วันที่ ๖ ม.ค. ๕๑ พญ. ลัดดา ดำริการเลิศ กับ นพ. ธนรัชต์ จาก สวรส. และสถาบันเด็กแห่งชาติฯ (โรงพยาบาลเด็ก) มาอวยพรปีใหม่ ผมจึงได้ทดลองอำนวยพรแบบใหม่     ที่เป็นพรปฏิบัติ ไม่ใช่พรวจีหรือพรลิขิต

         แทนที่จะใช้เวลาแค่ ๒ – ๓ นาที กล่าวสุนทรียกถา     เราใช้เวลา ๑๕ – ๒๐ นาที ทบทวนสิ่งที่เราเคยสนทนากันเมื่อปีที่แล้ว     คือทบทวน ไตร่ตรอง เป้าหมายเชิงคุณค่าของชีวิตของเรา ที่สัมพันธ์กับงาน    สำหรับเป็นพรที่ตนเองสร้างขึ้นภายในใจ     เป็นกำลังใจ และยุทธศาสตร์ในการดำเนินชีวิตการงาน     สิ่งที่เราสนทนาคืองานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสถาบันเด็กฯ     จากหน่วยงานที่เน้นบริการวิชาชีพ ไปเน้นงานสร้างสรรค์วิชาการมากขึ้น    ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อและป้าย

         พญ. สุรภี อดีต ผอ. หมาดๆ เคยมาปรึกษาผมในเรื่องนี้เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว      และผมได้ลองแนะนำยุทธศาสตร์และวิธีการ    นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณหมอลัดดา      ไปสู่ชีวิตที่เธอชอบ คืองานจัดการงานวิจัย     โดยทำงาน ๒ ที่ คือสถาบันเด็กฯ กับที่ มสช.    และตอนนี้ลาออกจากราชการไปเลย ไปอยู่ที่ สวรส. และยังทำงานที่ มสช. ด้วย     เธอขอบคุณผมมากที่ช่วยแนะช่องทางให้เธอได้ทำสิ่งที่ตนรัก

         การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของการทำงานในวิชาชีพที่เข้มแข็งและทรงคุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ โดยอำนาจ  เช่น การออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงหน่วยงาน     ดังนั้นการจัดการการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลจริงจัง จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้หลักการและวิธีการที่แยบยล     และเป็นเรื่องที่ผมสนใจ     และนั่นคือสิ่งที่ผม dialogue กับคุณหมอทั้งสอง     โดยผมใช้หลักการทำความเข้าใจคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงนั้น     และใช้ความเข้าใจนั้นสร้างสภาพ win – win – win - …..     และใช้ SST ตามหนังสือ “ผู้บริหาร องค์กรอัจฉริยะ ฉบับนักปฏิบัติ”

         การทำความเข้าใจคุณค่าของสิ่งต่างๆ ต่อสังคมส่วนรวม เป็นบุญกิริยา     คือทำให้เราเกิดจิตใจที่เป็นกุศล  เกิดปัญญา  และความสุข  ผมจึงชอบทำกิจกรรมนี้มาก     แม้อยู่คนเดียวก็หมั่นทำ     ยิ่งมีคนมา dialogue ด้วย ยิ่งสนุก     การที่ผมได้มีโอกาสคิดวิธีอำนวยพรแบบนี้ โดยคิดจากการปฏิบัติจึงคล้ายๆ มีเทวดามาแนะ     ผมบอกตัวเองว่าผมเป็นคนมีบุญ มีเทวดาประจำตัวมาคอยแนะนำสั่งสอนอยู่เสมอ     ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนมีเทวดาประจำตัว    แต่ตัวเราเองอาจ “จิตดื้อ” หรือ “จิตกระด้าง” เสียจนไม่ได้ยินเทวดาที่หมั่นมาบอก    เทวดาในมุมมองของผมคือ “เสียงจากภายใน” หรือ inner conscience นั่นเอง

         การอำนวยพรแบบใหม่นี้ ผู้ได้รับคือ ทั้งผู้รับและผู้ให้

วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๑