การจัดการความรู้ในงานพัฒนาลักษณะนี้ จึงมุ่งเน้น "คน" ก่อนการ "สร้าง-ยกระดับองค์ความรู้"

คุณๆรู้จักดอยวาวีหรือเปล่าครับ?

 

ดอยวาวีเป็นพื้นที่สูงด้านเทือกเขาผีปันน้ำ สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๗๐๐ เมตร  ทิศตะวันตกบริเวณ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย  เชื่อมั้ยว่าในช่วงฤดูหนาวของที่นี่ดอกซากุระเมืองไทย(ดอกนางพญาเสือโคร่ง)ต่างพร้อมใจกันบานสะพรั่งทั่วขุนเขา งานเปรียบดังเวียงสวรรค์ งามเหลือคำรำพันเลยทีเดียวเชียว ขุนเขาสลับซับซ้อน พรรณไม้เขียวขจี วิถีชนเผ่าที่หลากหลายบนดอยสูง

อากาศหนาวเริ่มกำจาย หมอกสวยคลอเคลีย ซบยอดไม้อ้อยอิ่ง ...กว่าแดดจะสาง ความรักระหว่างหมอกสวยกับต้นไม้ที่ชายป่าก็บ่มเพาะจนสุกงอม เราแอบเห็นความงามระหว่างความรักนั้น

ดอกไม้เมืองหนาวชื่อแปลกๆต่าง มากมายหลายพันธุ์พร้อมใจกันอวดความงาม ไม่พรั่นพรึงต่อสายตาภมรที่โลมเลีย  ไม้ผลที่ปลูกแถบนี้จึงเป็นไม้ผลเมืองหนาวที่ทุกคนรู้จักกัน เช่น บ๊วย ท้อ พลัม ลูกไหน และอีกหลายๆชนิด นอกจากจะให้ผลผลิตสร้างความพึงพอใจให้กับคนในพื้นที่แล้ว สิ่งที่ผมชื่นชอบอีกอย่างก็คือ ดอกของไม้ผลพวกนี้ครับ เขามีเสน่ห์ไม่แพ้ดอกไม้ประดับอื่นๆที่ปลูกเพื่อตกแต่งสถานที่

ที่นี่ "วาวี " จึงเป็นแหล่งรวมความหลากหลายที่งดงาม ในบรรยากาศของธรรมชาติรังสรรค์

ความเป็นเอกอุของดอยวาวีที่ทุกคนรู้จักกันดี คือ "กาแฟวาวี" แบรนด์กาแฟชื่อดังแถบภาคเหนือ เมื่อเดินผ่านร้านกาแฟนี้เป็นอันต้องแกล้งเดินพลัดหลงเข้าไปในบัดดล

หากคอชาก็คงรู้จัก "อู่หลง" ก้านอ่อนเบอร์ ๑๒ ที่หอมกรุ่น รสชาตินุ่ม ที่นี่เป็นแหล่งปลูกชาอู่หลงแห่งแรกในประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีชาพื้นเมืองสายพันธุ์ "อัสสัม" ชาสายพันธุ์ไต้หวันอย่าง "ชิง ชิง" เบอร์ ๑๒ ,๑๓ ปลูกกระจายตัวตามเทือกเขาแถบนี้ เราเดินทางเลยไปที่บ้านใหม่พัฒนา ไปชม "ชาพันปี" ที่มีเส้นรอบวงลำต้น กว่า ๑๕๐ เซนติเมตร สูงถึง ๒๐ เมตร เป็นจุดหนึ่งที่เป็นจุดแวะชมธรรมชาติที่หาที่ไหนไม่ได้

 

คุณทราบมั้ยครับว่า ที่วาวี มีกลุ่มชาติพันธุ์ อาศัยอยู่ถึง ๑๓ เผ่า  ??

