ยิ่งสูงต้องยิ่งต่ำ
วันนี้ขณะทำงานอยู่ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเดินไปรับโทรศัพท์ จากนั้นก็เดินมาพึมพำจนแว่วเข้าหูว่า ถูกหัวหน้าเขาต่อว่า “อยู่กันมาตั้งนานทำไมจึงจำเสียงหัวหน้าไม่ได้” ผมก็ถามไปว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ท่านนั้นก็บอกผมว่า หัวหน้าโทรศัพท์มาหา แล้วเธอก็ถามไปว่าใครโทรมาคะ เท่านั้นแหละ ก็เลยโดนต่อว่าเลย
สมัยก่อนที่เรายังเป็นคนเล็กๆในหน่วยงานนั้น เวลาติดต่องานที่ไหน เราก็มักจะรายงานตัวก่อนเสมอว่า ผมเป็นใคร ดิฉันคือใคร จะมาติดต่อเรื่องอะไร เวลาผ่านไปเราก็ใหญ่โตขึ้น จากที่ต้องรับงานมาทำตามคำสั่งของหัวหน้า ก็เริ่มสั่งงานลูกน้องบ้าง เสียงที่เคยเบาก็เริ่มดังขึ้นมา มือไม้ก็ชี้นู่นชี้นี้ เหมือนกับหลักสูตรผู้บริหารสั่งสอนมาอย่างนั้น ใครนึกภาพไม่ออกก็กรุณาลองสังเกตรอบตัวครับ จะเห็นพฤติกรรมของหัวหน้าจำพวกที่ผมพูดถึงนี้อยู่เนืองๆ ยิ่งถ้ามีคนกลัว หัวหน้ายิ่งเสียงแข็งและเสียงดัง ยิ่งถ้าสามารถทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีพลังด้วยแล้ว ก็ยิ่งยืดอกเสียงดังมากขึ้นไปอีก โอ้ละหนอ
ผมเองก็เคยพบเห็นสภาพแบบนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็โชคดีอยู่สักหน่อยที่มีโอกาสพบเห็นหลายรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน ก็ถูกรุ่นพี่ใช้อำนาจเข้าใส่ ถูกอาจารย์ตำหนิ (แบบว่าทำต่อหน้าคนไข้บ้าง ต่อหน้าน้องๆนศพ.บ้าง) นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง และผมก็ยังโชคดีมากขึ้นไปอีก ที่ไม่ค่อยยอมใครง่ายๆในเรื่องงี่เง่า หากงี่เง่าทำพี่ใหญ่มา ผมงี่เง่าไม่รู้ไม่ชี้ตอบ ท้ายที่สุดคนที่ใหญ่โตกว่าก็จะไม่ค่อยมายุ่ง (และผมก็มักจะเจริญช้าไปด้วย ฮา) แบบที่ดีก็มีให้พบเห็นมากมาย เป็นต้นว่า ตำหนิเราสองต่อสอง ไม่ให้เราได้รู้สึกอายคนอื่น (อันนี้สรรเสริญ) อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่โทรศัพท์มาหาผมก็จะแนะนำตัวมาทางสายว่า ท่านพูดอยู่นะ อันนี้ผมถือว่าเป็นการให้เกียรติผมอย่างแรง
ผมมีหลักยึดในการใช้ชีวิตที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ใหญ่กว่าง่ายๆอย่างหนึ่งครับ พ่อผมสอนว่า เมื่อยิ่งสูงก็ให้ยิ่งต่ำเข้าไว้ หมายความว่า “ลูกจงอย่ากร่างนะลูกนะ” แรกๆก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันหมายความว่าอย่างไร ตราบเมื่อถูกยกย่องให้เป็นใหญ่ขึ้นบ้าง ก็เริ่มรู้สึกว่า “เราทำได้” ผมหมายความว่า ผมสามารถสั่งและด่าคนได้ จนบางครั้งเกิดอาการลืมตัว ต้องมานั่งนึกตรึกตรองและเก็บไปเสียใจก็มี อย่างเรื่องที่เคยด่าน้อง extern กลางวอร์ด เมื่อหลายปีมาแล้วนั่นปะไร บางทีก็มานั่งนึกว่า ทำไมเราจึงต้องมาแสดงอำนาจใส่กัน