เมื่อวานนี้ได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนๆก่อนฝนจะหล่นเมล็ด ยังนึกชมว่าฝนแรกนี้ดีจัง ที่ไม่มีพายุรุนแรง ทำให้ไฟฟ้าดับ ..ให้เกิดคำถาม เธออยู่ไหนเมื่อไฟดับ? ด้วยความดีใจเข้านอนแต่หัวค่ำ ตื่นมากลางดึก ได้กลิ่นดินกลิ่นฝน..กลิ่นแห่งความเย็นชื่นลอยผ่านหน้าต่างมาทักมาย นั่งสูดดมกลิ่นที่มวลชีวิตเฝ้ารอและวิงวอนหา

ตื่นแต่เช้าไปทักทายต้นโน้นต้นนี่ ดูอะไรๆมีชีวิตชีวาสดใสขึ้นทันตา ใบไม้ผลิแตกใบอ่อนช่วงแค่ค่ำคืนเดียว น้ำฝนนี่น้ำอำมฤตแท้ๆ เปรียบเสมือนน้ำมนต์วิเศษ สลัดโดนตรงไหน ตรงนั้นเขียวสดใสทันใด แสดงว่าความร้อน ความแล้ง ความชุ่มฉ่ำต่างเกื้อกูลกัน

ช่วงสายๆมาถึงบ่าย อากาศร้อนชื้น น้ำฝนเหือดแห้งลงผิวดิน เป็นเพราะแล้งแห้งมานาน ผืนดินยังไม่ชุ่มน้ำจึงดูดซับความชื้นไว้ในอัตราเร่งด่วน ผมนึกถึงคำเล่าฮู ที่ว่าคนอีสานเก็บน้ำไว้ในต้นไม้ แสดงว่าเมื่อคืนนี้ ใบไม้ทุกใบ ลำต้นไม้ทุกต้น ได้ทำหน้าที่เขื่อนธรรมชาติ ดูดซับน้ำไปเก็บไว้ในประมาณเท่าใดก็บ่ฮู้ เข้าใจว่าน่าจะมีคนทำวิจัยเรื่องนี้ แต่ผมยังค้นไปไม่ถึง ได้แต่รำพึงรำพัน

เย็นมา ในขณะนี้ เสียงฟ้าคะนอง ประจุไฟฟ้าร้องกระแทกกันในระหว่างหมู่เมฆ ถ้าลักษณะนี้ฟ้าจะพิโรธเสียแล้ว  ความแปรปรวนตั้งเค้าห่างเราออกไป ลมนำกลิ่นชื้นพัดโชยเข้ามา เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังลั่นสั่นสะเทือน จากเสียงหึ่งครวญคราง เปลี่ยนเป็นคำรามเปรี้ยงปร้าง ไฟฟ้าดับบ่อย ขออนุญาตไปถอดปลักทีวี ตู้เย็น ก่อนนะตาหวาน

ถ้าคืนนี้ไฟฟ้าดับ จะทำยังไงหนอ

จะหลับตาลงไปได้อย่างไร ได้เมื่อยังไม่ได้อ่านBlog

ถึงจะจุดเทียนไข ก็ไม่สามารถส่องไปถึงBlogอยู่ดี

เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำใจในข้อจำกัดต่างๆ

บางคนอยู่กับระบบไฟฟ้าเสถียร

แต่ก็ไม่เคยเขียน-อ่าน-Blog

เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์

เลือกที่ จะดิ้น จะสร้าง จะรับเงื่อนไข

ได้คำถามใหม่?

วันนี้เราอยู่กับเงื่อนไขอะไร?

เงื่อนไขของใคร?

รึเงื่อนไขของเรา?

จะมีใครสักที่คน ที่พูดได้ว่า

หัวใจนี้ไม่มีเงื่อนไข อิ อิ.