“นักวิชาการ” ที่อ้างตัวเองว่า กำลังทำงานวิจัยและพัฒนาสนับสนุนแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ยังเถียงกันไม่เสร็จเลย ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” แปลว่าอะไร มีกี่ห่วง กี่เงื่อนไข ยิ่งฟังยิ่งเหนื่อย มากกว่าการทำงานจริงเสียอีก

ปัจจุบันในเมืองไทย มีคน “อ้าง” ว่าตัวเองเป็นนักวิชาการสาขาต่างๆมากมาย พอเข้าสำนักงาน จำนวนนักวิชาการมีมาก จนแทบหาเก้าอี้นั่งไม่ได้ จึงเดินขวักไขว่จนแทบจะชนกันตาย

นักวิชาการจำนวนมากเหล่านี้ แต่ละท่านก็ไม่ค่อยว่าง ทำงานหนักแบบ “ตัวเป็นเกลียว” แทบหาเวลาว่างยาก

แต่.. เมื่อเราต้องการนักวิชาการทำงานด้านหนึ่งด้านใด กลับหานักวิชาการไม่ได้

หรือ พอจะได้ก็ไม่ว่างพอที่จะมาทำงาน “วิชาการ” เพราะติดงานอื่นอยู่

ใครคิดจะเชิญนักวิชาการเหล่านี้ไปไหน ต้องรอคิวกันเป็นเดือนๆ

เมื่อ นักวิชาการมีมาก แทบหาเงินจ้างไม่ได้ และส่วนใหญ่ก็ทำงานกันอย่างหนักขนาดนั้น

แต่ทำไมประเทศไทยจึงไม่พัฒนาแบบใช้หลักวิชาการในการทำงานหรือพัฒนาเท่าเทียม เท่าทันคนอื่นสักที

หลายปีที่แล้ว ผมได้ยินข่าวว่า เราแข่งกับเกาหลี ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ต่อมาลดชั้นตัวเองลงมาเรื่อยๆ เห็นว่าต่อมา เราก็แข่งกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียเวียดนาม

แต่ได้ยินข่าวว่า ตอนนี้เรากำลังแข่งกับลาว เขมรหรือ พม่า ไปโน่น

 

ผมเลยสงสัยว่า

·        เราถอยหลัง

·        อยู่กับที่

·        หรือเดินช้าจนประเทศอื่นตามมาทันกันแน่

และ “นักวิชาการ” ควรจะภูมิใจไหมในสิ่งที่ทำอยู่

เพราะ พอให้ประเมินตัวเอง “นักวิชาการ” แต่ละท่าน เขียนผลงานตัวเองซะเลิศเลอแบบ “ไม่มีที่ติ” ได้เลย

ถ้าเป็นจริงอย่างว่า ก็มีคำถามว่า ทำไมประเทศไทยจึงดูเหมือนกำลัง “ถอยหลัง” อย่างนี้เล่าครับ

เมื่อมองเข้าไปในการทำงานจริงๆ นักวิชาการส่วนใหญ่ ยังติดยึดอยู่กับการท่องตำราไปทำงาน ผลงานที่ทำแบบตัวเป็นเกลียว ดูเหมือนจะไม่มีผลสำเร็จอะไรมากนัก

 

สิ่งที่ชาวบ้านทำสำเร็จแบบไม่มี “หลักวิชาการ” กลับมีผลสำเร็จในการทำงานมากกว่า สิ่งที่นักวิชาการใช้ “หลักวิชาการ” เสียอีก

เช่น การใช้ “หลักวิชาการ” ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก็ยังสู้แค่ “ความรู้สึก” ของคนธรรมดาทั่วไปไม่ได้

 

คนที่จบยิ่งสูง ที่น่าจะมี “หลักวิชาการ” มาก กลับยิ่งทำงานได้น้อยลง หรือทำไม่ได้เลย

แล้วเราจะสร้างนักวิชาการไปทำไม

เมื่อผลเชิงประจักษ์ในแทบทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภาค ระดับกิจการ ระดับกิจกรรม เหล่านั้น แทบไม่ได้เกิดจากการใช้หลักวิชาการเลย

แม้จะนำหลักวิชาการมาตามประเมินตามหลัง ก็ยังทำได้ น้อยมาก

นี่ยังไม่ได้พูดถึงการนำหลักวิชาการ “มาสร้างงาน”

 

ตัวอย่างชัดๆ เรื่องแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของท่านในหลวง

 

ชาวบ้านทำสำเร็จ “เชิงประจักษ์” ไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครัวเรือนแล้ว พอที่นำไปใช้เป็นแบบอย่างเป็นสิบปีมาแล้ว

“นักวิชาการ” ที่อ้างตัวเองว่า กำลังทำงานวิจัยและพัฒนาสนับสนุนแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ยังเถียงกันไม่เสร็จเลย ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” แปลว่าอะไร มีกี่ห่วง กี่เงื่อนไข   ยิ่งฟังยิ่งเหนื่อย มากกว่าการทำงานจริงเสียอีก

 หรือ อีกตัวอย่างหนึ่ง

เรื่อง “เกษตรอินทรีย์” ที่ชาวบ้านที่ "ด้อยหลักวิชาการ" พยายามทำมาเป็นสิบๆปี จนสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูง ส่งออกได้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก และมีขับเคลื่อนไปเป็นวาระแห่งชาติแล้ว

เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า จะ

 "ไม่ทำลายตนเอง ไม่ทำลายผู้อื่น และ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม"

ก็ยังมี “นักวิชาการ” บางกลุ่มที่บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากบริษัทค้าสารเคมี พยายามจะขอยกเลิกวาระแห่งชาตินี้เสีย หาว่าขัดความเจริญของชาติ

จึงขอถามแบบง่ายๆ ตรงๆ ว่า

ท่านนักวิชาการผู้ทรงเกียรติ์ทั้งหลาย

·        “ท่านกำลังทำอะไรอยู่ครับ

·        มีความภูมิใจในงานของท่านมากไหมครับ

·        มีอะไรดีกว่าที่กำลังทำอยู่ไหมครับ????”