ทำไมต้องด่าคนอื่นที่ตำแหน่งเขาด้อยกว่าเรา ก็มีสมมติฐานส่วนตัวว่า การด่า การแสดงความกร่าง ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่มีอำนาจ เราชอบความยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ นั่นอาจจะใช่ แต่ในวงเล็บก็คือ ต่อหน้าเท่านั้นนะครับ มีใครเคยคิดบ้างไหม ว่าหลังการด่าไปนั้น ท่านจะเป็นขี้ปากชาวบ้านชาวช่องไปอีกนาน การปกครองด้วยอำนาจไม่ยั่งยืนไปกว่าการปกครองด้วยบารมี
ทุกวันนี้ผมต้องฝึกตัวเองอยู่เสมอที่จะไม่กร่างต่อผู้ร่วมงานที่อาวุโสน้อยกว่า อย่าด่าลูกน้องต่อหน้าคนอื่น เวลาโทรศัพท์ไปหาใคร ต้องรายงานตัวต่อปลายสายเสมอว่าเราเป็นใคร ตอนนี้ก็เลยติดนิสัย โทรไปติดต่องานทั้งในหรือนอกราชการก็จะบอกเขาเสมอว่า ผมคือใคร บางทียังมานั่งนึกขำอยู่เลย มีครั้งหนึ่ง โทรไปติดต่อเรื่องโทรศัพท์มือถือ ก็รายงานตัวกับพนักงานรับสาย เขาคงมานั่งขำเรานะว่า บอกทำไมวะ (ฮ่า ฮ่า: อันนี้ผมหัวเราะตัวเองเมื่อวางสายไปแล้ว)
ทุกวันนี้ก็พยายามสอนรุ่นน้องหรือนักเรียนว่า เวลาติดต่อไปที่ไหน ก็จงพยายามรายงานตัวต่อปลายสาย นั่นเป็นการให้เกียรติเขาด้วยเช่นเดียวกัน
เอ๊ะ มันเกี่ยวกันยังไง
วันนี้ขณะทำงานอยู่ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเดินไปรับโทรศัพท์ จากนั้นก็เดินมาพึมพำจนแว่วเข้าหูว่า ถูกหัวหน้าเขาต่อว่า “อยู่กันมาตั้งนานทำไมจึงจำเสียงหัวหน้าไม่ได้” ผมก็ถามไปว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ท่านนั้นก็บอกผมว่า หัวหน้าโทรศัพท์มาหา แล้วเธอก็ถามไปว่าใครโทรมาคะ เท่านั้นแหละ ก็เลยโดนต่อว่าเลย ได้ยินดังนั้นผมก็เกิดอาการฉุนกึ๊ก ว่าพี่ท่านซวยจัง ทำไมแค่ถามว่าใครโทรมาก็ถูกด่าซะแล้ว (ตำหนิครับ แค่ถูกตำหนิ เขาไม่ได้ถูกด่า แต่สำหรับผม คนเป็นลูกน้องเขารู้สึกครับ ว่าถูกด่าเต็มแรง) เลยนึกไปถึงคำพ่อสอน “ยิ่งสูง เราต้องยิ่งต่ำเข้าไว้นะลูก” จงเจียมตัว อย่ากร่าง ทำตัวให้ลูกน้องรักและไว้ใจ ทำให้เขาทำงานให้เราด้วยความสมัครใจไม่ใช่จำยอม ปกครองเขาด้วยบารมี อย่าด้วยเพราะอำนาจ ฉะนั้น ยิ่งสูงต้องยิ่งต่ำ เอวังก็ประการฉะนี้ สาธุ
ปล. ยังสาบานกับตัวเองอีกด้วยว่า ถ้ามีเป็นใหญ่เป็นโต เช่น เป็น สส. สว. สท. อบต. กกต. ฯลฯ จะไม่อนุญาตให้ใครมาปิดลิฟต์เพื่อรอผมมาขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ฮ่า ฮ่า (ชาตินี้มันคงเป็นได้กระมัง)
เสียงจากโทรศัพท์ต่างรุ่นต่างยี่ห้อไม่แปลกที่จะจำเสียงกันไม่ได้ครับ ผมก็ชอบที่จะบอกคนรับสายเสมอว่าผมชื่ออะไรที่โทรมาครับ
ได้แง่คิดดีมากๆครับอาจารย์
สวัสดีครับพ่อลูก(แม่)จัน
ผมถือว่าเป็นมารยาทที่ดีมากเลยครับที่จะแจ้งปลายสายว่าเราคือใคร อย่าสำคัญตนผิดคิดว่าใครๆก็รู้จักเรา
สวัสดีครับคุณกวินทรากร
ผมยังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเลยครับ
พี่แดงครับ
ตามสบายครับ blog นี่ไม่มีลิขสิทธิ์มิใช่หรือ ฮา
หัวหน้าคนนั้นไม่ได้รับความนับถือจากลูกน้องแน่นอน เป็นหัวหน้าภาษาอะไรพูดไม่นึกถึงจิตใจของลูกน้อง
คนเราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันครับ ไม่ว่าอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม
ปล.ผมเบื่อระบบอาวุโส ผู้ใหญ่ที่สมองเยาวชนยังมี
ผมว่า คนที่เป็นหัวหน้า ควรให้ความเป็นกันเองกับลูกน้องบ้างก็ได้นะครับ ลูกน้องจะได้ทำงานด้วยความสบายใจ และเชื่อใจกัน ดีกว่านะครับ
สวัสดีค่ะ
ชอบใจกับข้อความที่ว่า "ยิ่งสูงต้องยิ่งต่ำ"
จะนำมาแขวนเตือนจิต เตือนใจไว้ค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ
พออ่านจบบทความ "ยิ่งสูงต้องยิ่งต่ำ" รู้สึกตรงใจมากค่ะ เพราะเจอบ่อยๆคนประเภทนี้ตอนเป็นสามัญชนน่าเคารพยิ่งนักเป็นกันเอง พอตำแหน่งสูงขึ้นก็ประกาศว่า "เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นหัวหน้า......นะ"
สวัสดีครับคุณหมอ
บันทึกนี้โดนใจจริงๆครับ
ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเล็กน้อย
ผมอนุมัติให้หัวหน้าคนนั้นออกไปจากชีวิตของผมทันที เมื่อเขาพูดประโยคนี้ต่อหน้าลูกน้องของผม "ถ้าคุณใช้สมองเยอะกว่านี้ ลูกน้องของคุณคงไม่สมองขนาดนี้หรอก" ถ้าด่าผมแรงๆผมไม่ว่า ผมเลยตัดสินใจลาออกไปใช้สมองเล็กๆ ของผม ด้วยความปรารถนาดีต่อองค์กรเหมือนเดิมไปช่วยที่อื่นดีกว่า อิอิ
2 บ ที่ผมระลึกเสมอ คือ บารมี และ บริวาร
ใจที่มีเมตตานำมาซึ่งบริวาร
---
ยิ่งสูงไม่ใช่ยิ่งหนาว เหรอครับ อิอิ
สวัสดีครับ aonjung
ผู้ใหญ่สมองเยาวชนนั้นมีให้พบเห็นมากมาย หลายครั้งอาจทำให้เรารำคาญใจได้ แต่อย่าเอาไปคิดมากมายครับ เดี๋ยวแก่เร็ว
อย่างผมนี่ หมดจากการเขียนบทความนี้แล้ว ก็จะ (พยายาม)ไม่เอามาคิดในหัวอีก เจออีกครั้งก็ ใส่บาตรไปครับ
สวัสดีครับ jumpzz
เราคงบอกให้หัวหน้าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้หรอกครับ
แต่เราต้องปรับตัวปรับใจครับ ยอมรับมันเสีย ทำงานของเราไป
ผมโชคดีอย่างหนึ่ง ทนได้ทน ทนไม่ได้ก็ไม่ต้องทน ฮ่า ฮ่า (แล้วจะไปทำอะไรต่ออีกวะ)
สวัสดีครับ บ้านของเรา
เอาไปแขวนได้เลยครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์
คุณต้นข้าว
คราวหลังก็ตอบไปสิครับว่า "ไม่ทราบครับ รู้แต่ว่าผมเป็นลูกน้องครับ...พ๊ม"
สวัสดีครับ ข้ามสีทันดร
แบบนั้นมันช่างบีบคั้นหัวใจเสียเหลือเกิน เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ "กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน"
เรามันเป็นพวกไหนกันน๊าาาา
หนูทำไม่ได้อ่ะพี่แป๊ะ
ตั้งแต่เกิดมาหนูยังไม่เคยเกินเมตรครึ่งเลยยย