ผมยืนยันว่า ผมไม่ใช่ “คนโตที่เล็กไม่เป็น” ชีวิตสัมผัสมาครบแล้วทั้งการเป็นลูกน้องและหัวหน้า ผมไม่ใช่คนติดยึดลาภยศ ... และก็ไม่ประสงค์ขึ้นหิ้งให้กราบไหว้

มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ตัดสินใจลาออก..
เสียดายจัง ..
จะไปอยู่ที่ไหน ..
ดีเหมือนกันจะได้มีเวลาให้กับครอบครัว ..
ดีเหมือนกันจะได้ให้โอกาสคนอื่น ๆ ได้แสดงฝีมือ

….

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำถาม หรือแม้แต่คำเปรยบ่นเกี่ยวกับผมในช่วงนี้  
ทันทีที่ข่าวการลาออกจากการรักษาการหัวหน้ากลุ่มงานกิจกรรมนิสิตแพร่สะพัดไป   ผมก็ต้องตอบคำถามกับผู้คนอยู่มากพอสมควร   ทั้งในระดับบุคลากรและนิสิต


มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ตัดสินใจลาออก..
(เพราะในความเป็นจริงคนจำนวนมากก็ล้วนอยากเป็นหัวหน้าและมีบทบาททางสังคมกันทั้งนั้น)
เสียดายจัง ..
(เพราะงานกำลังรุดหน้า  มีกิจกรรมดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย)
จะไปอยู่ที่ไหน ..
(เพราะมีอะไรท้าทายให้ทำมากกว่านี้อีกหรือ)
ดีเหมือนกันจะได้มีเวลาให้กับครอบครัว ..
(เพราะเหนื่อยมานาน  สงสารลูกเมีย)
ดีเหมือนกันจะได้ให้โอกาสให้คนอื่น ๆ ได้แสดงฝีมือ
(เพราะคนเก่ง ๆ ก็รอโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง)

……

 
การลาออกของผมได้รับการอนุมัติเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์  ผมกลายเป็นคนที่เคว้งราวกับคนตกงาน  เดินไปเดินมาอย่างอึดอัด  พูดให้ตัวเองดูดีหน่อยก็คือ  คนเคยทำงาน พอไม่มีอะไรให้ทำก็เกิดอาการ “ลงแดง”  ไปเฉย ๆ

ก่อนหน้านี้ผมถูกผู้บังคับบัญชาถามแบบเป็นกันเองว่า …  จะไปทำอะไร …  จะให้ใครมาทำแทน …เรามีตัวเลือกที่ดีกว่านี้อีกหรือ …  เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันได้หรือเปล่า

ทุกคำถามฟังดูดีหมด  แต่คำถามหลังนั้นทำเอาผมรู้สึกผิดกับการตัดสินใจของตนเอง จนต้องยิ้มแบบแห้ง ๆ  เพราะไม่คิดว่าจะต้องได้ยินคำพูดในทำนองนั้น   และอันที่จริงมันก็ไม่มีนัยยะใดที่เลวร้ายนักหรอก  เพราะมันหมายถึงว่า  ผมโตเกินกว่าที่จะถอยไปเป็น “ลูกน้อง”   และคนที่จะมาบริหารงานในตำแหน่งนี้แทนอาจจะรู้สึกอึดอัดอยู่มาก  เพราะต้องไม่ลืมว่า “งานเดิม ๆ”  ที่สร้างไว้นั้นมันกลายเป็น “เสือ”  คำรามลั่นอย่างน่าชัง  จนอาจทำให้หลายคนที่อยากจะมาสู่เก้าอี้ตัวนี้หวาดหวั่นใจอยู่บ้างกระมังว่าจะ “ขับเคลื่อนและต่อยอด”  สิ่งต่าง ๆ ได้สักกี่มากน้อย  และมีความพร้อมพอที่จะสร้างงานใหม่ ๆ  ได้หรือเปล่า ?


ผมเชื่อว่าใครก็สามารถทำได้  ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับโอกาสกี่มากน้อยเท่านั้นเอง   และโอกาสนั้นก็หมายถึงบทบาท  สถานะในการบริหารจัดการ  (อำนาจ)  และโอกาสจากคนร่วมงานที่พร้อมจะเปิดใจให้เขาได้ก้าวเข้าไปแสดงศักยภาพกี่มากน้อยเป็นสำคัญ  ยิ่งหากติดยึดกับสิ่งเดิม ๆ ..วัฒนธรรมเดิม ๆ ที่หัวหน้าคนก่อนได้สร้างไว้ก็มีหวังตีลังกาลงคลองอย่างไม่เป็นท่า !

