เมื่อวานในการประชุมกรรมการบริหารคณะศิลปศาสตร์ฯ โจทย์หนึ่งที่คณบดีสร้างความท้าทายคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดหลักสูตรป.เอก ในปี 53  คำตอบจากที่คุยกันคือ ไม่ใช่เรื่องยากครับ ผมก็เห็นด้วยอย่างนั้นเช่นกันครับ แต่ที่ผมคิดต่างออกไปคือ ปริมาณต้องคู่กับคุณภาพ ในปีหน้าเราจะเริ่มการสอนในป.โท แต่คำถามที่เกิดขึ้นสำหรับผมคือ อะไรที่จะเป็นตัวการันตีคุณภาพของหลักสูตร ป.โท คิดไปคิดมา ผมว่าตัวคุณภาพ คือ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

อาจารย์แบบไหนที่ถือว่ามีคุณภาพ คำตอบง่ายๆ ของผมดูได้จากเกณฑ์การรับทุนหลายๆ ที่ ที่มักจะกำหนดเกณฑ์การรับทุนจาก โครงการของนักศึกษาจะต้องสอดคล้องกับงานวิจัยของอาจารย์ ดังนั้น ความเชี่ยวชาญของอาจารย์ ซึ่งวัดได้จากการทำวิจัยของอาจารย์คือหัวใจสำคัญ อาจารย์เชี่ยวชาญอย่างหนึ่ง นักศึกษาทำอีกหัวข้อหนึ่ง โอกาสที่งานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่คงเป็นเรื่องยาก

แต่ปัญหาตอนนี้คือ อาจารย์ของเราโดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษา หาทุนทำวิจัยจากภายในประเทศยากมาก เพราะเป็นศาสตร์ที่คนไทยยังไม่ค่อยจะเห็นความสำคัญ เช่น ประวัติศาสตร์ ชารีอะห์ หรือแม้กระทั้งภาษาอาหรับและวรรณคดีอาหรับ แถมหากให้อาจารย์ของเราเขียนรายงานเป็นภาษาไทยด้วยแล้ว ยิ่งยากสำหรับอาจารย์เราอีก เพราะส่วนใหญ่ถนัดภาษาอาหรับ มลายูหรืออังกฤษ แล้วยิ่งมหาวิทยาลัยสนับสนุนงานวิจัยน้อยอย่างปัจจุบัน คำตอบเรื่องคุณภาพยังเป็นเรื่องยากครับ

ผมเคยได้ยินนักศึกษา ป.โท รุ่นหนึ่งบ่นเกี่ยวกับการสอนวิชาการวิจัย ซึ่งเราเชิญอาจารย์จากต่างมหาวิทยาลัยมาสอน ว่า เรียนมาเกือบเทอมแล้วยังนึกภาพงานวิจัยไม่ออกเลย แต่ปรากฏว่า เมื่อท่านคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเชิญศาสตราจารย์จากต่างประเทศมาบรรยายเพียงไม่กี่ครั้ง นักศึกษาบอกว่า โอ้เห็นภาพเลย

ความต่างของอาจารย์สองท่านคือ มุมมองจากการได้ทำวิจัยจริง ครับ การอธิบายจากตัวหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญน้อยมาก เมื่อเทียบกับการนำเสนอข้อค้นพบจากการทำงานจริงของอาจารย์ผู้สอนครับ เรียนมาจนจบปริญญาตรีแล้วน่าจะอ่านหนังสือเข้าใจได้แล้วนะครับ

ดังนั้นคำถามที่ต้องเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเปิดหลักสูตรบัณฑิตศึกษา คือ การหาแหล่งทุนเพื่อการทำงานวิจัยของอาจารย์และลูกศิษย์ ซึ่งคำถามนี้ต้องเป็นที่ต้องถามกลับไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยครับ