ระวัง...เด็กขอทานกำลังจะกลับมา
จากการได้ชมข่าวรายงานพิเศษ จากทีวี ช่อง ไทย พีบี เอส พบว่าเขตชายแดนด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีขอทานชาวเขมร ที่ปล่อยให้เด้กโต อั้มเด็กตัวเล็กๆในการขอทาน และแขกท่องเที่ยวจะเกิดความสงสารและให้เงินกับเด็กเหล่านี้อยู่เสอมๆ ทำให้ขอทานแสวงหาการขอทานแบบนี้ และเมื่อนักข่าวสอบถามหญิงรายหนึ่งว่า ได้ปล่อยให้คนมาเช่าลูกตนเองไปอุ้มขอทาน เพราะสาเหตุเกิดจากความยากจน และเคลื่อนย้ายเข้ามาหากินตามเขตชายแดนเป็นจำนวนมาก เห็นภาพแล้วเป็นสิ่งที่สะท้อนใจ การนำเด็กมาแสวงหาผลประโยชน์ ตามข่าวที่รายงาน
ฉะนั้นนักท่องเที่ยว จะไม่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจขอทานขยายไปได้อย่างไร เพียงแค่เจตนาดี ความสงสาร นำไปสู่รูปแบบการนำเด็กมาเป็นเครื่องมื่อ การทำมาหากินของคนเหล่านี้
หนึ่งในปัญหาที่ยังแก้ไม่หมดคือ เด็กขอทาน ซึ่งมีบ้างที่ หายหน้าหายตา ไปแต่สักพัก ก็มานั่งขอทานใหม่
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา บอกถึงข้อเท็จจริงว่า กว่า 90% ขอทานมาจากประเทศกัมพูชาเพราะระยะทางไม่ไกลกันนัก มีอายุตั้งแต่แรกเกิด จนถึง 10 ปี หากโตเกินกว่านั้นแล้ว ย่อมหมดความน่าสงสารไม่อาจทำรายได้ให้แก่ธุรกิจขอทาน
เมื่อส่วนใหญ่มิใช่ เด็กไทย แต่ทำไมการเดินทางข้ามประเทศเข้ามา หากิน จึงง่ายนัก เรื่องนี้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้อมูลคนหายฯชี้แจงว่า การนำเข้าเด็กขอทานนั้นไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนเลย เพราะระยะทางเพียงแค่ 200 กว่ากิโลเมตรจากชายแดนด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก็เข้าสู่ตัวเมืองหลวงของไทยได้อย่างง่ายดาย
เส้นทางขนเด็กขอทานนั้น เอกลักษณ์แจกแจงว่า 1.ทางรถยนต์ ซึ่งเป็นวิธียอดนิยม โดยสนนราคาที่ 1,500-3,000 บาทต่อหญิงและเด็ก 1 คู่ ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาพการตรวจตราที่เข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในเส้นทางจากตลาดโรงเกลือถึงจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีขบวนการขนคนรอดสายตาไปได้ แต่ยุทธวิธี กองทัพมด ที่จอดรถเดินเท้าอ้อมผ่านด่านตรวจก็ยังคงเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ และใช้ได้เสมออย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน
2.ทางรถไฟ เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะสามารถขนคนเข้ามายังกรุงเทพมหานครได้อย่างสะดวก ทั้งๆ ที่บนขบวนรถไฟมีเจ้าหน้าที่รถไฟ และตำรวจรถไฟ คอยตรวจตราอย่างเข้มงวด
หญิงขอทานคนหนึ่งบอกว่า สามารถซื้อตั๋วรถไฟจากช่องจำหน่ายตั๋วได้ด้วยตัวเอง สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟอรัญประเทศที่บอกว่า ใครมีเงินมาซื้อก็ขายทั้งนั้น และหญิงขอทานยังบอกอีกด้วยว่า เธอต้องเตรียมเงินจำนวนหนึ่งไว้จ่ายค่าผ่านทางบนรถไฟ
3.รถโดยสาร ซึ่งปกติหากรถโดยสารประจำทางที่แล่นจากอรัญประเทศเข้ากรุงเทพมหานคร ต้องหยุดตรวจค้นและแสดงบัตรประชาชนของผู้โดยสารทุกครั้ง แต่มีรถโดยสารประเภทหนึ่งที่วิ่งรับนักท่องเที่ยวจากบ่อนกาสิโนเข้ามายังกรุงเทพฯ ที่ไม่ต้องหยุดตรวจ และไม่เฉพาะนักเล่นการพนันเท่านั้นที่สามารถขึ้นได้ แต่ทุกคนที่มีเงินจ่ายค่าโดยสาร ก็สามารถเดินทางมากับรถโดยสารคันนี้ได้ทั้งนั้น
เส้นทางที่ง่ายดายเหลือเกินส่งผลให้เด็กขอทานยังคงเป็นปัญหา ซึ่งเอกลักษณ์บอกด้วยว่า คนในสังคมสามารถช่วยเหลือเด็กขอทานได้ ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติ โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปให้ความช่วยเหลือเด็กขอทานคนนั้นแทนการให้เงิน เพราะเป็นการช่วยเหลือเด็กอย่างถูกวิธีและยั่งยืนที่สุด ขณะที่ฝ่ายรัฐ ศูนย์ประชาบดีควรมีบทบาทเชิงรุกมากกว่าการรับแจ้งเพื่อประสานงานไปยังตำรวจท้องที่เกิดเหตุอีกต่อหนึ่ง ซึ่งนั่นเหมือนเป็นการโยนข้อมูลของพลเมืองดีทิ้งลงถังขยะจนแทบไม่มีประโยชน์
หากไม่สกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะปราบปรามอีกกี่ครั้ง เด็กขอทาน ก็ยังมีให้พบเห็นเกลื่อนเมือง
หน้า 25
เฮ้อ...พูดถึงเรื่องขอทานทีไร
หนิงจะโดนมองเป็นนางมารทุกทีนะพี่นงค์ ยกตัวอย่างเช่น ขอทานที่มากับตลาดนัด ทุกวันอังคาร-พฤหัส ที่ตลาดน้อยอ่ะค่ะ
แม้ว่าเราจะทำงานกับคนพิการแต่เราไม่สนับสนุนให้มีคนพิการขอทานอ่ะค่ะ เราพยายามพัฒนาศักยภาพของผู้พิการเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอิสระ มีสัมมาชีพ ลดภาระภาวะพึ่งพิงผู้อื่นค่ะ
จริงอยู่ว่าคนพิการบางรายอาจจะมีความพิการรุนแรง แต่เชื่อไหมคะว่า หนิงเจอคนพิการระดับรุนแรงที่ สามารถขยับได้แค่พยักหน้าและเป่าลม แต่เขาก็ไม่ท้อถอยจนได้รับการยอมรับเป็นประธานศูนย์ดำรงชีวิตอิสระของจังหวัดหนึ่งค่ะ แถมสามารถขยายสาขาศูนย์ดำรงชีวิตอิสระไปได้อีก 2-3 อำเภอ
ข้ออ้างว่าพิการแล้วจึงต้องมาขอทาน จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายใช่ไหมคะพี่นงค์
หนิงจะแนะนำน้องนิสิตที่รู้จัก(หรือสามารถตักเตือนได้)ว่า อย่าทำทานกับขอทาน จริงอยู่ว่าไม่มีใครอยากจะขอทานหรอก แต่ปัจจุบันนี้ อาชีพขอทานเป็นอาชีพไปแล้ว ตามหลัก Demand-supply เมื่อมีคนให้ ก็จะมีคนมาขอ กลายเป็นว่าใช้ช่องของความสงสาร ความเอื้ออาทรของคนไทย
หนิงจะแนะนำว่า ถ้ามีจิตกุศลอยากทำทานจริงๆ ควรให้เป็นสิ่งของที่จำเป็นตามอัตภาพ (ซื้ออาหาร เสื้อผ้าหรือให้ค่ารถ ตามที่เขาจำเป็น) การทำทานกับมิจฉาชีพไม่เกิดกุศลค่ะ
แต่หลายๆคนไม่เข้าใจและอ้างว่าไม่มีเวลาสืบค้นตามหรอก ทำทานก็คือทาน คือการให้ไม่หวังผลตอบแทน เพราะฉะนั้นเขาจะทำ จะให้ขอทานต่อไป เพราะเขาคิดว่าน่าสงสารกว่าเขา
หนิง(นางมาร) ก็สืบหาข้อมูลต่อ ทราบว่า ขอทานพิการที่มาทำการในตลาดน้อยนั้น จริงๆแล้วเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากเราเลย แถมเงินที่ได้ไม่ได้เอาไปซื้อข้าวหรือสิ่งจำเป็นเพื่อดำรงชีพ เขาถือว่านั่นคือรายได้ที่เขาหามาได้(จากการขอ) เขาจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ซื้อความต้องการ มอมเมาตนเอง ดื่มสุราทุกวันเลยค่ะ (ที่มาอ้างอิงได้จาก รปภ.เรานะคะ)
การเดินทางเขามาทำการที่ตลาดน้อยเป็นประจำนั้น จ้างคนนำมาส่ง (เพราะเขาพิการเดินทางลำบากและไม่เห็นเห็นเขาพยายามเดินทางหรือใช้เครื่องช่วยเลยค่ะ ) มีคนนำมาวางไว้และ มาอุ้มกลับแบ่งเงินกัน เป็นอาชีพไงคะ
บ่นมากแล้ว...
ก่อนนะคะ
สวัสดีค่ะ
pa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ]
เป็นภาพที่ไม่อยากเจอ เพราะวัยของเขจะต้องอยู่ในอ้อมอกของพ่อแม่ ครอบครัว แต่เหตุไฉน จะต้องมาอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายมาก
สวัสดีค่ะคุณ
DSS "work with disability" ( หนิง )
เห็นด้วยค่ะ คือ ควรให้เป็นสิ่งของที่จำเป็นตามอัตภาพ (ซื้ออาหาร เสื้อผ้าหรือให้ค่ารถ ตามที่เขาจำเป็น)
ยิ่งมาทราบเบื้องหลังแล้ว น่าเก็บไปคิด ไตร่ตรองมาก และ ผู้เกี่ยวข้อง อาจจะต้องส่งเสริมให้เขาได้มีงานทำ ตามศักยภาพของเขาเอง จะเกิดประโยชน์มากกว่า
สวัสดีค่ะอ.
ขจิต ฝอยทอง