การท่องเที่ยวเป็นดาบสองคมก็จริง หากแต่เราได้วางแผนการรับมือที่ดี เราก็จะได้รับผลที่ดีจากการท่องเที่ยวนั้น กระบวนการทางปัญญาเป็นทางเลือกในการพัฒนาชุมชน ถึงแม้ผลที่ได้จะช้าไม่เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น แต่หากเราถามถึงเรื่อง "ความยั่งยืน" นั้น ผมว่าเรามาถูกทาง

๑.

กระบวนการทำงานของผมอาจเหมือนทุกครั้งที่ผมเคยนำเสนอผ่านบันทึกเก่าๆของผมแต่ประสบการณ์ใหม่ๆรวมถึงการเรียนรู้ที่ได้รับแต่ละเวทีแตกต่างกัน มีคุณค่าพัฒนามุมมองของตนเองขึ้นไปตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

จริงอยู่ว่าการทำงานโดยใช้กระบวนการเดิม ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่น่าจะแตกต่างกว่าเวทีเดิมมากนัก โดยการตอบโจทย์แรกก็ใช่ครับ หากแต่ประสบการณ์เล็กๆที่แทรกขึ้นมาระหว่างกระบวนการนั้น ทำให้ผมเติบโตทางความคิดมากขึ้น

 

กระบวนการเดิม แต่บริบทใหม่ๆ ทั้ง ผู้คน กลุ่มชาติพันธุ์ ช่วงเวลา และระบบเหนือชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป ชุดความรู้ที่ได้เป็นลักษณะเฉพาะช่วงเวลานั้น เรานำ "องค์ความรู้" นั้นมาตอบโจทย์การขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนได้ทันการ โดยตระหนักว่าความรู้นั้นมีความเป็น "พลวัต" การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันเป็นหัวใจของ "การจัดการความรู้" จึงมีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาชุมชน

ผมได้บอกผู้เข้าร่วมเวทีทุกคนบนดอยวาวีว่า ต่อจากนี้การพูดคุยกันในกลุ่มเล็กๆมีความจำเป็นมากเพราะการพูดคุยพบปะกันสม่ำเสมอทำให้เราได้ระดมความคิดใหม่ๆที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการพัฒนาที่ต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่

การสร้างพื้นที่รูปธรรมให้ชุมชนเข้ามาพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เกิดพลังในการคิดร่วมกัน อันจะนำไปสู่การสร้าง "ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"  เป็นความรู้สึกร่วมสู่การขับเคลื่อนพัฒนาแบบมีส่วนร่วม

๒.

จากเรื่องราวต่อเนื่องจากบันทึกก่อนหน้านี้ ดอยวาวี สวรรค์บนดอยสูง : กระบวนการเรียนรู้เพื่อการจัดการอนาคต

ผมเดินทางออกจากเชียงใหม่ตอนเย็นของวันหยุด เนื่องด้วยช่วงเช้ามีการประชุมที่สำคัญอีกเวทีหนึ่งที่เชียงใหม่ ในความรู้สึกแรกอยากเดินทางไปถึงดอยวาวีโดยเร็ว เพราะอยากเที่ยว อยากเรียนรู้บริบทอื่นๆในพื้นที่ก่อน เพื่อจะนำมาประมวลกับข้อมูลที่มีอยู่ รวมถึงข้อมูลที่จะแสวงได้ในเวที

 

ดิเรก วิศวกรหนุ่มจากกรุงเทพ เพื่อนของผมเขาตัดสินใจมาที่เชียงใหม่อีกครั้ง เพื่อจะเข้ามาร่วมเรียนรู้ในเวทีพร้อมๆกับผม ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาเพียงไม่นาน ๑ คืน ๑ วันในการทำงานบนดอยวาวี แต่การเดินทางไป มานั้นก็เหมือนไปเที่ยวรวมถึงได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ที่ดีในช่วงชีวิตของคนๆหนึ่งที่สนใจเรียนรู้

อ่างเก็บน้ำแม่สรวย ยามเย็นย่ำริมทาง

-------------------------

จากเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ใช้เวลาพอสมควรด้วยถนนกำลังก่อสร้าง หมอกฝุ่นคละคลุ้งอยู่ตลอดเวลา ผมนั่งในรถเงียบๆพร้อมขบคิดถึงกระบวนการในเวทีในวันพรุ่งนี้ไปด้วย ฝุ่นคลุ้งทำให้ทัศนวิสัยการขับรถไม่ดีต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เหมือนกระบวนการที่ผมจะจัดเวทีเรียนรู้เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวที่วาวีครั้งนี้เช่นเดียวกัน มันช่างอึมครึมมากในความรู้สึก เสียงเล่าอ้างถึงสภาพพื้นที่ ผู้คน ปัญหา ความต้องการที่หลากหลาย รวมไปถึงการมีข้อมูลพื้นที่ไม่มากนักของผมทำให้ความคิดผมทำงานไปเรื่อยๆตลอดระยะทาง ...ผมควรต้องออกแบบเวทีที่ว่านี้อย่างไร?

