วันที่ 23 มีนาคม 2551 จะเป็นวันพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พนัส หันนาคินทร์

วันที่ 23 มีนาคม 2551  จะเป็นวันพระราชทานเพลิงศพ  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พนัส  หันนาคินทร์  ณ  วัดธรรมจักร  จังหวัดพิษณุโลก  ผมจึงขอบันทึกบางสิ่งที่เกี่ยวกับท่านที่ผมได้สัมผัส  ดังนี้

ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานกับ ศ.ดร.พนัส  หันนาคินทร์  ครูคนแรกของ วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก  ซึ่งเปลี่ยนเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลก  และปัจจุบันยกฐานะเป็น  มหาวิทยาลัยนเรศวร

เชื่อว่าคงมีคนเขียนถึงท่านอาจารย์พนัส  จำนวนมาก  และหลายแง่มุม  ผมจึงขอบันทึกส่วนที่ผมเกี่ยวข้องและดำเนินการ  แม้จะน้อยนิด  แต่ก็เป็นการระลึกถึงพระคุณท่าน  เมื่อผมมาเป็นคณบดีคณะศึกษาศาสตร์  เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547  ได้ริเริ่มจัดทำห้องประวัติคณะศึกษาศาสตร์  ซึ่งเป็นคณะแรก  และคณะเดียวของ วศ.พิษณุโลก  ที่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 18 มกราคม 2510  โดยรวบรวมภาพและประวัติเกี่ยวกับศึกษาศาสตร์ทั้งหมด  ผมพบสิ่งที่ท่านได้ดำเนินการตลอดชีวิตการเป็นผู้บริหาร  และเป็นครูมากมาย  น่าเสียดายที่บางช่วงเอกสารข้อมูลขาดหายไป  อาจจะเป็นเพราะระบบการจัดเก็บในอดีต  อย่างไรก็ตามหากท่านไปเยี่ยมคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร  ท่านจะพบอย่างน้อย 4 สิ่งต่อไปนี้  ที่เป็นที่ระลึกถึงท่านคือ

      1.  ภาพขนาดใหญ่ของท่าน  ในโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช  ในโอกาสที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตของ วศ.พิษณุโลก  ประดับอยู่ด้านหน้า  และด้านในห้องประชุมศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พนัส  หันนาคินทร์

      2.  ภาพทำเนียบผู้บริหารคณบดีคณะศึกษาศาสตร์  ที่รวบรวมไว้เป็นประวัติของคณะฯ ตั้งแต่คณบดีคนแรก  จนถึงคนปัจจุบัน  ภาพของท่านอาจารย์พนัส  ที่เป็นผู้บริหาร วศ.พิษณุโลก  คนแรก  ครูคนแรก (ที่บรรจุเป็นอาจารย์ของ วศ.) และทำหน้าที่คณบดีคณะศึกษาศาสตร์คนแรก  เพราะในครั้งนั้นไม่มีการเรียกตำแหน่งคณบดีเป็นทางการ  แต่ท่านได้สร้างบัณฑิต  ศิษย์ศึกษาศาสตร์ให้ประเทศชาติ  และสังคมไทยเป็นจำนวนมาก

      3.  รูปหล่อครึ่งตัวของท่าน  ที่คณะศิษย์เก่า  นำโดย  คุณสุเทพ  ตรีวิชา  และคณะ  ได้ดำเนินการสร้างและมอบให้  คณะศึกษาศาสตร์จึงได้นำรูปหล่อของท่านดังกล่าวประดับไว้  ณ  ห้องศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พนัส  หันนาคินทร์

      4.  ชื่อห้องประชุม  “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พนัส  หันนาคินทร์”  ที่คณะกรรมการบริหารคณะศึกษาศาสตร์ได้เสนอมหาวิทยาลัย  ขออนุญาตใช้ชื่อของท่านเป็นชื่อห้องประชุม  แทนชื่อห้องประวัติศึกษาศาสตร์  เพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นเกียรติประวัติของคณะศึกษาศาสตร์  ภายหลังจากท่านถึงแก่กรรม  เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2549

           ผมขอขยายความตำแหน่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ  เนื่องจากได้รับการถามไถ่มากว่าต่างจากศาสตราจารย์อย่างไร  ต้องขอเรียนว่าผู้ที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณคือ  ผู้ที่ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในขณะที่รับราชการ  และเมื่อเกษียณอายุแล้ว  มหาวิทยาลัยพิจารณาเห็นว่าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยอย่างยิ่ง  ก็จะดำเนินการกราบบังคมทูลขอพระราชทานตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ  เพื่อเป็นเกียรติอีกตำแหน่งหนึ่ง

ผมมีโอกาสสังเกตและสัมผัสกับท่านอีกสิ่งหนึ่งคือ  ความเป็นคนรักครอบครัวของท่านที่สัมพันธ์กับการดำรงตน  และส่งผลต่อการทำงานของท่าน  ดังนี้

