ซึ่งเราก็ทำได้ไม่เต็มที่และต่อเนื่องมากนักเพราะมีหลายๆ ปัจจัยที่ยังไม่เอื้อต่อการทำงานนอกกรอบมากนักในระบบการทำงานปกติ

         เมื่อวาน( 4 มีนาคม  2551) ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่ อบต.ยางสูง  อำเภอขาณุวรลักษบุรี  เพื่อร่วมประชุมคณะทำงานโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และท้องถิ่น  ผ่านเส้นทางสายกำแพงเพชร-ท่ามะเขือ (สายในที่เลียบแม่น้ำปิง) ซึ่งพื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์  เห็นเกษตรกรที่ปลูกส้มเขียวหวานกำลังตัดต้นส้มเขียวหวานทิ้งแล้วให้รู้สึกใจหายครับ  เลยเก็บภาพมาบันทึกแลกเปลี่ยนผ่านบล็อกนี้

          ส้มเขียวหวานเมื่อประมาณ ปี 2542 มีการนำพืชชนิดนี้เข้ามาปลูกกันบ้างแล้ว  โดยเกษตรกรที่นำมาปลูกส่วนมากจะเป็นเกษตรกรที่ย้ายฐานการปลูกมาจากจังหวัดปทุมธานี  ทั้งมาซื้อและเช่าที่นาเพื่อปลูกส้มเขียวหวาน  เมื่อเกษตรกรรายใหญ่ที่ทำการปลูกแล้วได้ผลดี เพียงปีที่ 3 ส้มเขียวหวานก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว  เกษตรกรในพื้นที่เดิมซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพทำนา  ต่างก็เฮโล ลงมือลงแรงปลูกส้มเขียวหวานกันเป็นการใหญ่นับแสนไร่ 

          การแสของการปลูกส้มเขียวหวานช่วงนั้นกำลังมาแรง  เหล่านักส่งเสริมก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ แม้ไม่ส่งเสริมเกษตรกรก็ปรับเปลี่ยนกันไปเองตามกระแส  เพราะรายได้และตัวเงินที่วาดฝันไว้มันช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน  ในตอนนั้นถึงกลับมีการตำหนินักส่งเสริมการเกษตรของจังหวัดกำแพงเพชรกันว่า  ทำไมไม่ทำการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกส้มเขียวหวานกันให้มากๆ เพราะรายได้ของส้มเขียวหวาน 1 ต้น  มากว่าการทำนา 1 ไร่ (เอาเข้านั่น)

          ช่วงนั้นพวกเราก็ไม่ได้นิ่งดูดาย CKO ตอนนั้นก็ใส่ใจที่จะดูแลเกษตรกรรายย่อยที่ลงมือปลูกส้มเขียวหวานตามเกษตรกรรายใหญ่ๆ กันเยอะแล้ว  ได้มีการจัดประชุมเกษตรกรผู้ปลูกส้มครั้งแรกที่โรงเรียนวังแขมวิทยา  ตำบลวังแขม  อำเภอคลองขลุง  ได้เชิญนักวิชาการเรื่องส้มมาให้ข้อคิดเห็น  ข้อเสนอแนะ  และชี้แนะถึงกระบวนการปลูกและดูแลรักษาให้แก่เกษตรกร  เพราะตระหนักดีว่าเกษตรกรในจังหวัดกำแพงเพชรตอนนั้นยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการปลูกส้มเขียวหวาน  เพียงแต่ปลูกตามๆ กันเท่านั้นเอง  นอกจากนั้นยังได้เชิญนักวิชาการเรื่องส้มเขียวหวานมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกรอีกหลายๆ ครั้งในเวลาต่อมา

       หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก  พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรก็ไม่ได้หยุดนิ่ง  ต่างลงพื้นที่เพื่อจัดกระบวนการการเรียนรู้เกี่ยวกับส้มเขียวหวาน โดยได้นำร่องกันที่ตำบลยางสูง อำเภอขาณุวรลักษบุรี เริ่มจากงานวิจัยและการทำวิทยานิพนธ์ของพี่สายัณห์  ปิกวงค์  และได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องมาอีกหลายปี ร่วมกับนักส่งเสริมจากส่วนกลางหลายๆ ท่าน แม้จะไม่มีโครงการหรืองบประมาณสนับสนุน  ซึ่งเราก็ทำได้ไม่เต็มที่และต่อเนื่องมากนักเพราะมีหลายๆ ปัจจัยที่ยังไม่เอื้อต่อการทำงานนอกกรอบมากนักในระบบการทำงานปกติ

        จากการลงพื้นที่ได้พบหลากหลายสาเหตุในช่วงนั้นอันเป็นสัญญาณบอกว่า อนาคตข้างหน้าส้มเขียวหวานน่าจะเป็นพืชที่มีปัญหาในอนาคตแน่นอนไม่ว่าจะเป็น

  • อาการของต้นส้มที่เกิดจากโรคกรีนนิ่ง  (โรคนี้โด่งดังมากที่รังสิต) เริ่มมีต้นส้มแสดงอาการให้เห็น  เหตุผลหนึ่งเท่าที่ได้ทราบจากเกษตรกร  ก็เพราะว่าการใช้ต้นพันธุ์จากแหล่งที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว  กรณีนี้เกษตรกรไม่ทราบเลย  แต่ต่างก็ได้ลงมือปลูกกันไปเกือบหมดแล้ว
  • ด้านตลาดการรับซื้อ สวนใหญ่ๆ ที่ทำอยู่ส่วนมากจะมีแผงหรือตลาดประจำอยู่แล้ว แต่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มี

        ยังมีประเด็นอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นความรู้  และการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ฯลฯ เฉพาะ 2 ข้อที่กล่าวมานี้ก็คิดว่าน่าจะสาหัสมากพอ   ปัจุบันนี้ปัญหาทั้ง 2 ข้อดังกล่าวได้ส่งผลของมันออกมาแล้ว 

         ถึงวันนี้พบว่าเกษตรกรรายแรกๆ และเกษตรกรรายย่อยที่ปลูกส้มเขียวหวาน  ต่างก็ได้ทิ้งสวนส้มกันไปมากรายแล้ว ทราบว่าบางอำเภอจากเรือนหมื่นไร่ เหลือเพียงเรือนพันไร่เท่านั้น  ที่มีทุนก็โค่นทิ้ง  กลบร่องเพื่อเตรียมการไปปลูกพืชชนิดใหม่ (เหมือนภาพด้านบนนี้)  บ้างก็ปลูกพืชใหม่กันไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา  มันสำปะหลัง  กล้วยไข่  ฯลฯ  และก็มีอีกหลายรายที่ไม่สามารถทำอะไรได้ในช่วงนี้เพราะขาดเงินทุน  เคยได้ยินเกษตรกรผู้ปลูกส้มรายใหญ่พูดว่า ปัจจุบันทำนา 1 ไร่ ดีกว่าปลูกส้ม 50 ไร่ 555 (เพราะว่าไม่ต้องแบกภาระหนี้สิน)

         เมื่อเดือนมกราคมนักส่งเสริมการเกษตรของจังหวัดกำแพงเพชรได้จัดเวทีเสวนาเรื่องกล้วยไข่ และการปลูกมันสำปะหลังเพื่อเตรียมตัวให้ทันกับการปรับเปลี่ยนหันไปปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกร  และวันที่ 19-20 มีนาคม  2551 นี้ พวกเรานักส่งเสริมการเกษตร ก็จะเสวนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการผลิตจากส้มเขียวหวานไปเป็นกิจกรรมอื่น(ที่ประสบความสำเร็จแล้วในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ)  อย่างน้อยก็จะเป็นข้อมูลเพื่อไปแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรที่กำลังคิดที่จะหันไปทำกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ ทดแทนการปลูกส้มเขียวหวาน