มีม้ง ลีซู ลาหู่ ปกาเกอญอ จีนฮ่อ และเผ่าอาข่า(มีมากที่สุด) พร้อมทั้งเผ่าอื่นๆ มีประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อที่เป็นอัตลักษณ์ มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับวิถีการผลิตเกษตรพื้นที่สูง ความงดงามของประเพณีที่แต่ละเผ่ายังสืบสานกันไว้เหนียวแน่น ตามวาระปฏิทินรายปี เราจึงมีโอกาสได้สัมผัส และเรียนรู้เรื่องราวพวกเขาเหล่านั้นในแต่ละเวลาที่แตกต่างกัน

ผมพรรณาความงดงามของทุนในพื้นที่ "วาวี" จนหลายท่านเคลิบเคลิ้มไปแล้วใช่หรือไม่ครับ?

ผมกำลังเดินทางไปเป็นวิทยากรกระบวนการที่โครงการหลวงวาวี ในประเด็น "การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน" โดยมีโจทย์ที่ท้าทายที่ว่า เรามี"ต้นทุน" ที่มากมายขนาดนี้ ชุมชนจะสามารถจัดการได้อย่างไร? การผลักกระบวนการเรียนรู้ในพื้นที่เป็นงานพัฒนาที่ใช้ "วิจัย"เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนทำได้หรือไม่ อย่างไร?

แสวงหาพื้นที่ แสวงหาโจทย์ แสวงหาภาคี มาขับเคลื่อนทำงานพัฒนาท้องถิ่นด้วยกัน

จากการที่เดินทางไปสามจุดโครงการหลวงในภาคเหนือ (หมอกจ๋าม,วัดจันทร์ และที่นี่ วาวี) แต่ละจุดมีความหลากหลายในเกือบทุกปัจจัยที่ต่างกัน เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคนทำงานมากครับ ที่จะพัฒนาโจทย์ในแต่ละพื้นที่ แต่ผมใช้แนวคิดเดียวที่ทำคือ การพัฒนาและวิจัยแบบมีส่วนร่วม จะใช้วิจัยนำ หรือ การพัฒนานำก็ได้ทั้งนั้น ประเมินวิเคราะห์จากพื้นที่

แล้วที่ "วาวี" ผมจะไปทำอะไร?

ผมไปเป็นวิทยากรกระบวนการ(Facilitator)ครับ

ผมได้รับเชิญจาก สถาบันพัฒนาพื้นที่สูง-มูลนิธิโครงการหลวง  เพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับ "การจัดการชุมชนโดยใช้การท่องเที่ยวโดยชุมชน" ดูตามตารางจดหมายเชิญ ส่วนใหญ่ก็เป็นภาคบรรยายทั้งหมด รวมถึงระดมสมองในช่วงบ่ายของวัน

มันไม่เวิร์คครับ...

(แต่ทางผมและโครงการหลวงฯ ได้หารือในส่วนกระบวนการแล้ว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสะดวกเพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายเต็มที่)

เพราะอบรมแบบนี้ ชุมชนผู้เข้าร่วม(Participant)ก็มึนกันไปหมด ชุมชนไม่ชอบการนั่งฟังบรรยายที่น่าเบื่อ จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (creating the right environment / right climate)ผมมักจะรื้อกระบวนการของเจ้าภาพที่เชิญบ่อยๆ(ทั้งนี้ปรึกษาท่านแล้ว) ออกแบบการอบรมใหม่ให้กิดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ชาวบ้านสนุกและมีส่วนร่วมที่สุด และมีประเด็นที่ท้าทายผมตลอดคือ "มีวิทยากรกระบวนการเพียงท่านเดียวคือกระผมเอง"  ดังนั้นผู้ช่วยกระบวนการคือผู้เข้าร่วมเวทีนั่นเอง การสร้างบรรยากาศจึงเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากครับ อยากให้ทุกคน "เปิดใจ" (Openness) และ"รู้สึกผูกพันและพร้อมที่จะเรียนรู้" (commitment to learning)