      1.  ทุกครั้งที่ผมไปร่วมงานแต่งงานที่มีท่านเป็นผู้กล่าวอวยพร  ไม่ว่าท่านจะพลิกแพลงการอวยพรคู่บ่าวสาวด้วยวาทศิลป์ที่มีอยู่มากมายของท่านอย่างไร  แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ  การสอนให้เจ้าบ่าวเชื่อฟังเจ้าสาว  และท่านมักจะสรุปว่า “ไม่มีใครรักและหวังดีต่อเราเท่าภรรยาของเรา”

      2.  ในช่วงที่ผมเป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย 8 ปี  ผมได้กราบเรียนเชิญท่านไปช่วยสอนตามศูนย์วิทยบริการต่างๆ  ท่านได้กรุณาไปช่วยสอนเป็นอย่างดี  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งท่านบอกกับผมคือ  ถ้าไม่จำเป็นผมขอไม่ไปสอนที่ศูนย์ฯ จ.แพร่  และจ.เพชรบูรณ์  เพราะระยะทางไกล  และเส้นทางต้องผ่านภูเขา  ท่านไม่ได้พูดถึงสุขภาพตัวเองเลย  แต่ท่านจะพูดถึงความปลอดภัย  และความเป็นห่วงครอบครัว โดยเฉพาะลูกๆ เสมอ

      3.  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมจัดให้ท่านไปสอนจังหวัดเดียวกันกับอาจารย์วิลาศ (ผศ.วิลาศ  หันนาคินทร์)  ที่กรุณาร่วมสอนภาษาอังกฤษ  เดินทางไปสอนวันเดียวกัน  โดยเจตนาให้ท่านเดินทางไปด้วยกันเพื่อความสะดวกและเป็นเพื่อนพูดคุยกัน  แต่พอตารางสอนออกท่านก็โทร.มาหาผม  ขอเปลี่ยนตารางสอนว่าถ้าเป็นไปได้ขอไม่เดินทางไปพร้อมอาจารย์วิลาศ  เหตุผลของท่านคือ  “หากเกิดอะไรขึ้นระหว่างเดินทาง  ถ้าผมเป็นอะไรไป  คุณวิลาศก็จะอยู่ดูแลลูกได้” นี่คือท่านอาจารย์พนัส  ครับ

      4.  ท่านรักทั้งครอบครัวและงาน  โดยเฉพาะการสอน  การเป็นครูคือชีวิตของท่าน  ท่านขอบคุณผมหลายครั้งที่ผมเชิญท่านไปสอนตามศูนย์ต่างจังหวัด  แต่สำหรับผมนับเป็นความกรุณาของท่าน แต่ท่านกลับบอกผมว่า  ชีวิตท่านมีความสุขที่ได้ไปสอนวันเสาร์-อาทิตย์  เพราะรู้สึกว่าเป็นประโยชน์แก่ลูกศิษย์  และท่านไม่เหงา  ท่านเล่าให้ฟังว่า  “เคยมีลูกศิษย์คนหนึ่งถามท่านว่า  บำนาญของอาจารย์ไม่พอหรือ  จึงต้องมาสอน”  เพราะในสายตาของลูกศิษย์คงเห็นว่าท่านน่าจะพักผ่อน  โดยหารู้ไม่ว่าการได้สอนคือการพักผ่อนและความสุขของท่าน

      5.  หลังเกษียณ  นอกจากการสอนที่มหาวิทยาลัยนเรศวรแล้ว  ท่านก็ยังรับที่จะช่วยสอนในสถาบันหลายแห่ง  เป็นกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์  และ I.S  ที่ค่อนข้างจ้ำจี้จ้ำไชกับลูกศิษย์มาก  เพราะท่านอยากให้งานวิชาการออกมาดี  รวมทั้งท่านยังรับเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง  ซึ่งบางครั้งเมื่อผมมีโอกาสนั่งรถกับท่าน  จึงเห็นท่านเตรียมตัวกับภารกิจต่างๆ ตลอดเวลา  สิ่งที่ผมประทับใจคือ  บ่อยครั้งที่ท่านเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ชีพของท่าน  ภายในกระเป๋านอกจากเอกสารแล้วจะมีเสื้อแจกเกต  หมวก  รวมทั้งอาหารกลางวันคือ  แซนด์วิช  ที่ท่านบอกว่าคุณวิลาสเตรียมให้  อร่อยมาก  ท่านรอบคอบแม้แต่การเตรียมถุงพลาสติกเพื่อรองรับเศษอาหาร  ไม่ยอมให้มีอะไรตกหล่นในรถ  เพราะเกรงจะสกปรก

นี่คือท่านอาจารย์พนัส  ที่ผมรู้จัก