( จมูกสอง  ปากหนึ่ง  น่ะ )   หายใจไม่ทันเชียวแหละ 
  • ตอนขึ้นเขา  ก็เหนื่อยมาก  ตอนลงเขานี่ก็เร็วมาก  ควบคุมรถลำบากมากเลย  อิอิ  แต่ก็สนุกมากๆๆๆๆๆๆ 

อยากไปค่ะ...อยากไปค่ะ..

ทริปนี้เรียกว่าน้องๆ DH ได้ไหมคะ...

"สามรู"...ของกะปุ๋มนี่จะทันหรือเปล่าน๊า...ต้องลองค่ะ...

....ee....

แต่อย่าลืมนัดหมายนะคะ marathon... มีพี่มาแนะนำว่าปีหน้าให้กะปุ๋มลองลง 44... เลยค่ะ.. แต่กะปุ๋มจะไหวหรือเปล่าเนี๊ยะ...ยังไม่แน่ใจ ลงได้ขนาดนั้นคงปอดเหล็กแล้วค่ะ

............................................

ตอนนี้สลับการปั่นจักรยานกับวิ่งค่ะ

และก็ว่ายน้ำสัปดาห์ละครั้งค่ะ...

...........................................

ขอคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยนะคะ...

(^_____^)

ขอบพระคุณค่ะ

กะปุ๋ม

สวัสดีครับคุณหมอชอบวิ่ง...

                  หากการเมืองในองค์กรยังไม่นิ่ง...มีแต่พวกอยากได้ของเพื่อนแต่ของตัวเองไม่ให้ใคร...ต่างคนต่างเกาะหม้อข้าวของตนเองกันแน่น...ไม่มีการถ่ายทอดกลัวเอ็งเก่งกว่าข้า...กลัวคนอื่นจะไม่ให้ความสำคัญ...ไม่มีการเปิดใจ...ไม่มีการศรัทธาใคร...ข้ารู้ข้าเห็น...ข้าเลยคว่ำแก้ว...ถ้ายังละลายพฤติกรรมกลุ่มนี้ไม่ได้...องค์กรก็ยังคงเสี่ยงต่อการสูญสลาย...เหมือนหลาย ๆ องค์ที่เราเห็นครับ...

                 เหมือนที่เราคิดกันว่า...ควรทำการจัดการความรู้( KM ) จากกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้เกิดน้ำดีขึ้นในองค์กร...ละลายน้ำใกล้เน่าให้เจือจางลงทีละน้อย...แต่ยั่งยืนที่สุด...เป

สวัสดีคะ คุณหมอคนชอบวิ่ง

เห็นชุดคุณหมอแล้วเท่ห์ชะมัดเลยคะ

ในหลายหน่วยงานถูก "บังคับ" ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เริ่มต้นด้วยกิจกรรม "KM" แล้วก็ทำกันแบบแกนๆ งงๆ สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร นอกจากเสียเวลา

ก็เลยเห็นด้วยกับที่หลายๆ ท่านแสดงความคิดเห็นคะ...เล็กๆ แต่งดงาม...ดีกว่า นะคะ

ด้วยความเคารพคะ

---^.^---

P 30. นายช่างใหญ่

  • ขอบคุณนายช่างใหญ่มากครับ คราวก่อนก็ไปรับคนชอบวิ่งที่ ERTC ปทุมธานี   แล้วพาไปพบลุงเอกกับเอกรูปหล่อที่สถาบันพระปกเกล้า  แถมพากินข้าวแล้วนั่งคุยด้วยที่ดอนเมือง
  • คราวนี้ก็มาช่วยเป็นวิทยากรให้ อ. หมู  ที่วิทยาลัยการสาธาณสุขสิรินธร  จังหวัดสพรรณบุรี  ร่วมกับ เหล่านักการจากพิษณุโลก  และ อ. ขจิต  ในนามของมหาชีวาลัย  (  เป็นการรวมทีมของ เฮฮาศาสตร์สองแคว  เฮฮาศาสตร์สุพรรณบุรี  เฮฮาศาสตร์ กทม.  และเฮฮาศาสตร์กาญจนบุรี  อิอิ )
  • นายช่างใหญ่คุยน้อย  แต่เวลาพูดจะเฉียบคมมาก   แต่ใจนี่เกินร้อยครับ  ขอบอก  อิอิ