          ที่บันทึกมานี้ ไม่ได้จะต้องการที่จะบอกว่าปัญหานี้เกิดเพราะใคร  หรือใครผิด-ใครถูก  เพียงแต่จะสะท้อนภาพให้เห็นว่างานส่งเสริมการเกษตรนั้น(ในฐานะคนที่มีอาชีพเป็นนักส่งเสริมการเกษตร) น่าจะถึงเวลาปรับรูปแบบกันบ้าง(บ้าง...ก็ยังดี) อาทิ

  • ไม่ควรจะมีกรอบของคน-บทบาทหน้าที่ที่ล็อคตายตัว คนมาก-น้อย น่าจะขึ้นอยู่กับพื้นที่และอาชีพการเกษตร  น่าจะมีความยึดหยุ่นมากว่านี้ (ยกตัวอย่างตัวผมเองจะเข้าไปทำงานด้านพืชไม่ได้เพราะอยู่ฝ่ายพัฒนาคน-สถาบัน   ที่ทำอยู่ทุกวันนี้เพราะสำนึกได้เองว่าควรจะทำ)
  • งาน-กิจกรรมในยุคนี้ น่าจะไม่มีรูปแบบที่สำเร็จรูปตายตัว (เสื้อโหล) มาแจกให้ใส่เหมือนๆ กันในทุกพื้นที่
  • กิจกรรมหรืองาน  น่าจะมีที่มาจากพื้นที่หรือชุมชนในพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก เพื่อให้เหมาะสมกับการพัฒนาอาชีพของแต่ละภูมิภาคมากว่ามาจากข้างนอก  (โดยเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง-ไม่ใช่แบบเทียมๆ)
  • กิจกรรมควรต่อเนื่อง ไม่หยุดหรือจบกันเฉพาะปีงบประมาณ (เวลา,เงิน) เพราะบางกิจกรรมต้องลงมือทำ-เรียนรู้และพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง
  • ยอมรับความคิดและงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จากคนทำงานในพื้นที่ (ที่เป็นรูปธรรม-การเปลี่ยนแปลง-เกิดประโยชน์จริงแก่เกษตรกรมาแล้ว) มากกว่าปัจจุบัน  แล้วนำไปเป็นแนวทางหรือทางเลือก- ลปรร. เพื่อพัฒนางานส่งเสริมซึ่งกันและกัน
  • งานส่งเสริมน่าจะทำงานเป็นระบบ  ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะของการทำงานวิจัยและพัฒนา หรือ วิจัยในงานประจำ  ฯลฯ และยอมรับในแนวทางการทำงานที่ว่านี้ที่มีอยู่แล้วให้มากกว่านี้
  • หาแนวทางในการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตร (บางส่วน) โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนแนวคิดและเป้าหมายการทำงานเพื่อสังคมให้มากๆ 
  • เปลี่ยนความคิดจากการทำงานตามโครงการที่ถูกสั่งให้ทำ(รอคอยโครงการ) มาเป็นคิดงานเอง วัดผลของการทำงานอย่างจริงจัง
  • เพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน น่าจะมีการเสริมหนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • ฯลฯ  ช่วยต่อเติมให้หน่อยครับ

          มิเช่นนั้น ก็จะเกิดเหตุการณ์เหมือนที่ผมเล่ามาข้างต้นอย่างมิรู้จบ   (อาจจะมีตัวอย่างจากที่อื่นๆ อีกมากที่เรายังไม่มีโอกาสได้รับรู้)  เกษตรกรต้องพบกับปัญหาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น  นี่ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรตามมาซ้ำเติมเกษตรกรปลูกส้มเขียวหวานกันอีก

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ

วีรยุทธ  สมป่าสัก  5 มีนาคม  2551