งานพัฒนาชนบทเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องทำให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือทั้งเฉลียวฉลาด และต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

งานพัฒนาชนบทเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องทำให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือทั้งเฉลียวฉลาด และต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิได้มุ่งที่จะหากินด้วยวิธีการใด ๆ ใครอยากหากิน ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง ไปทำการค้าดีกว่า เพราะว่าทำผิดพลาดไปแล้ว บ้านเมืองเราล่มจม และเมื่อบ้านเมืองล่มจมแล้วเราอยู่ไม่ได้ ก็เท่ากับเสียหมดทุกอย่าง... 

ครูจำได้ว่า เมื่อ ๓ ปีที่แล้วตอนที่พวกเราเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ และลงเรียนรายวิชาพื้นฐานสาขาการส่งเสริมการเกษตรนั้น ครูได้เล่าให้พวกเราฟังถึงสถานการณ์ปัญหาของสังคมไทย วิกฤติของภาคการเกษตรและวิถีชีวิตของครัวเรือนเกษตรกร และได้ฉายภาพ พ่อหลวง อันเป็นที่รักยิ่งของเรา...ชาวไทยทั้งประเทศ พร้อมทั้งข้อความข้างบนนี้ใน Power Point ประกอบการบรรยาย เพื่อให้พวกเราได้อ่านดัง ๆ พร้อมกันในชั้นเรียน... 

และในภาคปลายของปีการศึกษา ๒๕๕๐ นี้ เมื่อพวกเราลงเรียนวิชา การพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับของภาควิชาที่ครูรับผิดชอบดูแลนั้นพวกเราก็ได้ร่วมกันอ่านข้อความนี้ด้วยกันดัง ๆ อีกครั้งหนึ่ง... 

ค่ำคืนวาน คืนวันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ...ณ หาดเตยงาม สัตหีบ สถานที่ที่ภาควิชาพาลูกศิษย์ทุกชั้นปีไป หล่อหลอม และจัดงานเพื่อแสดงความยินดี พร้อมทำพิธี บายศรีสู่ขวัญ ให้กับพวกเรา...ลูกศิษย์ ส่งเสริมการเกษตรรุ่น ๓๒ ที่กำลังจะจบการศึกษาและรับปริญญากันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า... 

เมื่อครูเปิดหนังสือ “Our Love…Our Memory…Our Major…AG-EXT *32” ที่น้องปี ๓ จัดทำให้พวกเรา พี่ปี ๔ และได้เห็นข้อความนี้อีกครั้งบนหน้าแรกของหนังสือ... ครูรู้สึกดีใจมาก...เพราะยามใดที่พวกเราหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา...ถ้อยคำที่มีความหมายยิ่งนี้จะช่วยย้ำเตือนให้พวกเรา...ลูกศิษย์ที่รักของครูทุกคน...จดจำรำลึกถึงบทบาทและหน้าที่ของ นักพัฒนา ที่ต้องเป็นทั้ง คนเก่ง และคนดี... ไม่ว่าพวกเราจะจาก ร่มนนทรี ไปนานสักเพียงใด และไม่ว่าพวกเราจะอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ตาม 

 

ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า...กาลเวลาจะผ่านไปรวดเร็วเพียงนี้...ครูรู้สึกเสมือนว่า...เมื่อไม่นานมานี้เอง ที่พวกเราได้เข้ามาเป็น น้องใหม่ ของภาควิชา น้องปี ๒ ที่คณาจารย์และพี่ ๆ ทุกคนรักและเอ็นดู ...ไม่นานมานี้เองนี่นะ ที่พวกเราได้ไปฝึกงานร่วมกันที่ชุมชนบ้านเจดีย์หัก ครูไปเยี่ยมและได้ทานกับข้าวฝีมือพวกเรา อีกทั้งได้เห็นพวกเราจัดกิจกรรมในสไตน์ของวัยจ๊าบ ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้าน (คงคิดกิจกรรมกันไม่ออกใช่ไหมล่ะ?) จำได้ว่า ครูได้แนะให้พวกเราลองทำกิจกรรม ฒ ผู้เฒ่า อุ่นใจ ด้วยการเข้าไปพูดคุย ซักถามประวัติหมู่บ้าน วิถีชีวิตชุมชน และสารทุกข์สุกดิบในชีวิตของแต่ละท่าน พร้อมทั้งบีบนวดคลายเส้นให้ท่านอบอุ่นใจด้วย สัมผัส จากมือน้อย ๆ ของพวกเรา 

มาในวันนี้...ครูได้เห็นพวกเราเติบใหญ่ ทั้งด้วย วัย และด้วย สำนึก ที่ครูรับรู้และสัมผ้สได้ ...ทั้งจากวิธีคิด การกระทำ และคำพูดของพวกเรา...เมื่อครูได้ใกล้ชิดกับพวกเรามากขึ้น จากในชั้นเรียน และจากการไป “Trip” ...ครูยังจดจำถึงวันเวลาที่พวกเราพากันล่องเรือศึกษาชุมชน ตั้งแต่ยามเย็นจนดึกดื่นค่อนคืน... ได้ชม หิ่งห้อยใต้ต้นลำพู ท่ามกลางแสงดาวในคืนไร้เดือน... และแม้จะเหนื่อยล้าเพียงใด ทว่าพวกเราก็สามารถ ปลุกตัวเอง ให้ตื่นขึ้นมาสะสมบุญในยามเช้าด้วยการ ใส่บาตร ได้ทันเวลา (สาธุ)

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูออกแบบให้พวกเราได้เรียนรู้โดยผ่านขบวนการของ สุ จิ ปุ ลิ นั้น แม้จะทำให้พวกเราต้องทำงานหนัก... ต้องคิด ต้องค้น ต้องคว้า ต้องฟัง ต้องพูด ต้องเขียน ...และคงแอบนึกกันในใจว่าอาจารย์ตุ้มให้งานอีกแล้ว... เบื่อจังเลย ...  แต่ครูก็มั่นใจว่า หากลูกศิษย์ของครูผ่านขบวนการ เจียรนัย นี้ได้ตลอดรอดฝั่ง พวกเราจะเกิดความเปลี่ยนแปลงจาก ภายใน" พวกเราจะรู้สึกมีความสุขและ ภาคภูมิใจในตัวเอง...เหมือนกับที่ครูรู้สึก ภาคภูมิใจ ในตัวพวกเราอยู่ในขณะที่กำลังเขียนบันทึกนี้ ...

และเมื่อพวกเรามีความสุขและภาคภูมิใจในตัวเองได้แล้ว ครูคิดว่าพวกเราจะสามารถ ส่งต่อ ความรู้สึกแห่งสุขและภาคภูมิใจนี้ให้กับคนอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน...และวันนั้น... งานพัฒนาชนบทก็จะไม่เป็นงานที่ ยาก เกินไปนักสำหรับพวกเรา 

ครูให้พวกเราส่ง การบ้าน ให้ครูอ่านเป็นประจำด้วยการบันทึกผ่าน Blog ...ครูจึงขอบันทึก ความรู้สึก ทีี่่มีอยู่ในใจ เพื่อให้พวกเรา "ลูกศิษย์ที่รักของครูทุกคน" ได้อ่านและรับรู้... ผ่านทางบันทึก Life Diagram นี้ด้วยเช่นกันนะจ๊ะ 

แล้วครูจะเขียนถึงพวกเราอีก 

บ้านกำแพงแสน

๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