P 31. พิมพ์ดีด

  • โห  คิดถึงน้องพิม  น้องพิมก็แวะมาเยี่ยมเลยนะครับ
  • เท่ทั้งคนทั้งชุดครับ 55555  มาดดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว 
  • ขอบคุณที่มาช่วยต่อยอดความรู้   ที่ว่าเล็กๆ  แต่งดงาม  ก็คงเฉพาะตอนเริ่มนะครับ   ถ้าทำไปสักระยะหนึ่ง  มีประสบการณ์มากขึ้น  ก็ค่อยๆขยายผลในหน่วยงาน  และข้ามหน่วยงาน  ถ้าให้ดีก็มีการช่วยเหลือกันข้ามองค์กรด้วยครับ  อิอิ

สวัสดีค่ะคุณหมอคนชอบวิ่ง

เบิร์ดเข้าออกบันทึกนี้บ่อยด้วยความสนุกในใจ แต่ไม่คิดจะแสดงตัว..ก็การตามอ่านนั้นสนุกกว่าที่ต้องคิดเองนี่คะ อิ อิ อิ

แต่ที่ต้องแสดงตัวเพราะ เจ้ากะปุ๋มลุ๋ม เสือเล็กดีรสโต ณ ฮั่นตระกูลไปลากมาค่ะ 

ด้วยความไม่รู้เรื่องเค็ม ( km ) นะคะ เบิร์ดมองว่าการจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้

และ 4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ เกิดความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

เนื่องจากชื่อว่า “จัดการความรู้” จึงมีคนเข้าใจผิด ไปเริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ โดยการอบรม.. โดยสารพัดวิธีเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าตัวเองมีความรู้ !?!?

นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมากเลยล่ะค่ะ การจัดการความรู้ที่ถูกน่าจะเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงานนะคะ

เราจะคุ้นชินกับเป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness ซึ่งสามารถนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

(1) การสนองตอบ (Responsiveness) เป็นการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม

(2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ

(3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร

และ (4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป

โดยเป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้ในงานของตน

จริงๆเราี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วนะคะ โดยที่การสร้างนั้นอาจเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน

เบิร์ดเห็นว่าการจัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการนั่นแหละค่ะ อยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงานมานานแล้ว

และที่สำคัญตัว " การจัดการความรู้ " เองก็ต้องการการจัดการด้วยล่ะค่ะ อิ อิ ิอิ การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของเค้าเอง นี่คือ หลุมพรางบักเอ้งของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้แบบที่คุณหมอกล่าวมานั่นแหละค่ะ

ระบบขององค์กรโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มีชีวิตนะคะ เป็นระบบที่เปิด (Open System) ที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นระบบที่จริงๆ แล้วไม่อาจเขียนแทนได้ด้วยผังการไหลของงาน (Flowchart) หรือถ่ายทอดทุกอย่างผ่านคู่มือการดำเนินงาน (Procedure) หากแต่ว่าเป็นระบบที่ประกอบด้วยชีวิต จิตวิญญาณ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่มิอาจถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือหรือเขียนออกมาอยู่ในรูปแบบของเอกสารได้ทั้งหมด การสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หากเรายังใช้แต่หลักทางด้านการจัดการ (Management) อยู่ เพราะการจัดการนั้นจริงๆ แล้วใช้ได้ผลดีเฉพาะกับสิ่งที่เป็นสิ่งของ (Things) เท่านั้นค่ะ

แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนนะคะ อย่างเช่น เวลาเราพูดถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรก็เป็นเรื่องของคน การปรับเปลี่ยนระบบก็เกี่ยวกับคน การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็เกี่ยวกับคนเช่นกัน ซึ่งเรื่องของคนนั้นหากจะให้ได้ผลแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าภาวะผู้นำ (Leadership) มากกว่าที่จะใช้การจัดการน่ะค่ะ

ภาวะผู้นำหรือความสามารถในการนำนี้ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จ แต่การเป็นยักษ์นั่งหัวโต๊ะแบบที่คุณหมอยกมานั้นไม่ต้องใช้ภาวะผู้นำเท่าไหร่เลยล่ะค่ะ