แต่อย่างไรก็ตาม   ผมว่าระบบคิดแบบเดิม ๆ  ในแบบราชการไทยก็ดูจะเป็นอุปสรรคของการพัฒนางานอยู่มาก    การจะได้มาซึ่งหัวหน้าสักคนต้องมานับนิ้วดูความอาวุโสทางอายุเป็นที่ตั้ง  คนใหม่ ๆ  ไฟแรงมีวิสัยทัศน์    และมีความพร้อมกลับไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น  แต่ที่ดูเลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ   คนที่อาวุโสเยอะ ๆ  ก็ลำบากใจที่จะอยู่ใต้บังคับบัญชาของคนที่อายุน้อยกว่าตนเอง  ซะงั้นไป   (ผมว่า คนที่คิดเช่นนี้แย่มาก ๆ )  ทำตัวเหมือน "คนโตที่เล็กไม่เป็น" 

 

ด้วยความสัตย์จริง -
การก้าวออกมาของผมในวันนี้  เป็นการก้าวออกมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้ก้าวหน้า  มิใช่การก้าวออกมาเพราะมีปัญหาในระบบการบริหาร   และที่สำคัญก็คือ .. ผมอิ่มตัว  และรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองจำเป็นต้องพัก  (พักทั้งทางกายและทางสังคม)  เพื่อให้คนอื่นได้มีเวทีแห่งการเรียนรู้อย่างมี “ตัวตน”  โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับความเป็นผมอีกต่อไป  …

แต่สิ่งที่ผมไม่สบายใจมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ   ยังไม่มีความชัดเจนว่าผมควรต้องอยู่ในจุดใด …  ผู้บังคับบัญชาคิดว่าผมยังต้องสร้างงานใหม่และสานงานเก่าต่อไป   แต่ก็คิดหนักว่าแล้วใครล่ะจะกล้ามาเป็นหัวหน้าผม   และนั่นก็คือความหมายของเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้   หรือ  ใครล่ะจะกล้ามาเป็นหัวหน้าของคนที่ทำอะไร ๆ ได้มากกว่าตัวเอง  (ประมาณนั้น)


ไม่รู้สิ,
ผมยืนยันว่า  ผมไม่ใช่ “คนโตที่เล็กไม่เป็น”   ชีวิตสัมผัสมาครบแล้วทั้งการเป็นลูกน้องและหัวหน้า  ผมไม่ใช่คนติดยึดลาภยศ ... และก็ไม่ประสงค์ขึ้นหิ้งให้กราบไหว้  เพราะยังไงก็เชื่อมั่นในตัวเองว่า  ยังทำอะไรได้มากกว่าการไปนั่งบนหิ้งในแบบ “วันต่อวัน”

 

ไม่รู้สิ,
ผมไม่ใช่มาเฟีย  แต่ถ้าจะเป็นมาเฟีย   ก็ไม่มีเหตุผลใดนอกจากสังคมนั่นแหละที่สถาปนาให้เป็น  และการสร้างงานในแต่ละครั้ง   ก็ไม่เคยคิดว่าสร้างมาเพื่อแข่งขันกับคนก่อน ๆ  แต่ทำเพราะอยากให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประโยชน์กับองค์กร   ไม่ใช่ทำเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้ตนเอง  หรือสร้างมาเพื่อย้ำให้เห็นความอ่อนด้อยของการบริหารงานในยุคก่อนหน้าของตนเอง


ไม่รู้สิ,
ขอให้ผมเป็นคนธรรมดา ๆ  คนหนึ่งเสียทีเถอะ  และขอให้คนที่จะมากล้าที่จะมา  หรือกล้าที่จะอยู่ถ้ำเดียวกับผมอย่างสบายใจ   เพราะผมมันคนโตทีเล็กได้ ..  หรือถ้าไม่สบายใจนัก  ผมก็พร้อมที่จะออกจากถ้ำนี้ไป  เพื่อให้ขุนพลท่านใหม่ได้ทำอะไรต่อมิอะไรอย่างไม่เคอะเขิน  ขอเพียงอะไรดีก็ต่อยอด ..อะไรไม่ดีก็ยกเลิกและแก้ไข  อะไรใหม่ก็นำมาพัฒนา   ….ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย  จนที่สุดแล้วก็เข้าทำนอง  “คนเคลื่อน ..งานจบ !”

นั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรต้องขบคิดและติดยึด  มิใช่มาติดยึดอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง …

ผมเหนื่อยใจ  จริง ๆ