ลองกลับไปแก้ในบล็อกของตัวเองดูสิครับ
ใส่ช่องว่างเข้าไป เกิดบรรทัดเปล่า
ความว่าง กลายเป็นความเรียบง่าย
ความเรียบง่าย กลายเป็นความงดงาม
ลองอ่านบรรทัดเปล่าในใจ เหมือนใส่จังหวะเว้นวรรคให้ดนตรี
เชื่อหรือไม่ เพียงการเว้นบรรทัดเปล่า ก็นับได้ว่า เป็นบทกวี
ลองกลับไปแก้ในบล็อกของตัวเองดูสิครับ
ใส่ช่องว่างเข้าไป เกิดบรรทัดเปล่า
ความว่าง กลายเป็นความเรียบง่าย
ความเรียบง่าย กลายเป็นความงดงาม
ลองอ่านบรรทัดเปล่าในใจ เหมือนใส่จังหวะเว้นวรรคให้ดนตรี
เชื่อหรือไม่ เพียงการเว้นบรรทัดเปล่า ก็นับได้ว่า เป็นบทกวี
เชื่อครับ ตอนแรกกะว่าจะไม่เขียนอะไรเลย แต่กลัวงง
อ่านแล้วดูงง ๆ.... แต่ก็รู้สึกดี คล้ายกับมีปรัชญาซ่อนอยู่ในบรรทัดอันว่างเปล่านั้น
....
ใช้หัวใจเพ่งมอง...
ใช้หัวใจฟังเสียงร้องรอบวิถี
ใช้หัวใจขับเปล่งเสียงเพลงกวี,
ใช้หัวใจกำหนดชี้...วีถีนั้น !
a
z
เอา
มั่ง
ดิ
-_-!
ส
ส บ
ค
ส วั นุ
ดี ดี
รั ก
(... comment นี้มาบอกว่าเมื่อกี้ผมเพิ่ม comment แล้วโดยการไม่เพิ่มครับ ใส่ช่องว่างโดยการไม่ใส่)
เพราะว่าง จึงงาม
สวัสดีครับทุกท่าน
ผมขอเปรียบในการดนตรี ตัวหยุดนี่แหละสำคัญ เล่นอย่างเดียวไม่หยุด (เงียบสั้น ๆ เงียบยาว ๆ...) เพลงก็ไม่มีลีลา คีตกวีจึงมีโน้ตตัวหยุดมากมาย พอ ๆ กับตัวออกเสียง
เสียงแห่งความเงียบช่างระทึกใจดีนัก
อันที่จริง...
คงไม่ต่างจากสายลม ที่อาจให้ความรู้สึกเวิ้งว้างไพศาล
และคงไม่ต่างจากสายน้ำ
...มีไหลริกริก เอื่อยเฉื่อย ให้รู้สึกผ่อนคลาย
...ไหลบ่าพลุ่งเป็นน้ำป่า กวาดทุกอย่างที่ขัดขวาง
สวัสดีค่ะ อ.วิบุล
เบิร์ดเข้ามายืนเงียบๆอยู่นานเพราะไม่อยากทำลายความละไมในบทกวีระหว่างบรรทัดที่ขับขานกันอย่างสนุกสนานนี้..ร่วมกับชื่นชมความเห็นของคุณครูชาเหลือเกินและที่สำคัญไม่อยากให้อาจารย์หัวใจวาย อิ อิ อิ
สรรพสิ่งมีสองด้านเสมอนะคะ การยอมรับในสองด้านของสรรพสิ่ง ก่อให้เกิดความเข้าใจอันสมบูรณ์ "แสง" เกื้อหนุนให้เกิด "เงา" ส่วนเงาก็ยืนยันความมีอยู่ของแสง "รูปทรง" ดำรงอยู่ได้ใน "ความสว่าง" เพราะพื้นที่ว่างช่วยขับให้รูปทรงปรากฏโดดเด่น ฉันใดก็ฉันนั้น เราได้ยิน "เสียง" ก็เพราะมี "ความเงียบ" เป็นฉาก ทั้งเสียงและความเงียบจึงเป็นสองด้านของการรับรู้ ความเข้าใจทางโสตประสาท และการตีความจากประสบการณ์ของเราเอง
ศิลปะตะวันออกก็เป็นเช่นเดียวกันเลยค่ะ เช่น ศิลปะจีน หรือญี่ปุ่นโบราณ เขามุ่งเสพสุนทรียรสของความว่าง ความนิ่ง และความเงียบกันโดยตรง.. รูปเขียนจีนโบราณจำนวนมากมาย เน้น "พื้นที่ว่าง" ชัดแจ้งเชียวค่ะ ..บางรูปมีรูปทรงอะไรต่างๆเพียงเล็กน้อย เช่น ชะง่อนเขา ยอดเขามีต้นไม้โผล่ยอดมานิดหน่อย นกบินเหงาๆอยู่หนึ่งตัว นอกนั้นที่เห็นก็เป็นเหว โตรกเขาหรือท้องฟ้า ซึ่งก็ล้วนเป็นที่โล่ง เสมือนว่ารูปทรงนิดๆหน่อยๆเหล่านั้น เป็นตัวช่วยขับให้ผู้ชมเห็น และสัมผัสกับความว่าง เป็นการใช้ความว่างเพื่อสงบระงับอารมณ์ แทนที่จะมุ่งเร้าอารมณ์แบบฝรั่ง
