สวัสดีครับท่านอาจารย์...

    ได้ยินเสียงคนบ่นเลยมาอ่านครับ...สบายดีนะครับ

จริงๆ คนส่วนใหญ่ของประเทศคือชาวบ้านครับ หากชาวบ้านทำแล้วสำเร็จบนหลักวิชาภูมิรู้ในท้องถิ่นของตัวเองก็ให้ชาวบ้านถ่ายทอดกันเองนั่นหล่ะครับ เป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เอางานมาพูด ให้ผลงานพูดด้วยปากของผลงาน จะไปสนใจนักวิชาการทำไมเล่าว่าเค้าจะทำอะไรกัน???? อิอิ เพราะอาจารย์มีคำตอบดีอยู่แล้วครับ

    ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยตัวของชาวบ้านเอง ยั่งยืนที่สุด ยั่งยืนบนประสบการณ์ และมีภูมิคุ้มกัน รู้ทันว่าใครหน้าไหนเข้ามาหาด้วยเหลี่ยมไหน ตามทันอ่านใจคนออก แล้วก็ขับเคลื่อนแนวทางที่ได้จากการเรียนรู้

    ส่วนหากนักวิชาการศึกษาของปลอม อย่างผมก็มัวแต่จำลองอยู่ ซึ่งไ่ม่ใช่ของจริง อย่างที่อาจารย์บอกว่า อาจารย์ชอบของจริงมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ อาจารย์์์บอกว่า การจำลองเป็นการมองเห็นด้วยจิตวิญญาณ ไม่ใช่มองด้วยตาเนื้อ เรามาหาทางให้ชาวบ้านทำการจำลองกันด้วยจิตวิญญาณจะดีกว่าไหมครับ มาสร้างหลักสูตรการจำลองเพื่อศึกษา KM ธรรมชาติ ให้เค้าเข้าถึงแก่นแท้ของ KM ธรรมชาติ น่าจะีดีครับ เพราะจะได้คำตอบเช่นกัน เพราะอดีตผู้นำก็ทำการจำลองกันอย่างที่อาจารย์ว่าเช่นกันครับ ด้วยจินตนาการสูงๆ ได้คำตอบในสมอง ระดับปัญญา

    สำหรับการไปแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมยังเห็นว่า เป็น ข.ไข่ เป็น บ.ใบไม้ และ ป.ปลา เรียงตามลำดับอย่างที่อาจารย์ว่าจะดีกว่าครับ... เลิกแข่งขันกันได้แล้ว หันมาแบ่งปัน พึ่ึงพาเกื้อกูลกันเถิด เพราะสภาพพื้นที่เราต่างๆ กัน แข่งกันยังไง พื้นฐาน หรือต้นทุนก็ต่างกันอยู่ดี สู้แบ่งกันกิน แบ่งกันปลูกดีกว่าครับ เพราะชนะๆ แล้วได้อะไรเหรอครับ  นำเวียดนามแล้วได้อะไรเหรอ... หรือหากเราครองโลกแล้วคนบ้านเราร่ำรวย เราเห็นเพื่อนบ้านยากจนและขอทานเยอะๆ เราจะมีความสุขเหรอครับ??????????????????????????????????

    แข่งขันนั้น เป็นสังคมทุนนิยม....... แบ่งปัน เป็นสังคมนิยม มันอยู่กันคนละขั้ว จะทำอะไรก็รีบทำกันเถิด...ทรายแต่ละเม็ดในตึกใดๆ ทำหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้น คงจะให้ทรายทุกเม็ดมาทำหน้าที่เหมือนกันที่เดียวกัน แล้วเราคงไม่ต้องเรียกหาคำ่ว่าบูรณาการหล่ะครับ.....

    กราบขอบพระคุณมากครับ