หลายคนบอกว่าการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นควรจะต้องเริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดและจูงใจก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนั่นคือการกำหนดทิศทาง เป็นการวางเป้าหมายสำหรับอนาคต แต่สำหรับเบิร์ดกลับเห็นว่าการสร้างศรัทธาต่างหากล่ะคะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การนำนี้สำเร็จ

เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเบิร์์ดพบว่าแม้วิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นมานั้นจะดึงดูดและชวนให้ตื่นตาตื่นใจสักเพียงใดก็ตาม แต่หากคนทั่วไปไม่ยอมรับนับถือหรือศรัทธาในตัวผู้นำแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ก็มีโอกาสที่จะไม่สำเร็จได้มากทีเดียวเชียวค่ะ

คำถามที่ตามมาก็คือ “ศรัทธาเหล่านี้มาจากไหน เราจะสามารถพัฒนามันขึ้นมาได้อย่างไร” หากจะกล่าวโดยรวมแล้วศรัทธาเป็นเรื่องของ ความชอบ ความเชื่อ เป็นเรื่องของการยอมรับเป็นเรื่องของใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผลกำกับเสมอไปเลยนะคะ สุนทรียสนทนาเป็นสิ่งที่สร้างศรัทธาได้แก่กล้าเชียวล่ะค่ะ อิ อิ อิ

โดยหลักใหญ่ๆ แล้วการที่คนผู้หนึ่งผู้ใดจะเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป บุคคลนั้นก็คงต้องมีอะไรที่เหนือหรือโดดเด่นอยู่บ้างนะคะ เช่น อาจจะโดนเด่นในเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์ หรือความรู้ความสามารถ ซึ่งคนทั่วไปก็จะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันไป ..

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งนี้คือปัจจัยหลักในการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ในตัวผู้นำ สิ่งนั้นก็คือคุณสมบัติในเรื่องการเป็น “ผู้ให้” ค่ะ.. เราจะพบว่าผู้นำที่แท้คือผู้ที่ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนนะคะ

แน่นอนที่สุดหากเรามองว่าธุรกิจคือการแข่งขัน เป้าหมายของการแข่งขันก็คือชัยชนะ ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนต่างก็ล้วนแต่ต้องการชัยชนะด้วยกันทั้งนั้น แต่สำหรับผู้นำที่แท้จริงแล้ว ชัยชนะที่เขาต้องการที่จะได้มานั้น เขามองมันในฐานะที่เป็นรางวัลสำหรับทุกคนค่ะ มิใช่เพียงเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น

ผู้นำที่แท้ต้องการจะเห็นคนทุกคนที่ก้าวเดินไปพร้อมกับเขามีความสุข ได้รับชัยชนะ ถึงแม้ว่าสายตาของเขาจะจับจ้องอยู่ที่ชัยชนะแต่ก็เป็นชัยชนะเพื่อคนทุกคน เขาจะเป็นบุคคลที่คิดถึงตัวเองเป็นคนสุดท้ายเสมอนะคะ ..ยักษ์นั่งหัวโต๊ะจะสามารถสร้างความรู้สึกแบบนี้ได้มั้ยน้อ ? ^ ^

Ralph Emerson นักปรัชญาชาวอเมริกาได้กล่าวถึงสมดุลของการให้และการรับไว้ว่า “ในขณะที่เราให้หรือเสียอะไรบางอย่างไป เราก็มักจะได้อะไรบางอย่างมา และในขณะที่เราได้บางสิ่งบางอย่างมา เราก็มักจะต้องเสียบางสิ่งบางอย่างไปเสมอ” และด้วยอมตะวาจานี้เราจึงพบว่าผู้ที่ให้มักจะเป็นผู้ที่ได้รับอะไรๆ อยู่เสมอเลยนะคะ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็มิได้คาดหวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทน เข้าทำนองที่ว่า “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับ” ซึ่งส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขาได้รับนี้ก็คือศรัทธาอันเป็นผลเนื่องมาจากความสามารถที่จะ “ซื้อใจ” ผู้ตามได้นั่นเองค่ะ

การฟังอย่างลึกซึ้งและการสื่อสารด้วยเมตตาถือเป็นของขวัญง่ายๆที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้กันได้โดยไม่ยุ่งยากอะไรเลยนะคะ..ขอบพระคุณมากค่ะที่คุณหมอกรุณารับฟังการบ่นอย่างยืดยาวของเบิรืด เพราะเจ้ากะปุ๋มลุ๋มจะได้เข็ด นี่แน่ะอยากลากเข้ามาดีนัก อิ อิ อิ...