รถของเราเลี้ยวซ้ายเมื่อถึงตัวแม่สรวยสู่เส้นทางภูเขา  ภาพที่ปรากฏต่อหน้าตลอดสองข้างทางทำให้เราซึมซับความสวยงามของธรรมชาติ พระอาทิตย์กำลังจะลาลับ พรรณไม้หลากชนิดในป่าสมบูรณ์ วิถีชีวิตชาวไทยภูเขารายทาง  อากาศเย็นกำลังดี คาดว่าบนดอยอุณหภูมิน่าจะเย็นมากกว่านี้

"อีกไม่นานจะถึง ดอยวาวีแล้วครับ" เจ้าหน้าที่โครงการหลวงบอกผม  เขาพูดต่อ  "ที่ดอยวาวีผมสั่งอาหารเย็นไว้ข้างบนแล้ว" เย็นมากแล้ว เจ้าหน้าที่เกรงว่าผมจะหิวข้าว เป็นความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผมและเพื่อนอย่างสม่ำเสมอตลอดในช่วงการทำงาน

เส้นทางก่อนถึงวาวี เริ่มยากมากขึ้น ถนนลาดยางหายไปแล้ว เหลือแต่ถนนดินมีหลุมบ่อ โชคดีที่มากับรถออฟโรดขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้คิดไปต่อว่า ช่วงฤดูฝนชาวบ้านจะออกมาข้างนอกยากลำบากขนาดไหน...

ถึงวาวี...ก็มืดค่ำแล้ว  อาหารมื้อค่ำบนดอยถูกใจผมมาก ผัดสดๆทำอาหารกันทันที ทำให้ผมเจริญอาหารมากทีเดียว อากาศบนดอยเย็นจนไม่ค่อยอยากอาบน้ำ โชคดีที่เรือนที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ด้วย

๓.

หลังจากทานอาหารเย็นอิ่มหนำ ผมพร้อมกับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ นั่งพูดคุยเตรียมเวทีที่จะมีในวันพรุ่งนี้ ในส่วนของวัตถุประสงค์ กระบวนการ รวมถึงผลลัพธ์ในช่วงเวลาที่เรามี เราควรจะได้อะไรบ้าง เราควรได้เรียนรู้อะไรบ้าง 

เจ้าหน้าที่สองท่านที่บนดอยวาวี ดูท่าทางกระตือรือล้นมาก เป็นลักษณะของผู้ที่สนใจเรียนรู้ การวางแผนการทำงานของเราในคืนนี้จึงเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน และให้น้องสนับสนุนบางอย่างเพื่อให้เวทีสมบูรณ์ขึ้น

คำถามหนึ่งของเจ้าหน้าที่ถามผมว่า "ทำไมถึงต้องทำงานวิจัย ทำไมไม่ลงพื้นที่พัฒนาไปเลย" เป็นคำถามที่คลาสสิค ครับ ตามจริงเราไม่ต้องพูดคำว่า "วิจัย"เลยก็ได้ ก็เพียงแต่การคิดเชิงระบบ วางแผนการพัฒนาโดยใช้ข้อมูล เรียกง่ายๆว่า "พัฒนาโดยอ้างอิงข้อมูล"

คำว่า "อ้างอิงข้อมูล" นั้นกินความกว้างครับ

การที่จะได้มาซึ่ง "ข้อมูล" เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรตระหนัก รวมถึงการพัฒนาที่เราจะตอบโจทย์ "ความยั่งยืน" ได้นั้น มาจากการ "มีส่วนร่วม" ของคนพื้นที่ด้วย  (การมีส่วนร่วมในการคิด วางแผน การปฏิบัติการ รวมถึงการประเมินผล)

การคิดเชิงระบบเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ข้อมูลจึงเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์

ผมยกเอาพระราชดำรัสในหลวง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" มาอธิบายให้น้องๆฟัง

ทำไมในหลวงท่านถึงเอาคำว่าพัฒนาไว้หลังสุด เพราะก่อนที่เราจะพัฒนาใครๆก็ตาม เราควรต้อง "เข้าใจ" พวกเขาก่อน และให้พวกเขาเข้าใจตนเองด้วย(รู้ตนเอง) กระบวนการนี้ใช้เวลามาก และสำคัญมากเช่นกัน

กระบวนการเวทีในวันพรุ่งนี้ เป็นการแสวงหาข้อมูลแบบหนึ่ง เป็นการวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง ภายใต้โจทย์ "การพัฒนาการท่องเที่ยวดอยช้าง"

งานวิจัยและพัฒนา จึงเป็นภารกิจที่นักพัฒนาต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะลงไปลุยกับชุมชน งานแบบนี้ใช้เวลานาน เป็นการสร้างคนด้วยกระบวนการเรียนรู้ แบบ on the job training "เราได้เรียนรู้ ชาวบ้านได้เรียนรู้ พวกเราได้เรียนรู้ร่วมกัน" กระบวนการค่อยเป็นค่อยไป เรามีเวลาพอที่จะทดลองทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสมกับศักยภาพชุมชน ตอบคำถามของปัญหาที่ชุมชนต้องการ ติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้คนในกระบวนการเรียนรู้

สุดท้ายยกเอาประโยคที่เราคุ้นกันมาคุยกัน "ให้ปลาหนึ่งตัวเพื่อนำมากิน และ การสอนให้ตกปลา" ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคุยกันเรื่อง "ความยั่งยืน"นั่นเอง

๔.

