โรงพยาบาลเกียวโตไดนีเซกิจิวจิ จังหวัดเกียวโต: การคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้เขียนได้เดินทางไปจังหวัดเกียวโต เพื่อดูความเชื่อมโยงเกี่ยวกับฐานข้อมูลอุบัติเหตุ โดยได้พบกับนายแพทย์คิโยซาวา โนบุอะกะ หัวหน้าแผนกกุมารเวช โรงพยาบาลเกียวโตไดนีเซกิจิวจิ จังหวัดเกียวโต และได้ฟังการบรรยายและนำชมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองผู้บริโภคสรุปได้ดังนี้
โรงพยาบาลเกียวโตไดนีเซกิจิวจิเป็นโรงพยาบาลของส่วนราชการจังหวัดเกียวโต มีหน้าที่เช่นเดียวกับโรงพยาบาลของรัฐทั่วไปในการรักษาเยียวยาแก้ไขและวินิจฉัยโรคตลอดจนแนะนำวิธีการป้องกันอันตรายจากสินค้าและโรคภัย และได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ผู้บริโภคแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นด้วยการให้ข้อมูลอุบัติเหตุซึ่งแพทย์ได้บันทึกในแบบบันทึกแล้วลงในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลวันต่อวันและส่งข้อมูลให้แก่ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคแห่งชาติทุกสัปดาห์
ฐานข้อมูลของโรงพยาบาลนั้นเป็นคนละฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคแห่งชาติ และโรงพยาบาลได้ให้ความร่วมมือแก่ศูนย์ข้อมูลด้วยการให้ข้อมูลเฉพาะแต่ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ที่ได้รับอันตราย อันเนื่องมาจากการใช้สินค้าและบริการเท่านั้น สำหรับข้อมูลอื่น เช่น คนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการทะเลาะวิวาท เป็นต้น ก็จะไม่มีการบันทึกข้อมูลสำหรับศูนย์ข้อมูลผู้บริโภค
ข้อคิดเห็นของผู้เขียน
๑. การเข้าเยี่ยมชมกิจการของโรงพยาบาลของรัฐบาลท้องถิ่นนี้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่นได้ดำเนินการตามความประสงค์ของผู้เขียนในฐานะผู้เสนอโครงการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในนามของหน่วยงานของผู้เขียนต่อรัฐบาลญี่ปุ่น ทั้งนี้ เพื่อต้องการทราบสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมในบรรยากาศการทำงานของแพทย์และพยาบาลในการวินิจฉัยผู้ป่วยผู้ซึ่งมารับบริการทางการแพทย์จากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งแพทย์นอกจากจะเป็นผู้บันทึกประวัติอาการและการรักษาคนไข้ในเวชระเบียนแล้ว ขณะทำการวินิจฉัยจากคนไข้ก็จะทำการบันทึกข้อมูลในแบบรับคำปรึกษาเพื่อบันทึกลงในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลในกรณีที่คนไข้ได้รับบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการใช้สินค้าและบริการ ทั้งนี้ เพื่อส่งข้อมูลให้แก่ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคแห่งชาติเพื่อทราบในเชิงสถิติด้วย
๒. การดำเนินงานทางบริหาร ทางโรงพยาบาลฯ ได้คิดแผ่นโปสเตอร์มีข้อความสรุปได้ว่าการดำเนินการทางการแพทย์ดังกล่าวได้สนับสนุนกิจกรรมศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น ไว้ทั่วไปในโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังได้นำเอกสารของศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคแห่งชาติมาให้บริการแก่ผู้เข้ารับการบริการของโรงพยาบาลอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกัน ให้ความรู้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย
ประเด็นการบันทึกข้อมูลเวชระเบียน แล้วส่งให้สำนักข้อมูลเวชระเบียนกลาง เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ในประเทสไทย แพทยจะบันทึกการรักษาในเวชระเบียนส่วนตน หมายถึง บันทึกในฐานข้อมูลของสถานพยาบาลนั้นๆ ไม่ว่าเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาล นั่นหมายความว่า เมื่อแพทย์ หรือพยาบาลให้การรักษาผู้ป่วยไปอย่างไร และเมื่อบันทึกข้อมูลการให้การรักษาในกระดาษหรือโปรแกรมเวชระเบียนแล้ว ข้อมูลดังกล่าวถูกเก้บในสถานพยาบาลหรือในความครอบครองของแพทย์ผู้ให้การรักษาเท่านั้น อีกทั้งการบันทึกดังกล่าวเป็นการบันทึกฝ่ายเดียวที่ผู้ป่วยไม่มีโอกาสทราบว่า บันทึกตรงกับที่ให้การรักษาไปหรือไม่ ดดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดกรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษา หรือการให้การรักษาโดยประมาทเลินเล่อ ซึ่งเวชระเบียน หรือบันทึกการรักษา เป็นพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารชนิดเดียวที่แสดงขั้นตอนการรักษา และศาลมักเชื่อตามเอกสารดังกล่าว แม้อาจมีการพิสูจน์ทางนิติเวชหรือทางวิทยาศาสตรืเพิ่มเติม แต่บันทึกการรักาากลับมีน้ำหนักรับฟังได้เป็นอย่างดี เมื่อแพทย์ผู้ถูกร้องเรียนหรือผู้ต้องหาใช้ต่อสู้คดี และในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบกับแนวทางที่สภาวิชาชีพแนะนำแพทย์ผู้ถูกร้องเรียนหรือแพทยืที่รู้สึกตัวว่าอาจถูกร้องเรียน คือ "ให้กลับไปทบทวนบันทึกการรักษาทันทีที่รู้สึกว่าอาจมีปัญหากับคนไข้" ดังนั้น การที่บันทึกการรักษาอยู่ในความครอบครองเฉพาะผู้ให้การรักษา ข้อมูลในบันทึกการรักษาอาจถุกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพื่อให้ดูว่า การรักษาเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว ซึ่งฝ่ายผู้เสียหายไม่มีเอกสารใดยืนยัน หรือคู่ขนานให้เห็นว่า ที่บันทึกในเวชระเบียนนั้นตรงกับการให้การรักษาที่แท้จริง ผู้บริโภคด้านการแพทย์จึงเสียเปรียบผู้ประกอบวิชาชีพตลอดมา ดังนั้นการบันทึกการรักษาแล้วและต้องส่งให้สำนักเวชระเบียนกลางนอกจากช่วยให้ทราบถึงสถิติของโรคแล้ว ยังสร้างความยุติะรรมและคุ้มครองผู้บริโภคจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเวชระเบียนอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการแพทย์อีกด้วย
ขอบคุณครับ ที่แวะเวียนเข้ามาครับ
อัครพงษ์