ผมเลิกตื่นเวทีแบบนี้แล้ว เพราะชินครับ ก่อนโน้นก็เตรียมเวทีมากมาย เพื่อจะเพิ่มกระบวนการแบบโน้น แบบนี้ พอเอาเข้าจริงต้องปรับเวทีแทบทั้งหมด ทำตามสไตล์นักมวยบ้านนอก แต่มีลีลานะจะบอกให้ หากเผลอผมมีหมัดฮุกนะครับ น็อคไปเลยเชียวละ

ผมคิดว่าหากวัตถุประสงค์ชัด ผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไร ส่วนกระบวนการนั้นไปปรุงแต่งเองโดยให้ผู้เข้าร่วมอบรมช่วยออกแบบ แล้วเรามาทำร่วมกัน ง่ายๆชิลๆ แต่ได้เนื้อหา ได้งาน ได้ใจ นั่นคือสไตล์ของผม

ได้ข้อมูลน้อยไปหน่อยนะครับ- - -ผมแจ้งบอกทางเจ้าหน้าที่โครงการหลวง

แต่ไม่เป็นไรครับ แสวงหาข้อมูลจากเวทีก็ได้ อาจช้าหน่อยแต่ก็ได้มีโอกาสทบทวน "ทุนเดิม" ของพื้นที่ด้วยกัน อย่างน้อยการใช้เวลาในการค้นหา"ทุน"ของพวกเขาเอง ก็ทำให้ได้ย้อนทบทวนตัวเอง ให้"รู้ตัวเอง" ให้ชัด วิเคราะห์ทั้ง ๔ ระบบ (ระบบความรู้ ระบบทรัพยากร ระบบคุณค่า รวมถึงระบบเหนือชุมชน) และทำแผนพัฒนาชุมชนโดยการชี้ชวนให้มอง "เป้าหมาย" ร่วมกันโดยใช้ "ทุน" ขับเคลื่อน

  • ทุนใน

  • ทุนนอก

  • ภาคี

  • โอกาส

  • จุดอ่อน - จุดด้อย

จากนั้นก็มาคิดโจทย์ทำงานร่วมกัน พัฒนาโจทย์ให้ชัด คิดกระบวนการขับเคลื่อนด้วยกันไป  ใช้การวิจัยพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Paticipatory action research) สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แบบ "On the job training" หรือ  "training by doing"

ถอดบทเรียนระหว่าง(Leson Learned) ปรับกระบวนการ ตั้งแต่วางแผนโครงการ (learning before) การดำเนินโครงการ (learning during)  ประเมินผล ถอดบทเรียนปลายทาง (learning after)

สำเร็จ- - -> ขยายผล

ไม่สำเร็จ- - -> ทำใหม่ รื้อกระบวนการใหม่จากกระบวนการเรียนรู้เราได้ชุดความคิดที่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ปรับปรุงการทำกิจกรรมในระยะต่อไปให้ดีขึ้น (Specific Actionable Recommendations : SARs)

เรามีโอกาสเสมอสำหรับการเรียนรู้ และพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป บนฐานของกระบวนการทางปัญญา

ในผลิตท้ายสุดที่เราต้องการนั้น เป็น "คน" ครับ เราได้คนที่ถูกพัฒนาจากกระบวนการเหล่านี้ คนในชุมชนกลุ่มนี้หละครับที่จะเป็นกำลังในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนโดยใช้ปัญญา โดยใช้องค์ความรู้ที่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ส่วน "องค์ความรู้" ที่ได้นั่นก็คือผลผลิตอย่างหนึ่งของกระบวนการ

การจัดการความรู้ในงานพัฒนาลักษณะนี้ จึงมุ่งเน้น "คน" ก่อนการ "สร้าง-ยกระดับองค์ความรู้"

เชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ 

 


 

ขอบคุณครับ

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ปาย,แม่ฮ่องสอน