เช้าแล้ว อยากจะพรรณาความงดงามของพื้นที่ให้มาก แต่คงไม่เท่ากับที่ผมสัมผัสด้วยตัวเอง ต้นเมเปิลเรียงรายตามสันเขา ดอกหญ้าหลากสีแต่งแต้มพื้นดิน ดอกไม้เมืองหนาวหลากชนิดแปลกตา ต้นพญาเสือโคร่งแม้หมดช่วงบานแล้ว แต่ผมก็ชอบใบที่เขียวครึ้มนั่น ...อากาศเย็นมากกว่าห้องแอร์นิดหน่อย  วิถีชีวิตชาวไทยภูเขาที่นี่ งดงามตามวิถีความง่าย ไม่เร่งรีบ ง่ายๆสบายๆ

 

กระบวนการเวทีท้าทายเริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าร่วมเวทีมาจาก ๒ ชุมชน มี ๓ กลุ่มชาติพันธุ์ (อาข่า ลีซู และ จีนยูนนาน) โชคดีที่ทุกคนอ่านออกเขียนได้ กระบวนการทำความคุ้นเคยช่วงแรกทำให้ทุกคนผ่อนคลายมากขึ้น การระดมความคิด รวมถึงกิจกรรมแทรกในเวทีจึงปนเปไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน กระนั้นเอง ข้อมูลต่างๆพร่างพรูออกจากทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ เราวาด เราเขียน เราคิด และเราพูด รายละเอียดในการทำเวทีผมไม่ได้นำมาเล่าแบบละเอียดครับ ...มีบันทึกที่ผมเคยเขียนมาแล้วหลายๆบันทึก กระบวนการไม่ต่างกันมาก

จากเช้าจนถึงเย็น ...ผมประเมินความสำเร็จของเวที เราทำได้ดีเกินคาด เพราะจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมขาดไปสองท่านเพราะมีธุระที่ต้องขอกลับไปก่อน ถึงแม้ว่าถึงนาทีสุดท้ายก่อนปิดการประชุม การพูดคุยล้อมวงในเวทีดูเหมือนยังสนุกไม่จาง ความคิดต่อความคิดยังถูกถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง

คาดว่าจะมีเวทีเล็กๆต่อจากนี้ เพื่อหาความชัดเจนของแนวทางการคิดพัฒนาชุมชน รวมถึงพัฒนาโจทย์วิจัยให้สอดคล้องกับ ๒ ชุมชน สอดคล้องกับประเด็นที่เราได้ในเวทีทั้งวันนี้

๕.

เสร็จเวที เล่นเอาผมแทบจะหมดแรง

เตรียมเดินทางกลับเชียงใหม่ให้ทันเวลาก่อนดิเรกจะบินกลับกรุงเทพ เรามีเวลาพอที่จะเที่ยวชมวิวสวยๆ บรรยากาศธรรมชาติในพื้นที่ทั้งหมดก่อน รถของเราค่อยๆลัดเลาะขึ้นบนสันเขาสูง ...ผมคิดว่าที่นี่สวยงามราวสวรรค์บนดินเลยทีเดียว...

ท้อดอกปลูกชมดอกสวยเท่านั้น

-------------------

ผมไปไหนมานะ ไม่เคยมาเที่ยวที่นี่มาก่อน

ต้นสนฉัตรสมบูรณ์มากขึ้นเป็นกลุ่มไหล่ตามสันเขา ดอกไม้เมืองหนาวอวดสีสันแปลกตากันเต็มที่ สายลมที่พัดเอื่อยๆ อากาศใสๆ ดอกเสี้ยวป่าที่แต่งแต้มราวป่าทำให้ป่าสีเขียวมีชีวิตขึ้นมามาก

ดอกเสี้ยวป่า

------------------

ทุน หรือศักยภาพชุมชนที่นี่มีมากมาย...จากนี้คงต้องคิดต่อกันว่า เราจะจัดการทรัพยากรเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องบนดอย จนถึงความสมดุลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การท่องเที่ยวเป็นดาบสองคมก็จริง หากแต่เราได้วางแผนการรับมือที่ดี เราก็จะได้รับผลที่ดีจากการท่องเที่ยวนั้น กระบวนการทางปัญญาเป็นทางเลือกในการพัฒนาชุมชน ถึงแม้ผลที่ได้จะช้าไม่เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น แต่หากเราถามถึงเรื่อง "ความยั่งยืน" นั้น ผมว่าเรามาถูกทาง

 

 


 

♣ บนดอยดอยวาวี ♣

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

๒๔ ก.พ.๕๑