เรื่องนี้อยากให้ทุกท่านที่ผ่านมา ช่วยทนอ่านให้จบด้วยครับ เผื่อว่าท่านจะได้แนวทางหรือแนวคิดในสิ่งที่ท่านคาดไม่ถึง นำไปเป็นประโยชน์ ประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของท่านได้

ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมเกษตรกรรายหนึ่ง ชื่อพ่อหนูปัน บุตตะ อยู่ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เรียกได้ว่าเป็นเกษตรกรตัวอย่างอีกรายหนึ่งที่ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับตนเองด้วยวัสดุที่หลายคนมองว่าเป็นวัชพืช แต่เมื่อได้ไปเห็นการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ของพ่อหนูปันแล้วก็ทึ่ง ทำให้เกิดแนวคิดแตกแขนงต่อยอดไปมากมาย 

ย้อนหลังไปกว่า 10 ปี ก่อน พ่อหนูปัน มีอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง มีข้าวกินจากการเช่าที่นาของผู้อื่นปลูก จ่ายค่าเช่าเป็นข้าวเปลือกที่ได้จากการทำนานั้น แบ่งกันคนละครึ่งกับเจ้าของที่ดิน เสร็จจากฤดูทำนาก็จะไปรับจ้างตัดอ้อยที่เมืองกาญจน์ ต่อมาเมื่อปี 2541 พ่อหนูปัน ได้เห็นไก่งวงที่ชาวบ้านที่เดินทางไปตัดอ้อยเลี้ยงไว้ จึงอยากจะได้มาเลี้ยงไว้ที่บ้านให้ลูกหลานดูเล่น จึงขอซื้อมา 1 คู่ (ผู้ 1 เมีย 1) ในราคาคู่ละ 500 บาท

ผ่านไป 1 ปี ไก่งวงที่เลี้ยงก็ออกลูกจำนวนหนึ่ง แต่ก็ให้ผลผลิตไม่มากนัก เนื่องจากลูกไก่ตายเป็นจำนวนมาก และเงินที่ใช้ซื้ออาหารไก่ก็ร่อยหรอ ไก่ได้กินอาหารไม่เพียงพอ

พ่อหนูปันมองไปรอบ ๆ บ้าน ก็เห็นแต่ผักตบชวา เพราะบ้านแกอยู่ติดกับแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้รับการขุดลอก จึงเอาผักตบชวานั้นโยนไปที่คอกไก่งวง จะด้วยความหิวหรือธรรมชาติการกินอาหาร ไก่งวงจิกกินผักตบชวาที่โยนขึ้นมาจากน้ำ เมื่อเห็นเช่นนั้น พ่อหนูปันจึงทดลองไม่ให้อาหารเช้าแก่ไก่ ให้เฉพาะผักตบชวาเท่านั้น เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารสัตว์ แรก ๆ ก็กินไม่มากนัก ต่อมาไก่ก็ชักเริ่มคุ้นเคย รู้แล้วว่ามื้อเช้าไม่มีอาหาร จึงต้องกินผักตบจนอิ่ม ถึงเที่ยงพ่อหนูปันจึงนำอาหารที่ผสมขึ้นจากรำ ปลายข้าว และหัวอาหารให้กิน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับร่างกายไก่งวง

หลังจากนั้นพ่อหนูปันก็พบว่า สามารถลดต้นทุนด้านอาหารได้มาก ซึ่งไก่ก็ให้ผลผลิตมากขึ้น ดูเหมือนว่าจะแข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ สังเกตุจากลูกไก่ไม่ตาย และโตเร็ว ให้เนื้อมาก ให้ลูกมาก สามารถขายได้ราคาดี อีกทั้งเมื่อปี 2547 ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกมากๆ นั้น ไก่งวงของแกไม่ตายแม้แต่ตัวเดียว พอไก่อายุได้ 6 เดือน ก็สามารถขายได้ในราคาตัวละ 500 บาท

นอกจากนั้นพ่อหนูปันก็ได้ลองนำเป็ดเทศ และไก่สามสาย(เป็นลูกผสมระหว่างไก่เนื้อ ไก่ไข่ และไก่พื้นเมือง) มาเลี้ยงด้วยวิธีเดียวกันนี้ ก็ให้ผลดีเช่นกัน แต่เดี๋ยวนี้จะต้องเลี้ยงผักตบไว้ และมีรถวิ่งไปบรรทุกผักตบชวาจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาให้ไก่กิน

ถึงปัจจุบัน พ่อหนูปันมีที่ดิน 43 ไร่ และมีควาย 14 ตัว ซึ่งแกบอกว่าเป็นผลผลิตจากไก่งวงเพียงคู่เดียวนี้เอง  หากคิดเป็นเงินก็คง "หลักล้าน" น่าจะได้ครับ ในเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น

เมื่อถามถึงความเสี่ยงที่จะล้มเหลวเพราะการระบาดของโรคไข้หวัดนกแล้ว พ่อหนูปันก็บอกว่ากลัวเหมือนกัน แต่ก็ด้วยใจรัก กอปรกับการพัฒนาความรู้อย่างไม่หยุดยั้ง พัฒนาโรงเรือนให้ไก่นอนอย่างมีความสุข พัฒนาด้านวิชาการโดยการให้วัคซีนไก่ตามโปรแกรม ป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าโรงเรือนก่อนได้รับอนุญาต และจะพัฒนาต่อไปถึงรูปแบบการเลี้ยงแบบโรงเรือนปิด คือป้องกันไม่ให้นกธรรมชาติ หรือสัตว์พาหะเข้าไปคลุกคลีกับไก่งวงที่เลี้ยงไว้ได้ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงนี้ลงได้มาก

และยังมีแผนการพัฒนาการเลี้ยงควาย โดยคาดหวังไว้ว่า เมื่อถึงปี 2555 แกจะมีควายประมาณ 50 ตัว และมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน และหลักประกันที่ดีให้กับตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

เรื่องราวของพ่อหนูปัน บุตตะ เกษตรกรตัวอย่างของจังหวัดอุดรธานี ยังมีรายละเอียดอีกหลายประการ แล้วจะเล่าให้ฟังอีกนะครับ เกี่ยวกับการให้อาหาร การดูแลแม่ไก่ ลูกไก่

ท่านใดมีคำแนะนำเพิ่มเติมก็ลองแลกเปลี่ยนได้นะครับ