หลังจากเสร็จการทำเวทีชาวบ้านไป ผมเพิ่งรู้ว่ามีคนสองคนที่เกิดอาการเครียดขึ้น คือ ท่านคณบดีและบอมอมะ (เมื่อผมมาเจอท่านอีกทีวันนี้) สาเหตุง่ายๆ ครับคือ ทั้งสองรู้สึกว่า คำตอบที่ได้จากเมื่อวานยังไม่ตอบโจทย์ที่โครงการตั้งไว้ ซึ่งมองต่างมุมกับผม เนื่องจากผมไม่มีคำตอบที่อยากได้ (ก็แหง่ล่ะ ผมไม่ได้ร่วมคิดโจทย์) ผมมีความสุขกับการได้เรียนรู้จากชุมชนถึงปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นจากความคิดของเขาและการดำเนินการจริงของเขา ผมไม่ได้คิดว่า ชาวบ้านจะคิดถูกทุกเรื่อง แต่การได้รู้ว่าเขาคิดอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราจะสามารถหาวิธีการแก้ไขที่ได้ผลกว่า เพราะเมื่อเราเข้าใจวิธีคิดของชุมชน วิธีการแก้ไขต่อไปก็ง่ายขึ้น
โจทย์เดิมที่เจ้าของโครงการคิดว่าคือ "บทบาทของผู้ชายต่อการดูแลการตั้งครรถ์ของภรรยา โดยสันนิธานว่า ผู้ชายไม่ค่อยสนใจและรับรู้ ร่วมกันดูแลครรภ์" แต่ในการสนทนากลุ่มย่อย โดยเฉพาะในกลุ่มผม กลับมีภาพที่นำเสนอว่า ไม่ใช่ว่าผู้ชายไม่สนใจ แต่เป็นเพราะการที่คู่สมรสต้องร่วมกันทำมาหากิน ออกจากบ้านแต่เช้าด้วยกัน กลับมาก็เย็นค่ำ เป็นการบีบคั้นทางเศรษฐกิจมากกว่า และชุมชนมองว่า ที่เป็นอยู่ถือว่าเป็นการให้การดูแลที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว มุมนี้ต่างกันมากครับคนสาธารณสุข (ผมได้รับข้อมูลเพิ่มระหว่างการทานกาแฟร่วมกับตัวแทนสาธารณสุขในเช้าวันนี้) ที่มองว่า การดูแลการตั้งครรภ์ทำได้ไม่ดี (ติดลบทุกข้อเลยครับ เมื่อดูสถิติ) ผมเลยสรุปในวงสนทนาว่า ที่ผมคุยกับชุมชนๆ มองคนละประเด็นกับสาธารณสุข งั้นแสดงว่า 1) ชุมชนมีความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อนจากความถูกต้องหรือเปล่า 2) ชุมชนขาดความตื่นตัวกับข้อมูลที่ได้รับหรือเปล่า (โดยเฉพาะสถิติติดลบที่สาธารณสุขมี) 3) ชุมชนมีข้อจำกัดอื่นในการปฏิบัติตามแนวทางของสาธารณสุขหรือเปล่า ซึ่งข้อจำกัดนั้นสาธารณสุขมองไม่เห็น เลยตีเป้าผิดไปที่ว่า ผู้ชายไม่ค่อยดูแลหญิงตั้งครรถ์
วันที่สองเริ่มด้วยการนำเสนอผลจากเมื่อวานครับ มันจึงทำให้ผมมั่นใจในข้อสรุปในใจผมมากขึ้น ผมขอเปรียบเทียบให้ฟังเล่นๆ นะครับ 1) คนกรุงเทพ ผู้ชายลงมาเปิดประตูรถให้ผู้หญิง คิดเล่น คนบ้านผมทำอย่างนั้นหรือเปล่า 2) คนกรุงเทพ ผู้ชายตักแกงใส่จานข้าวของผู้หญิง คนบ้านผมทำหรือเปล่า 3) คนกรุงเทพ เดินควงแขนกันระหว่างสามีภรรยา คนบ้านผมทำอย่างนั้นเป็นขี้ปากชาวบ้านแย่เลย ฮาฮาฮา
บริบทมันต่างกันครับ การที่ผู้หญิงไปอนามัยคนเดียวเพื่อตรวจครรภ์ ซึ่งเป็นภาพที่ผิดจากคนกรุงที่ไปหมอ สามีต้องไปให้กำลังใจด้วย ไม่ใช่ว่าคนบ้านนอกอย่างผมจะไม่รักภรรยา แต่แค่ไม่อยากบ้าจี้เท่านั้นเอง บริบทที่ต่างกันนี้ถูกทดสอบด้วยคำถามของท่านอาจารย์สุกรี หลังปูเต๊ะ คณบดีของผมที่ถามชาวบ้านว่า มีใครจำวันแต่งงานได้กี่คน (เล่นถามคนอายุเฉลี่ยที่ 50 ปี ฮาฮา) สรุปว่ามีเพียงท่านเดียวที่จำได้ ผมเลยแหย่ไปว่า แล้วท่านคณบดีจำได้หรือเปล่า ท่านตอบจำได้สิ วันสำคัญ ผมเลยถามผมเองว่า จำได้หรือเปล่า และได้คำตอบว่า เออ. วันที่ 28 หรือ 30 แล้วหว่าตู ที่แน่ๆ ลืมไปแล้วว่าแต่งปี พ.ศ.อะไร (แฮะแฮะ เพราะรู้สึกว่า เพิ่งแต่งปีนี้เองเสมอเลย) ส่วนเดือนแต่งจำได้ครับ เพราะตรงกับเดือนเกิดผมพอดี

ช่วงบ่ายได้ คุณอามีเนาะ (ผมลืมตำแหน่งหน้าที่ท่านไปแล้วครับ ที่จำได้คือทำงานสาธารณสุข) มาร่วมพูดคุย ซึ่งแน่นอนครับท่านนำเสนอมุมมองของผู้หญิงที่เข้ารับบริการที่อนามัยเมาะมาวีว่ามีอะไรบ้างที่บ่นถึงผู้ชายที่เป็นสามี แต่จากการเสนอแนวคิดกลับจากฝ่ายชายจะเห็นได้ว่า มันเป็นมุมมองที่ต่างคนต่างมองเท่านั้นเอง มิได้เป็นเครื่องหมายถึงความไม่สนใจของฝ่ายชาย ซึ่งอันนี้แหละมีผมเคยเสนอไปว่า เวทีที่นำความต้องการของแต่ละฝ่ายมาวางรวบไว้บนโต๊ะแล้วเคลียร์กันจะทำให้ทุกคนเข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งได้ อีกทั้งเกิดแนวทางแห่งความสมานฉันท์ด้วย

เวทีชาวบ้านครั้งนี้ ผมพบความโดดเด่นของผู้ชายในชุมชนนี้หลายเรื่องครับ ที่สำคัญๆ เช่น การกล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งทำให้เวทีนี้ได้รับข้อมูลที่หลากหลายและเป็นประโยชน์มาก (หรืออาจเป็นเพราะเวทีนี้ใช้ภาษามลายูถึง 95 เปอร์เซนต์ก็ไม่ทราบ) มีการจดบันทึกของผู้เข้าร่วม อันนี้แปลกตามากครับ ผมทำเวทีกับชาวบ้านมาก็เยอะครับ ส่วนใหญ่ถนัดคุยและพูดแบบอิสระ มีไม่กี่คนที่จดบันทึก แต่พบว่าเวทีนี้ส่วนใหญ่จดที่ได้ฟัง และจดสิ่งที่อยากจะพูด แล้วก็พูดในประเด็นที่จดไว้ น่าสนใจครับ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ส่วนใหญ่มีกรอบของความรู้ทางศาสนา และพยายามอธิบายปรากฏการณ์ด้วยแนวคิดทางศาสนาครับ

การนั่งฟังตลอดงาน ทำให้ผมสามารถสรุปเป็นกลยุทธการพัฒนางานด้านสาธารณสุขสำหรับชุมชนตำบลเมาะมาวี ได้หลายข้อครับ พร้อมกันนั้นในทุกข้อจะปรากฏเป้าหมายอย่างชัดเจน วิสัยทัศน์ของกลยุทธการพัฒนาสุขอนามัยของแม่และเด็กได้ว่า "ขับเคลื่อนทุกหน่วยในชุมชนเพื่อการเสริมสร้างสุขอนามัยแม่และเด็กที่ยั่งยืนด้วยศาสนาและหัวใจ" ความหมายง่ายๆ คือ ทำให้ทุกหน่วยขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ทิศทางเดียวกัน และยึดหลักการเดียวกันคือ ศาสนาและความผูกพันในชุมชน แล้วการสุขอนามัยจะเกิดขึ้นในชุมชนอย่างยั่งยืน
ผมเกิดความคิดอีกหลายเรื่องครับ ได้เสนอท่านคณบดีไปเรื่องหนึ่ง ปรากฏท่านตอบว่า อาจารย์ไปพัฒนาโครงการวิจัยมาเลย แล้วทำเลย ฮือฮือ ผมแค่คิดครับ แต่ทำขออีกทีหนึ่งครับ เพราะแค่ตอนนี้ผมก็อยากได้วันเพิ่มจากเจ็ดวันต่อสัปดาห์เป็นสิบวันต่อสัปดาห์แล้วครับ แต่ผมคงไม่เก็บไว้แค่คิดครับ ขอเวลาหาทีมก่อนแล้วเดินต่อ
โอ้อย่างนี้ใช่เลย กระบวนการสร้างสังคมสันติสุขที่ผมแสดงหา อย่างนี้ต้องเชิญอาจากมาเป็นวิทยากร Storytelling ซะหน่อยแล้วครับ ถอดบทเรียนเก่งดี
จริงของอาจารย์นะคะ ความยั่งยืนต้องมาจากความผูกพัน อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ ดีใจด้วยนะคะ ที่ได้งานเพิ่มมาอีก :-))
มาเยี่ยม เป็นการสนทนาใกล้ตัวเลยนะครับ...
ระหว่างสามีกับภรรยา...
เอ๊ะ...ผมก็จำไม่ได้แล้ว แต่รู้สึกว่าเพิ่งแต่งงานไปไว ๆ นี้เอง..ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณมากครับ1. ลุงเอก 2. pa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ] และ
3. umi
อายจังเลยครับคำชมของลุงเอก ยิ่งให้เป็นวิทยากรยิ่งอายมากอีก ผมประเภทลูกทุ่งครับ ตอยมวยวัดเป็นส่วนใหญ่
การแก้ปัญหาต้องด้วยหัวใจ ด้วยรักและผูกพันกัน คำพูดนี้ชาวบ้านคนหนึ่งนำเสนอ แล้วท่านก็ย้ำอีกรอบหนึ่งว่านี้คือสิ่งที่อยากบอกผู้จัด ผมเลย
คำพูดนี้ เอ๊ะ...ผมก็จำไม่ได้แล้ว แต่รู้สึกว่าเพิ่งแต่งงานไปไว ๆ นี้ พูดบ่อยๆ ภรรยารักเพิ่มทุกวันครับ