บ้านนอกเรา มีวิถีกันแบบง่ายๆสบายๆ (ชิวๆ) เดินเข้าออกบ้านแบบไม่ต้องมีรั้ว เสียงฆ้อง กล้อง ตึ่งโนงที่ข้างบ้านวันนี้มีกฐิน มีคนเมาเหล้าขาวเล็กน้อย ดูก็สนุกสนานดี นี่หละชีวิตคนท้องถิ่น

ว่าด้วย วิถีชีวิตที่บ้านของผม ก็เรียบง่ายแบบนี้

เมื่อวานมีคุณลุงสะพายตะกร้า (คนเมืองเหนือ เรียกว่า "เปี๊ยด") ขับมอเตอร์ไซต์มาจอดตรงหน้าบ้าน ดับเครื่องแล้วถามผมว่า "ซื้อผั๊กหวานก่อครับ" (ซื้อผักหวานไหมครับ?)ผมตอบปฏิเสธไปเพราะแม่ซื้อไว้ก่อนแล้ว

พอลุงขับมอเตอร์ไซต์ออกไป ผมนึกเสียใจเหมือนกันว่า ทำไมไม่อุดหนุนเขาบ้าง เพราะกว่าที่เขาจะขึ้นไปเก็บผักหวานในป่า บนดอยสูงๆกว่าที่จะบรรจุห่อใบตอง มาขายเราแค่ห่อละ ยี่สิบบาทเท่านั้นเอง เราจะใจจืดใจดำไม่อุดหนุนเขาเชียวหรือ...

คิดอยากให้คุณลุงย้อนกลับมาจัง...ไม่ทันเสียแล้ว

เช้านี้ก็เหมือนกัน ในระหว่างที่ผมนั่งทำงานอยู่เพลินๆ ก็มีเสียงถามเบาๆ

"ไอ่หน้อยเอา ขะหนม ก่อ" (ไอ่หนูเอาขนมมั้ย)

ผมมองตามต้นเสียง เป็นแม่อุ้ยชรา สวมเสื้อขาว ผ้าซิ่นสีลาย มวยผมแบบคนเฒ่าบ้านเฮา  ริ้วรอยของวัยสูงอายุ ทำให้แม่อุ้ยนั่งหอบๆ ก่อนที่จะวางเปี๊ยดทั้งคู่ลง ใช้กระดาษที่แม่อุ้ยคว้าได้ในเปี๊ยดพัดวี

โธ่เอ้ย!!!...แม่อุ้ย

แก่เฒ่าป่านนี้อุ้ยยังมาเดินขายขนมอีก ผมนึกไปถึงลูกหลานของอุ้ย

แม่อุ้ยมาขายขนมข้าวปองราดน้ำอ้อย (เป็นขนมโบราณที่ใช้แป้งอบจนกรอบ ราดด้วยน้ำอ้อยเคี่ยว) อร่อย หอมหวานดี ผมก็ไม่ได้ลิ้มรสมานาน เลยอุดหนุนแม่อุ้ยหลายๆห่อ ผมให้เงินค่าขนมอุ้ย แม่อุ้ยค่อยใช้มือทั้งสองประคอง โน้มตัวลงรับเงิน ทำให้ผมใจไม่ค่อยดีเข้าไปอีก

โธ่เอ้ย!!!...แม่อุ้ย

การประคองรับเงินด้วยสองมือ มือหนึ่งแตะที่ศอกอีกมือหนึ่งแบมือ เป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติที่คนไทใหญ่ เขารับเงิน ถือว่าเงินนั้นเป็นของสูงค่า

ผมนึกถึงเงินทองที่หลายคนใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ทานข้าวแต่ละมื้อครึ่งพันครึ่งหมื่น ผมมองลงไปในเปี๊ยดแม่อุ้ย คะเนแล้ว แม่อุ้ยคงได้ซักร้อยกว่าบาท จากขนมเต็มสองเปี๊ยด แต่แม่อุ้ยเดินข้ามทุ่ง ข้ามเขามาหลายกิโลเมตรทีเดียว

คนเราเกิดมามีไม่เท่ากัน... มูลค่าของสิ่งเหมือนกัน เราให้ค่าที่แตกต่างกันตามความพร้อมของคน

ผมนึกถึงเหงื่อที่ผุดพรายตามใบหน้าของแม่อุ้ย นึกถึงขนมที่อยู่เต็มเปี๊ยดของแม่อุ้ยแล้ว...ผมคิดอะไรได้หลายๆอย่าง

คุณผู้อ่านคิดอะไรจากเรื่องราวนี้บ้างครับ??