ทำดีให้คนเกรง ดีกว่าทำตัวเป็นนักเลงให้คนกลัว

    จำได้ว่า มีภาษิตชุดหนึ่งที่พูดถึงการทำดี กล่าวคือ "ความดีอันคนดีทำง่าย ความดีอันคนชั่วทำยาก ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย ความดีอันผู้ประเสริฐสรรเสริญ" เช้านี้ ขณะที่ขับรถไปส่งเจ้าตัวน้อย ณ โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี เราตามหลังรถกะบะวีโก้คันหนึ่ง ผมชี้ให้เธออ่านคำวัญท้ายรถแล้วเราก็นั่งหัวเราะชื่นชม (ผมหัวเราะชื่นชมในใจ) ข้อความของคำขวัญคือ "ทำดีให้คนเกรง ดีกว่าทำตัวเป็นนักเลงให้คนกลัว" นอกจากนั้นก็มีอีกคำหนึ่ง ซึ่งคงไม่ผ่าน บก.หากนำมาลงไว้ในบันทึกนี้ ประมาณว่า "มีสุนัขเป็นเพื่อน"

   ความดีนี่มันยากที่จะทำจริงหรือ ถ้ามันยากที่จะทำ จากภาษิตข้างต้นก็เป็นตัวชี้วัดว่าผมเป็นคนชั่ว เพราะความดีอันคนดีทำง่าย ความดีอันคนชั่วทำได้ยาก อันที่จริงเรื่องของ ดี-ชั่ว เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษเขาสอน กล่าวคือเป็นทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบในสมัยเก่า คำว่า ดี-ชั่ว อาจดูก้าวร้าวเกินไป คำใหม่ที่ดูเบาขึ้นคือ ดีคือดี ชั่วคือ ไม่ดี อย่างไรก็ตาม จากภาษิตข้างต้น ก็ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราดีจริง เรื่องความดีที่จะทำนั้นไม่ยากเลย จากคำขวัญท้ายรถอ้างอิง ทำให้เห็นว่า ความดีนั้นได้ประโยชน์คือทำให้คนเกรง แต่ไม่ใช่กลัว เกรงในความหมายนี้คือ "ยำเกรง" "ให้ความเคารพ" "ชื่นชม" "นำไปเป็นแบบอย่าง" "ให้ความสำคัญ" "เป็นตัวอย่างที่ดี" "น่าไว้เนื้อเชื่อใจ" อีกอีกหลายไวพจน์ทีเดียว ถ้าสังคมยังให้ความยำเกรงต่อความดีหรือคนดี เราก็น่าจะมองได้ว่า สังคมนี้ยังเป็นสังคมที่ยังให้ความสำคัญกับความดี ทีนี้อีกเนื้อความหนึ่งคือ "นักเลง" ปัจจุบันคงไม่ใช่นักเลงแบบ "ตาต่อตาฟันต่อฟัน" น่าจะเป็นนักเลงแบบอสุรกายมากกว่า "ทำตัวเป็นนักเลงโดยไม่ให้ใครรู้ว่าตนเป็นนักเลง" ถ้าเปรียบเทียบนักเลงสมัยก่อนกับสมัยนี้ ผมว่านักเลงสมัยก่อนน่ายกย่องมากกว่า อย่างน้อยเขาก็มีคุณธรรมบางประการให้เราได้ชื่นชมในความเป็นนักเลง ทีนี้ "นักเลง" ใครเห็นก็กลัว เมื่อวานขณะนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับย่า แม่ยายและอา ตลอดถึงเจ้าตัวเล็ก อาพูดให้ทราบว่า "อย่าเที่ยวไว้ใจเชียวแหละกับวัยรุ่นที่เชิดสิงโต เขามาขอเงินถึงหน้าบ้านก็อย่าไปกล่าวร้ายอะไรเขา ดูตามตัวเขาสิ ยังกับโจร ไม่รู้เป็นนักเลงหัวไม้ที่ไหนหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าใครดีใครร้าย ดูกันยากเหลือเกิน" ถ้อยคำนี้ ก็พูดถึงดี-ไม่ดีอยู่ด้วย เอามาอ้างเพื่อให้เห็นถึงภัยอันตรายรอบตัวกับ "นักเลงที่ทำตัวให้น่ากลัว" แต่เป็นที่เบื่อระอาของสังคมรอบข้าง

   เช้านี้ต้องขอขอบคุณรถกะบะคันนั้น ที่ทำให้ต้องมานั่งคิดเรื่องราวแบบนี้ ดีแล้ว อย่างน้อยการเดินทางลงใต้เพื่อหนีความวุ่นวายในตัวเองที่ยังไม่เคยชินกับบางอย่าง ก็เป็นอะไรที่เบาขึ้น  กลับไปเมื่อหาทางออกได้แล้ว คงต้องทำหน้าที่ต่อ อาจารย์ท่านหนึ่งเตือนสติผมว่า อย่าไปยุ่งกับการบริหารเลย ทำงานวิชาการดีกว่า สบายใจกว่า