ผมอ่านเจอข่าวเปิดตัว University Plaza ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่แล้ว (ข่าว) สมองก็แล่นวูบว่าเดี๋ยวต้องเจอ "ใครสักคน" มาตื่นเต้นตกใจให้ผมได้ยินว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เราต้องปรับตัวอย่างโน้นอย่างนี้เพื่อแย่งชิง "ลูกค้า" กันแล้ว
เวลาผมได้ยินใครเรียกนักศึกษาว่า "ลูกค้า" นี่ผมแขนขาหมดแรงทุกทีครับ
คือต้องทำตัวแขนขาหมดแรง เพราะถ้าแขนขามีแรงผมจะพาลตบโต๊ะไปได้ง่ายๆ ด้วยความเซ็งจับขั้วสะดือ
เมื่อมหาวิทยาลัยหาดใหญ่เปิดตัว University Plaza มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษครับ แค่ทำสิ่งที่ควรทำให้ดีก็เพียงพอแล้ว
สิ่งที่เป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์คือ "คุณภาพ" ครับ
สิ่งที่เราควรปรับตัวคือปรับตัวให้คุณภาพดียิ่งๆ ขึ้นครับ ลดละเลิกเรื่องในเชิงปริมาณออกให้หมดเราก็จะมีจุดแข็งที่มหาวิทยาลัยไหนก็สู้ไม่ได้
ตึกใหญ่ๆ ใช้เงินซื้อได้ แต่คุณภาพใช้เงินซื้อไม่ได้ครับ
หากอาจารย์เรามีไม่พอ เราก็ไม่ต้องเปิดรับนักศึกษาเพิ่ม
เช่น หากเรามีศักยภาพสร้างนักศึกษา 50 คนต่อหลักสูตรได้เป็นบุคลากรชั้นนำในวิทยาการด้านนั้นๆ ของประเทศ ก็อย่าเปิดรับหลักสูตรนั้นเป็น 100 คนแล้วได้บัณฑิตที่คุณภาพต่ำลงเพราะอาจารย์ไม่สามารถดูแลนักศึกษาในจำนวนขนาดนั้นได้
ไม่ต้องไปเปิดหลักสูตรนานาชาติแข่งกับเขา ถ้าเราไม่มีบุคลากรที่สามารถสอนในภาษาต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพ
ใครจะเปิดหลักสูตรนานาชาติก็ช่างเขา เอาเป็นว่าถ้าเราเปิดเมื่อไหร่ บัณฑิตของเราต้องมีความสามารถใช้ภาษาต่างประเทศอย่างฉาดฉานได้จริงก็พอ
ถ้ายังทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเปิด แค่นี้ล่ะ
ไม่ต้องส่งเสริมนโยบาย "จ่ายครบจบแน่" เพราะบัณฑิตทุกคนที่จบออกไปนั้นแบกป้าย "สงขลานครินทร์" ไปตลอดชีวิต ป้ายสงขลานครินทร์นั้นต้องเป็นของดีที่ใช้เงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ครับ
ไม่ต้องกลัวว่าไม่มีหลักสูตรพิเศษให้อาจารย์สอนแล้วอาจารย์จะแห่ไปสอนพิเศษให้มหาวิทยาลัยอื่นหมด แสดงว่าอาจารย์เขามีทางหารายได้ของเขาอยู่แล้ว จะไปต้องกังวลให้เขาทำไม
รายได้จากค่าลงทะเบียนควรเป็นรายได้จำนวนน้อยของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่รายได้หลัก เราต้องจ้างนักศึกษาเรียนไม่ใช่ให้นักศึกษาจ่ายเงินเพื่อเรียน
คำว่า "คุ้มทุน" ไม่ควรอยู่ในสารบบการประชุมเปิดหลักสูตรในมหาวิทยาลัย
ฯลฯ
ผมรู้ละครับ ว่าพูดง่าย ทำยาก และนี่เป็นความเห็นจากคนที่ไม่เคยทำงานบริหาร (และปฎิเสธที่จะทำ) ดังนั้นบันทึกนี้ไม่ได้มีสาระอะไรมากมายมากไปกว่าใครบางคนบ่นเพราะอากาศมันร้อนครับ
สวัสดีครับอาจารย์
ที่กรุงเทพผมได้ยินเขาพูดประโยคนี้มาหลายปีแล้วครับ...ได้แต่อึ้ง...เพราะเขาทำจริง ๆ น่าสงสารการศึกษาไทยนะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์
แวะมาแสดงความชอบใจในหลาย ๆ วลีที่อาจารย์ได้เขียนไว้ครับ
"... ตึกใหญ่ๆ ใช้เงินซื้อได้ แต่คุณภาพใช้เงินซื้อไม่ได้ ..."
"... หากเรามีศักยภาพสร้างนักศึกษา 50 คนต่อหลักสูตรได้เป็นบุคลากรชั้นนำในวิทยาการด้านนั้นๆ ของประเทศ ก็อย่าเปิดรับหลักสูตรนั้นเป็น 100 คนแล้วได้บัณฑิตที่คุณภาพต่ำลงเพราะอาจารย์ไม่สามารถดูแลนักศึกษาในจำนวนขนาดนั้นได้ ..."
"... ไม่ต้องไปเปิดหลักสูตรนานาชาติแข่งกับเขา ถ้าเราไม่มีบุคลากรที่สามารถสอนในภาษาต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพ ..."
นี่คือ สิ่งที่สมควรทำครับ คือ คุณภาพ ที่ต้องเหนือว่า ปริมาณ ..
อยากตะโกนบอกคนแถว ๆ มหาวิทยาลัยผมจัง
ขอบคุณครับอาจารย์ :)
แวะมาอ่านเพราะชอบแนวคิดค่ะ
เห้นด้วยกับ อ.พี่Wasawat Deemarn นะคะ อยากตะโกนบอกดังๆไปถึง ระบบการศึกษาไทยเลยค่ะ อิอิ
เราน่าจะเปลี่ยนระบบความคิดกันนู้นเลยนะคะ หนูว่า ไม่งั้น คุณภาพก็จะถูกปริมาณเหยียบจนจมดินเพราะ ไม่มีที่ยืน (ฮา)
คำว่า "คุ้มทุน" ไม่ควรอยู่ในสารบบการประชุมเปิดหลักสูตรในมหาวิทยาลัย
อันนี้ที่มหาวิทยาลัยผมมีค่อยมีพูดกันครับ ตอนนี้ที่พูดกันบ่อยคือ ใช้หนี้อย่างไร ในขนาดที่นักศึกษามีโอกาสในการเข้ามาศึกษา
เคยมีนักศึกษามายื่นใบลาออกเนื่องจากไม่มีเงินเรียน แต่มักจะไม่ได้รับอนุมัติให้ออก เนื่องจากท่านอธิการบดีไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ทุกคนต้องมีโอกาสได้เรียน ในบริบทของคุณภาพ ไม่ใช่การสงเคราะห์
แนวคิดของเดมมิง ว่าอะไรบ้าง...