เยี่ยมมากเลย...พี่เบิร์ด ณ ฮั่นตระกูลอีกคน...555

ช่วยคิด...ช่วยคิด

เพราะคิดอะไรที่เป็นสาระนี่ กะปุ๋มขี้เกี๊ยจ...ขี้เกียจเจ้าค่ะ..

......

วันนี้เข้ามาอ่านบันทึกแต่เช้าเลยค่ะ...ก่อนท่านเสือชอบวิ่งจะเข้ามาเจอ...เจ้าค่ะ...eee

ชะแว้ป...ไปก่อนแล้วกันนะคะ

(^_______^)

แว๊บมาเจริญสติแถวนี้

เจอหมอชอบวิ่ง เจอหมอเล็กดีรสโต เจอหมอเบิร์ด ทำให้เจริญใจไปเลย

ดีดีดี

เหมือนกิน MK

34. เบิร์ด P

  • ไปชวนหมอเบิร์ดมาเยี่ยมบ้านคนชอบวิ่งได้  ต้องให้รางวัลกระปุ๋มหน่อยแล้ว  อิอิ
  • นวัตกรรมจะมีขึ้นได้ก็ต้องอยู่ในสังคมหรือองค์กรที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ( Chaordic Organization )  และมีการเปิดใจ  แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  ถ้าอยู่ในองค์กรแบบ Ortrolic Organization  ที่เน้นเครื่องแบบ  ระเบียบ  กรอบ  ควบคุมความคิด  ก็ยากที่จะเกิดนวัตกรรม
  • แหม  ถูกตามไปทานกลางวัน  ขอตัวก่อน  ว่างๆจะมาคุยต่อนะครับ  อิอิ

P 35. Ka-Poom

กระปุ๋มนี่ปราดเปรียวจริงๆนะ  เจอกันคราวหน้าอย่าลืมทวงรางวัลนะครับ  อิอิ

อย่ามัวแต่ชะแว๊บ  ช่วยต่อยอดความรู้ด้วยครับ 

P 36. น้าอึ่งอ๊อบ คนสวย แซ่เฮ

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้รอบกายน้าอึ่งอ๊อบมีแต่รังสีแห่งความสนุกสนานและเมตตา  อิอิ 

สวัสดีค่ะ  แวะมาสวัสดี พร้อมกับบอกว่า  ปิ๊กพาน้องหมา  มาหาบ้านอีกแล้วค่ะ http://gotoknow.org/blog/pik/175419  ^__^

P 40. จินตนา อิ่มรักษา

  • ไม่เจอกันนานเลย  สบายดีนะครับ
  • ที่พิษณุโลก็พยายามหาบ้านใหม่ให้น้องมะหมาอยู่  ก็ยากอยู่เหมือนกันครับ แต่ก็จะพยายามไปเรื่อยๆครับ 

มารู้สึกคุ้น ๆ ตกม้านะเจ๊บ เจ็บ ค่ะคุณหมอ (ไม่ได้ขี่จักรยาน)

เจอ อ.ขจิต ซ้ำเข้าให้อีกแน่ะ!

P 42. ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี

  • ตกอะไรก็คงจะเจ็บหมดแหละครับ  แต่ตกถังข้าวสารอาจจะเจ็บน้อยหน่อย  55555
  • อ. ขจิต  ไม่ได้ตั้งใจซ้ำดาวลูกไก่หรอกครับ  อ. เค้าซ้ำไปทั่วแหละครับ  อิอิ
  • สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะอาจารย์

  • ขอให้นู๋ทิม มีสุขภาพดี  มีความสุข  สนุกสนานตลอดไป  อิอิ

อย่างทีอาจารย์ว่า นะครับ

เป็นยังงั้นจริงๆๆ

ต้องเรียนรู้ และพัฒนาอีกหลาย ขั้นครับ

P 46. พี่หนุ่มคนตานี

ขอบคุณมากครับ  ที่แวะมาเยี่ยม  สักวันคงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ  อิอิ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี