การฟังเป็นนั้น คือฟังอย่างไร?

           สุ จิ ปุ ลิ คือ หัวใจนักปราชญ์ ดังที่เราทุกคนได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก  

สุ คือ สุต หรือ โสต หมายถึง ฟัง   

จิ คือ จิต หมายถึง คิด  

ปุ คือ ปุจฉา หมายถึง ถาม 

ลิ คือ ลิขิต หมายถึง จด 

          ฟัง คิด ถาม และจด จึงเป็นหัวใจของนักปราชญ์  

          ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะเรื่องการฟัง อันเป็นข้อแรกของหัวใจนักปราชญ์ที่นักศึกษาทุกคนควรหมั่นฝึกฝนในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ ฟังเป็น จะเป็นที่รักที่ชื่นชมของคนใกล้ชิดและคนอื่นๆ ในสังคม

          การ ฟังเป็น นั้น คือการฟังอย่างไร?

1.      ฟังอย่างไม่ด่วนสรุป การชะลอการตัดสินคำพูดและความคิดของผู้อื่นทำให้ใจเราเปิด เราจะ ได้ยิน และเข้าใจความหมายที่ผู้พูดต้องการสื่อออกมาได้แจ่มแจ้งขึ้น ราจะ ได้ยินในแบบที่เราอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน นั่นคือ เราจะได้ยินสิ่งที่คนอื่นพูดอย่างแท้จริงนอกจากนี้ การไม่ด่วนวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ด่วนตัดสิน ยังช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจกันในการสนทนา 

2.      ฟังลึก ฟังทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบในสิ่งที่คนอื่นพูด ไม่โจมตีความคิดที่ไม่เห็นด้วย นั่นคือ ฟังโดยไม่ต้องไปให้คุณค่าว่าดีหรือเลว น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ แต่ละคน ฟัง เพื่อให้ ได้ยิน ทั้ง ความหมาย (meaning) ที่แท้จริงที่แต่ละคนสื่อ และทั้ง ความหมาย ที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างผู้สนทนา นั่นคือหากมีการฟังอย่างลึกแล้ว เราอาจจะพบสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ ที่ผู้สนทนาร่วมกันสร้างขึ้น

3.      ฟังไปค้นหาตัวเองไปด้วยขณะฟังเราแต่ละคนเห็นโลกตามความคิดและข้อสมมุติฐานที่เรามี เราจึงพบเสมอว่าคนอื่นมองเราไม่เหมือนอย่างที่เรามองตัวเอง หรือตรงกันข้าม เราเห็นตัวเขาไม่เหมือนอย่างที่เขาเห็นตัวเอง เราแสดงออกต่อคนอื่นตามที่เราเห็น โดยที่เราเองไม่ทันคิดถึงความคิดหรือข้อสมมุติฐานที่อยู่ในตัวเรา การเรียนรู้ที่จะค้นให้พบความคิดและข้อสมมุติฐานของตัวเองทำได้โดยการฝึกสังเกตตัวเอง ไล่ให้ทันความคิดของตัวเอง ในทางศาสนาเรียกว่า การมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะโดยชะลอกระบวนการคิดให้ช้าลงเพื่อให้สามารถสังเกตความคิดและความรู้สึกของตัวเองขณะที่กำลังก่อตัวขึ้น การสังเกตเห็นความคิดและความรู้สึกของตัวเองจะทำให้เราสามารถมองโลกแตกต่างออกไป เห็นตัวเองและโลกอย่างที่เป็นจริงมากขึ้นและจะทำให้เราเคารพคนอื่น ยอมรับคนอื่น แม้กระทั่งคนที่คิดต่างจากเรา ทุกคนที่แตกต่างกันนั้นล้วนสามารถมีส่วนในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ได้

4.      ฟังอย่างติดตามตรวจตราและไตร่ตรอง เมื่อเราไม่เข้าใจในความหมายที่คนอื่นพูด เราสอบถามเพื่อหาคำตอบอย่างบริสุทธิ์ใจที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการค้นหาและเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งต่างจากการตั้งคำถามเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ที่จะทำให้ผู้ร่วมสนทนารู้สึกถูกคุกคาม ไม่ปลอดภัย แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อขุดความคิดความเห็นที่ใหม่ๆ ที่อยู่ลึกลงไปขึ้นมา เป็นคำถามที่ช่วยให้ทุกคนในกลุ่มได้ไตร่ตรองและพัฒนาความเข้าใจร่วมกันไปด้วย การไตร่ตรองนั้นนำมาสู่ การเรียนรู้ เสมอ

          การ ฟังเป็น มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล ผู้ใดสามารถสร้างอุปนิสัยการฟังเพื่อความเข้าใจชีวิตและโลกอย่างลึกซึ้งตามที่กล่าวมานี้ให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ก็จะพบกับความสุขความเจริญในชีวิต.

(สรุปจากแนวคิดการสนทนาแบบโบห์มใน http://gotoknow.org/blog/inspiring/171782?page=1)