" อัศวินวิทยากรกระบวนการ รุ่นที่1 มีแววไฉไลไม่น้อย"
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ติดโช๊คอัพ การออกแบบอบรมเชิงกระบวนการทำได้หลายลักษณะ แบ่งกลุ่มกะเทาะความคิด ชวยย่อยความรู้ ฯลฯ ต้องไปถามรายละเอียดกับเจ้าเอกเมืองปายลูกชายผม ส่วนการอบรมที่เผชิญหน้าอยู่นี้ ต้องรวดเร็วในการติดโช๊คอัพ
คลื่นความคิด สังเกตดูเมื่อวานคลื่นความคิดความคันยังไม่แรง เช้านี้เปลี่ยนแผนวับทันที ให้ยกโขยงไปดูผู้อาวุโสในวัยไล่เลี่ยกัน ที่ดำเนินชีวิตด้วยการทดลองความรู้อย่างน่าทึ่ง โดยหวังว่า ..การให้ชาวบ้านถ่ายทอดวิทยายุทธกันเอง บางทีวิธีสื่อความหมายภายใต้วัฒนธรรมเดียวกัน อาจจะลื่นไหลก็ได้ คณะทำงานต้องเตรียมการบ้านล่วงหน้าไว้แก้ไขสถานการณ์หลายรูปแบบ
อุบายในการโน้มนำ การชวนลงมือทำ ควรกำหนดไว้ในวิธีการ เมื่อคืนนี้ชวนคุยเรื่องการปลูกไผ่ บ่ายนี้จะชวนไปเดินชมสวนไผ่ ศึกษาคุณสมบัติของไผ่ชนิดต่างๆ ตอนเย็นจะให้ขุดเง้าไผ่บงหวานใส่ถุงกลับบ้าน เรียนเรื่องไผ่อย่างน้อยต้องได้ปลูกไผ่ เข้าไปถึงชุดความรู้ไผ่ให้มากที่สุด การขุด การชำไผ่ แต่งกอไผ่ ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ เป็นวิธีเรียนที่ไม่ต้องจด แต่จำไปทำได้ไม่ลืม
มองเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ กลุ่มนี้มีกิจกรรมที่จะปลูกผักยืนต้นพื้นเมือง วิทยากรพี่เลี้ยงจะพาตระเวนไปดู จุดเด่นจุดดีของผักยืนต้น เช่น ช่วงแล้งนี้ มะรุม กับ แค ออกดอกออกฝักเต็มต้นทั้งๆที่ระยะที่ผ่านมา3-4เดือนไม่มีฝนเลย นั้นก็หมายความว่าแล้งแค่ไหน ผักชนิดนี้ก็ยังให้ผลผลิตอย่างน่าทึ่ง นี่คิดการชี้ให้เห็นจุดเด่นจุดทึ่ง เพื่อมาอธิบายประกอบในภายหลังว่า..ในการมองเห็นเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ
วิธีเติมน้ำหนักให้เข้าน้ำเข้าเนื้อ ได้หารือกับทีมแม่ครัวว่า ..เย็นนี้ขอให้แกงส้มมะรุม ใส่ปลาช่อนตัวโตให้อร่อยหม้อใหญ่ๆ เลี้ยงพ่อใหญ่แม่ใหญ่เหล่านี้ ช่วงกลางคืนเราจะมาคุยวางแผนเรื่องการปลูกผักยืนต้นเมื่อกลับหมู่บ้าน เอาเรื่องการกินการอยู่มาโยงกับเนื้อหาการเรียนรู้ เราก็จะได้บทเรียนที่อร่อยและชิมได้ ทำให้การตอกย้ำในสิ่งที่น่าจะปลูกให้ทะลุใจความ
บทเรียนที่อร่อยและชิมได้ มาเรียนที่นี่ดีอย่าง ตรงที่ได้ชิมความรู้ เรื่องนี้ถามอาจารย์แป๊วดูได้ ติดใจหมูพะโล้เหมยซาน จนต้องลงมาช่วยเราอบรมในวันที่23 ดังที่ผศ.ดร.ภาวินี ภักดี เล่าไว้ในบล็อกของอาจารย์ ถ้าเราจัดการเรียนเพื่อชีวิต จะเอาแต่ทฤษฎีหลักการแห้งๆมาเป็นเครื่องมืออย่างเดียวไม่ได้หรอก เพราะเราไม่ได้อบรมวิชาทำมัมมี่นี่ครับ
ความเป็นเลิศหรือเป็นแร๊ด เรามาปรับปรับวิธีเรียนวิธีสอนการพัฒนาให้มีชีวิตชีวากันเกิด ระบบการศึกษาหรือการวิจัยจะทรงพลังและมีอานุภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ผมนะอยากฉีกหลักสูตรการเรียนการสอนทิ้ง ที่เอาแต่เน้นตำรา บ้างึมงำอยู่แต่ในห้อง เรือนแต่เรื่องล้าหลังเก่าเก็บ ไม่เพิ่มสัดส่วนการเรียนเชิงปฏิบัติเท่าที่ควร ประเมินมาตรฐานและคุณภาพเมื่อไหร่ ก็อยู่ที่โหล่ แล้วยังจะดึงดันเรื่องความเป็นเลิศทางวิชาการ
พูดไปก็เท่านั้น ไปชิมแกงส้มอร่อยๆกันดีกว่า..
อิอิ
โช๊คอัพ
ดึ๋ง ๆ ...อิอิ
พ่อขา...หนิงเคยเตือนตัวเองอ่ะค่ะว่า ทำตัวเองแบบฟองน้ำ รองรับ(ความกดดัน)และซึมซับ(จากผู้รู้)ค่ะ แต่จะไม่เปื่อยยุ่ยแบบกระดาษทิชชูนะคะ
เมื่อเค้นออกแล้ว ยังไงฟองน้ำก็จะเป็นฟองน้ำเหมือนเดิม รองรับและซึมซับใหม่ได้อีกค่ะ
ท่านครูบาให้แง่คิดที่น่าสนใจมากครับ ผมเห็นด้วยเรื่องการปรับหลักสูตรให้ลื่นไหลไปตามภาวะผู้เรียน ผู้จัดการเรียนรู้พร้อมที่จะปรับโดยยึดโอกาสการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจมากที่สุด
นี่นักการศึกษาเขาคงเรียกผู้เรียนเป็นศูนยกลางการเรียนรู้
</div><div class="content">
โช๊คอัพ
ดึ๋ง ๆ ...อิอิ บางที่น้ำหนักมาก กฌต้องลดบ้าง
ลำน้ำหนัก แต่มาเพิ่มความรู้ ดูจะเข้าท่าดี
</div>
</div><div class="info">สงสัยเรื่องนี้จะคุยกันรู้เรื่องเฉพาะในหมู่พวกเรา </div><div class="info">เอาไว้ผีถึงป่าช้าเขาถึงจะหวนคิด </div>
อืม พ่อครูบา คะ
ก็เข้าใจได้ ว่าธรรมเนียมต้องมีหมวกกันน็อค แต่ถ้าปรับเข้าหากัน มันจะได้เดินทางไปในเส้นทาง้ดียวกัน ไม่ต้องมาแปลวิชาการ เป็นวิชาเกิน วัฒนธรรมวิชาการ ต้องปรับตัว ตรงนี้ละที่อยากแหย่รังมดแดง อิอิ
ถ้าอาจารย์เปิดสอนวิชาวิจัยสายพันธุ์ลูกทุ่ง ดังระเบิดแน่ อ่านดูแล้วมีแววไปโลด อิอิ
พ่อครูบา คะ
</div><div class="info">เปรียบได้ชัดมาก </div><div class="info">เห็นด้วยง่าต้องยึดหลักการ</div><div class="info">แต่กระบวนการ และวิธีการ ควรมีสปริง </div><div class="info">ดิ้นได้ ไปได้ </div><div class="info">ส่วนมาก เราสอนเราอธิบายการวิจัย ในเชิงหลักการ ทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่</div><div class="info">แต่ถ้าเรียนควบวิธีการใช้ผลงานวิจัย ผู้วิจัยจะเข้าใจว่าสิ่งที่เรารู้มีเพียงครึ่งเดียว ถ้าได้ทดลองใช้จึงจะสมบูรณ์ และเห็นช่องโหว่ในงานวิจัย</div><div class="info">การที่ไม่ได้ใช้งานวิจัยด้วยตนเอง ก็เท่ากับวิจัยครึ่งเดียว ไม่เต็มสูตร</div><div class="info">ออสเตเลียแบ่งงานวิจัยชุมชนออกเป็น3 ขั้นตอน</div><div class="info">ขั้นที่ 1 รัฐ+ชุมชน ทำวิจัยร่วมกัน รัฐออกค่าใช้จ่ายให้หมด</div><div class="info">ขั้นที่2 รัฐ+ชุมชน ทำวิจัยร่วมกัน ได้ผลประโยชน์กับชาวบ้าน รัฐช่วยค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่ง</div><div class="info">ขั้นที่3 รัฐ+ชุมชน ถ้าชุมชนทำการวิจัยต่อ ชุมชนต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด</div><div class="info">การทำเช่นนี้ เป็นการสร้างฐานงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์</div><div class="info">ทำให้เกิดความรับผิดชอบทุกฝ่าย ตอบตัวเองได้ว่าจะวิจัยไปให้ใครใช้</div><div class="info">แถมยังเป็นการตั้งไข่ในการสร้างนักวิจัยอาชีพได้ด้วย</div><div class="info">ไปเห็นมาอย่างนี้ ก็เล่าไปเรื่อยเจื้อย อาจจะผิดก็ได้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อกัน อาจารย์คงไม่ถือสาอะไร แต่กับคนอื่น หรือสภาวิจัยฯ ไม่กล้าพูดอย่างนี้หรอก กลัวโดน ถี- อิอิ</div>
คุณพ่อครูบา คะ
</div><div class="info">เป็นนักวิชาการ ที่อารมณ์ ดี ที่สุด </div><div class="info">เรื่องผิดถูก วางไว้ก่อน ไม่เห็นต้องตอบเร็วๆ ทำไปตอบไป </div><div class="info">ใช่ก็ดี ไม่ใช่ก็ได้เรียนรู้ มีแต่ได้กับได้ </div><div class="info">ถ้าเป็นผู้เรียน จะไม่มีคำว่าผิดหรือถูก
</div>