จบบริบูรณ์สำหรับวิจัยสถาบัน

 

 สรุปกิจกรรมที่ผ่านพ้นไปตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

ช่วงที่  1 http://gotoknow.org/blog/nareejuti/148693

ช่วงที่  2     http://gotoknow.org/blog/nareejuti/156256 

ช่วงที่  3     http://gotoknow.org/blog/nareejuti/163773

ช่วงที่  4     http://gotoknow.org/blog/nareejuti/170591

 

     ในที่สุดวันที่ต้องฝึกนำเสนอผลงานวิจัยก็มาถึง  หลังจากที่คร่ำเครียดในการทำวิจัยสถาบัน  ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ในการเก็บแบบสอบถามรวบรวมข้อมูลดิบและนำมาวิเคราะห์ข้อมูล  ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลได้อบรมไปแล้วในช่วงที่  3  (http://gotoknow.org/blog/nareejuti/163773)และได้ลุยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก  SPSS  ประมาณกลางๆ  เดือนกุมภาพันธ์  คีย์ข้อมูลไป  พักไป  นอนไป  จนเสร็จสักที  แล้วก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์แต่เนื่องด้วยเวลาที่จำกัด  ใจก็กังวลว่าจะทำเสร็จทันวันที่  10  มีนาคม  2551  หรือเปล่า  เพราะว่าเป็นวันที่จะต้องไปฝึกนำเสนอผลงานวิจัย  บวกกับวันที่  3-7  มีนาคม  2551  ต้องเดินทางไปศึกษาดูงาน   ประเทศเวียดนาม  (http://gotoknow.org/blog/nareejuti/170499ก่อนไปทำเสร็จแต่ไม่สมบูรณ์ดีเท่าไหร่ แต่พอดีมาอ่านบล็อกของสายลมที่หวังดี  (http://gotoknow.org/blog/year/169543)เข้าไปอ่านคอมเมนต์เห็นคุณสาทิตย์บอกว่าไม่จำเป็นต้องทำเสร็จ  ทำได้แค่ไหนก็นำไปเสนอเพียงเท่านั้น  เห็นแล้วผู้เขียนเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาทันที   พอกลับจากเวียดนามก็ใช้เวลาอย่างคุ้มค่านั่งทำพอยเวอร์สำหรับเตรียมนำเสนอในที่สุดก็ทำเสร็จพร้อมนำเสนอ  ซึ่งผู้เขียนได้นำข้อมูลดิบที่ได้ไปวิเคราะห์ออกมาเสร็จแบบไฟล้นก้นนิดหน่อย  ซึ่งนิสัยไม่ดีสักเท่าไหร่  ไม่ควรเอาแบบอย่าง

       และแล้ว  ช่วงที่  4  การนำเสนอผลงานวิจัย   ภูแก้ว  รีสอร์ท อ.เขาค้อ  จ.เพชรบูรณ์ก็มาถึง  (10-11  มีนาคม  2551)  โดยมีอธิการบดีเป็นผู้กล่าวเปิดงาน  และให้กำลังใจและชื่นชมเจ้าหน้าที่  และถ้ามีโอกาสทำให้อะไรทำซะวันนี้  วิจัยสถาบันจะเป็นตัวพัฒนางานส่วนต่างๆ  เวลาทำงานให้คิดว่าทำแล้วได้อะไรกับงานวิจัยที่ทำ  เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรของเรา  

ก่อนจะเผชิญชะตากรรมตามที่สายลมที่หวังดีบอก  ขอคลายเครียดกันสักหน่อย

 

เช้าวันที่  11  มีนาคม  2551  ก่อนฝึกนำเสนอขอถ่ายรูปเก็บบรรยากาศสวยๆของภูแก้วมาให้ดูกันค่ะ  คลายเครียดกันหน่อย

วันที่  11  มีนาคม  2551 เจอเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมต่างบอกกันว่าไม่นำเสนอได้ไหม  บางคนก็บอกว่าอายจังที่จะนำเสนอ  บางคนก็บอกว่ากรรมการเห็นต้องวิพากษ์สุดยอดแน่ๆ  แต่พอถึงวันนำเสนอจริงๆ  ทีแรกผู้เขียนเองใจก็เต้นตุ๊มๆ  ต่อมๆ  ที่ต้องนำเสนอ  เพราะว่ากลัวว่าผลงานที่ทำจะไม่ดี  แต่หลังจากที่ได้นำเสนอไปได้ฟังวิทยากร  (รศ.ดร.รัตนะ  บัวสนธ์)  วิพากษ์ก็รู้สึกว่าอาจารย์ให้คำแนะนำเป็นอย่างดี  ว่าส่วนไหนควรปรับปรุงและแก้ไขบ้าง  ท้ายสุดอาจารย์รัตนะ  ก็ได้ให้กำลังใจและพูดถึงผู้ที่ทำวิจัยสถาบันทุกคนว่า  รู้สึกดีใจที่ทุกคนทำวิจัยสถาบัน  การทำวิจัยสถาบันนั้นต้องให้ความหมายนิยามศัพท์ที่ชัดเจน  เขียนตามสิ่งที่เราทำจริงๆ  คิดยังไรก็ให้เขียนไปตามนั้น  เกณฑ์การแปลความหมายของค่าต้องชัดเจน  การนำเสนอผลงานนั้นสิ่งที่ผู้วิจัยสถาบันต้องนำเสนอคือข้อมูลพื้นฐาน และยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักในการดึงนำมาเสนอข้อมูล  และการนำเสนอนั้นควรจะนำเสนอเป็นกราฟจะน่าสนใจ  และเลือกสีกราฟหรือแผนภูมิโทนร้อน  เพื่อทำให้การนำเสนอไม่น่าง่วง  และการอภิปราย  ข้อเสนอแนะนั้นจะเป็นส่วนสำคัญเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนางาน  เขียนเน้นข้อค้นพบของการทำวิจัย  เขียนให้ดีและคม  และเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์ในเชิงนโยบายเพื่อนำไปดำเนินงานต่อไป  

และอย่าท้อ  ครั้งแรกจะดูยุ่งยากสำหรับผู้ที่เริ่มต้นการทำวิจัยสถาบัน  แต่พอครั้งต่อไปจะคิดแบบเป็นระบบมีข้อมูลและรู้ว่างานวิจัยมีคุณค่าใช้โอกาสได้ทำอย่างต่อเนื่อง

รับวุฒิบัตรการผ่านอบรม อย่างภาคภูมิใจ

ฟังแบบนี้แล้ว  ผู้เขียนเองก็กลับมาคิดเหมือนกันว่า  “ทำให้เราคิดเป็นระบบหรอ”  คงจะจริง  ทำให้เราคิดเป็นระบบขึ้นรู้จักการวางแผนในการทำงาน  ต่อไปคงจะต้องเตรียมทำรายงานฉบับสมบูรณ์  

และในช่วงสุดท้าย  ทางอาจารย์วลุลี  โพธิรังสิยากร  ได้บรรยายพิเศษ  ประสบการณ์การทำวิจัยสถาบัน และการนำเสนอผลงานวิจัยไปตีพิมพ์  ทำให้ได้รับแนวทางและแนวคิดของอาจารย์  คิดใหญ่ แต่เริ่มจากจุดเล็กๆ  และทำมัน

 

จบบริบูรณ์