ประเด็นการบันทึกข้อมูลเวชระเบียน แล้วส่งให้สำนักข้อมูลเวชระเบียนกลาง เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ในประเทสไทย แพทยจะบันทึกการรักษาในเวชระเบียนส่วนตน หมายถึง บันทึกในฐานข้อมูลของสถานพยาบาลนั้นๆ ไม่ว่าเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาล นั่นหมายความว่า เมื่อแพทย์ หรือพยาบาลให้การรักษาผู้ป่วยไปอย่างไร และเมื่อบันทึกข้อมูลการให้การรักษาในกระดาษหรือโปรแกรมเวชระเบียนแล้ว ข้อมูลดังกล่าวถูกเก้บในสถานพยาบาลหรือในความครอบครองของแพทย์ผู้ให้การรักษาเท่านั้น อีกทั้งการบันทึกดังกล่าวเป็นการบันทึกฝ่ายเดียวที่ผู้ป่วยไม่มีโอกาสทราบว่า บันทึกตรงกับที่ให้การรักษาไปหรือไม่ ดดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดกรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษา หรือการให้การรักษาโดยประมาทเลินเล่อ ซึ่งเวชระเบียน หรือบันทึกการรักษา เป็นพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารชนิดเดียวที่แสดงขั้นตอนการรักษา และศาลมักเชื่อตามเอกสารดังกล่าว แม้อาจมีการพิสูจน์ทางนิติเวชหรือทางวิทยาศาสตรืเพิ่มเติม แต่บันทึกการรักาากลับมีน้ำหนักรับฟังได้เป็นอย่างดี เมื่อแพทย์ผู้ถูกร้องเรียนหรือผู้ต้องหาใช้ต่อสู้คดี และในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นประกอบกับแนวทางที่สภาวิชาชีพแนะนำแพทย์ผู้ถูกร้องเรียนหรือแพทยืที่รู้สึกตัวว่าอาจถูกร้องเรียน คือ "ให้กลับไปทบทวนบันทึกการรักษาทันทีที่รู้สึกว่าอาจมีปัญหากับคนไข้" ดังนั้น การที่บันทึกการรักษาอยู่ในความครอบครองเฉพาะผู้ให้การรักษา ข้อมูลในบันทึกการรักษาอาจถุกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพื่อให้ดูว่า การรักษาเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว ซึ่งฝ่ายผู้เสียหายไม่มีเอกสารใดยืนยัน หรือคู่ขนานให้เห็นว่า ที่บันทึกในเวชระเบียนนั้นตรงกับการให้การรักษาที่แท้จริง ผู้บริโภคด้านการแพทย์จึงเสียเปรียบผู้ประกอบวิชาชีพตลอดมา ดังนั้นการบันทึกการรักษาแล้วและต้องส่งให้สำนักเวชระเบียนกลางนอกจากช่วยให้ทราบถึงสถิติของโรคแล้ว ยังสร้างความยุติะรรมและคุ้มครองผู้บริโภคจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเวชระเบียนอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการแพทย์อีกด้วย