"ความเงียบ" มาส่งเสียงดังมากที่สุดในบทเพลงคลาสสิกฝรั่งบทหนึ่งในราวหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้มั้งคะ.. ในเพลงชื่อ 4'33" (สี่นาที สามสิบสามวินาที) แต่งโดย จอห์น เคจค่ะ (John Cage; ค.ศ.1912 - 1992) เพลงบทนี้เคจแต่งในปี ค.ศ.1952 เป็นเพลงให้บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอะไรก็ได้หรือกลุ่มใดก็ได้ นำออกแสดงครั้งแรกที่สหรัฐฯ เป็นการบรรเลงด้วยเปียโนค่ะอาจารย์ และการแสดงรอบปฐมครั้งนั้น สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากแก่วงการ เพราะเมื่อการแสดงเริ่ม นักเปียโนก็เดินออกมานั่งที่เก้าอี้เปียโน เตรียมบรรเลง แล้วเขาก็นั่งจ้องโน้ตเงียบๆอยู่เป็นเวลา 4 นาที 33 วินาที ครบเวลาแล้วก็ปิดฝาเปียโน เดินกลับหลังเวทีไป.. ความเงียบที่จงใจให้เกิดเป็นเวลา 4 นาทีกว่าๆนั้น สร้างความประหลาดใจ อึดอัดใจ และอัศจรรย์ใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างมากเชียวล่ะค่ะ
เพลงบทนี้ของเคจต่อมาได้ขึ้นทำเนียบวรรณคดีดนตรีบทหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีฝรั่ง สำนักพิมพ์ซื้อไปตีพิมพ์ออกจำหน่ายทั่วไปค่ะ
ในเพลงบทนี้เคจต้องการเสนอความคิดว่า ดนตรีมีอยู่ทั่วทุกแห่งหนไป ถ้าเพียงแต่เราจะเปิดหูเปิดใจออกไปแล้วก็ "ฟัง" ..เคจมีความเห็นว่า เสียงทุกอย่างมีศักยภาพเป็นดนตรีทั้งสิ้นในระหว่างที่เพลงบทนี้ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ถ้าเปิดหูเปิดใจออกไป ทุกคนก็จะได้ยินเสียงต่างๆเกิดขึ้นมากมาย มากมายอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน เคจเห็นว่า..ปัญหาของผู้คนในยุคสมัยใหม่ก็คือคนไม่ค่อยฟังค่ะ ได้แต่คอยจะมองหาสิ่งที่ตัวเองคาดหวังหรือคิดอะไรไว้ก่อนอยู่ในใจในหู ด้วยทัศนคติแบบนี้ทำให้เราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้นเลยในชีวิต เพลงบทนี้จึงเตือนให้เราเห็นทั้งคุณค่าของเสียงที่เกิดขึ้น และพร้อมกันนั้นก็ได้เห็นคุณค่าของ "ความเงียบ" ที่เป็นฉากหลังของเสียงด้วย..
ดังนั้นในชีวิตประจำวันในบ้านในเรีอนในครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเพียงแต่นึกถึงการจะให้บุตรหลานแสดงออก ส่งเสียง หรือกระทั่งร้องรำทำดนตรีเท่านั้นนะคะ เบิร์ดขอเสนอให้นึกถึงการจัดบรรยากาศครอบครัวให้มี "ความเงียบ" อันเหมาะสมและสร้างสรรค์ให้แก่เด็กๆด้วย ในแต่ละวันให้เด็กๆได้มีโอกาสอยู่อย่างสุขสงบ เห็นความงามและคุณค่าของความเงียบด้วย เขาจะได้หัด "ฟัง" เสียงต่างๆรอบตัว และที่สำคัญคือในที่สุดก็อาจจะได้ยิน "เสียงของตัวเอง" ด้วยสิคะ
เข้ามาป่วนด้วยความไม่เงียบค่ะ เพราะเล่าซะย้าวยาว ( หวังว่าคงไม่ทำให้อาจารย์เซี้ยว เสียวนะคะ ฮี่ ฮี่ ฮี่ )
ทางเต๋า...มีคัมภีร์ไร้อักษร
ทางดนตรี..มีช่องว่างระหว่างตัวโน๊ต
ทางG2K มีบันทึกไร้อักษร
สวัสดีครับผม
สวัสดีครับ น้องเบิร์ด
กลับมาดนตรี
ไพเราะค่ะ
นึกได้ว่า โยโย หม่า (แซ่เดียวกับหนูเลย อิ อิ)เคยเล่นเซลโลในไทย งานเดียวกวาดไป 7.5 ล้านบาท!!!
โอ้ คนแซ่เดียวกัน