ไปยะลากันดีกว่า

            เมื่อวาน เป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 วันแห่งความรักในภาษาสากล แต่ผมให้นิยามเป็นภาษาไทยว่าวันไข่พบสเปิร์ม(ฟังดูก็ไม่ไทยเท่าไหร่เลยแฮะ และจะขอบอกว่า ศัพท์นี้ ผมได้มาจากการไปนั่งฟังนักศึกษาแพทย์ปี 4 นำเสนอโครงการ health promotion มาครับ)

            เรื่องของเรื่องมันเริ่มที่สัปดาห์ที่แล้วครับ วันหนึ่งก็มีโทรศัพท์มาจากสสจ.ยะลา บอกว่า อยากให้ผมไปบรรยายเรื่องเพศศึกษาที่โรงเรียน เนื่องในวันวาเลนไทน์  ไอ้เราเมื่อได้ยินว่ายะลาก็ขนลุก กำลังจะปฏิเสธไปแล้วเชียว เสียงที่ปลายสายก็บอกว่าอาจารย์อย่าทิ้งพวกพี่นะคะ เราสามจังหวัดไม่อยากถูกทอดทิ้งเลยค่ะแค่นั้นเองครับครับก็หลุดออกจากปากผมไป (โดยที่ยังไม่ได้ปรึกษาภรรยาก่อนเลยสักนิด) และก็ดีกว่าที่คิดไว้ครับ เพราะจิ๋มไม่มีอาการตกใจเลย

            การไปบรรยายครั้งนี้ผมเองก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากนัก เพราะว่าที่นั่นไม่มีเครื่องฉายสไลด์ เขาจัดงานในหอประชุมที่มีแสงจ้า ถึงฉายภาพก็มองไม่เห็นอยู่ดี แต่นั่นก็สร้างความลำบากใจให้ผมไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมันหมายถึงการพูดแบบทอล์คโชว์ ไม่สามารถหาสิ่งมาเรียกหรือเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆได้ แบบว่าสมัยก่อนที่เริ่มเป็นนักบรรยายใหม่ๆ หากเขาเสียงดังมากๆ บางครั้งผมก็เอารูปโป๊ขึ้นโชว์ รับรองว่าเงียบ (ฮา) ก็เป็นความกดดันอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร ก่อนไปหนึ่งคืนก็มานั่งร่างบท จัดลำดับความสำคัญของเนื้อหา หามุขตลกเล็กน้อยใส่ลงไป เรื่องมุขนี่บางทีก็เข้าตาจน เพราะว่าอายุผมกับเด็กมัธยมนั้นห่างกันก็ราว 20 ปี มันอาจจะเป็นคนละภาษาก็ได้ ประสาทกินเหมือนกันนะเนี่ย

            จากประสบการณ์การเป็นวิทยากรที่ผ่านมานั้น การบรรยายในหอประชุม โดยมีผู้ฟังเป็นเด็กนักเรียนหลากชั้นปี บางทีเด็กๆมากันทั้ง ม.1 ยัน ม. 6 เรื่องนี้สร้างปัญหากับผมมากที่สุด นั่นเพราะว่าระดับความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เราจะพูดนั้นมันแตกต่างกันเหลือเกิน แล้วลองหลับตานึกภาพดูนะครับว่า เด็ก 500 คนมาอยู่รวมกัน มันจ๊อกแจ๊กจอแจซะยิ่งกว่าฝูงนกเอี้ยงที่โรงช้างตอนเย็นๆช่วงที่ผมจะไปกินข้าวเมื่อสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์เสียอีก แต่ไม่เป็นไร ลองฟัดกันซักตั้งหนึ่งก่อน จะแพ้หรือชนะเด็กก็ค่อยว่ากันอีกที

            ทางสสจ.ยะลาส่งรถ Volvo มารับตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ตรงเวลาเป๊ะ

            พี่ลีเป็นชื่อของคนขับรถ ท่านเหยียบซะจนสมฐานะ Volvo เลยเชียว 140 กม.ต่อชั่วโมงนี่ทำให้ใจของผมเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จนถึงอำเภอจะนะนั่นแหละแกจึงถามว่า OK ไหม ผมก็เลยได้โอกาสบอกไปว่าไม่ยกเท้าออกหน่อยน่าจะดีนะครับพี่ เดี๋ยวตำรวจจับเขาไม่จับเรื่องความเร็วหรอกครับอาจารย์ เดี๋ยวอาจารย์ก็รู้ว่าทำไมเขาจึงอนุญาตให้ขับรถเร็วได้งานนี้ผมเลยฮาลำบาก แต่พี่ลีก็ลดความเร็วลงมาเหลือ 120 กม.ต่อชั่วโมง ผมจึงค่อยหายใจได้สักหน่อย

            ระหว่างทางนั้น เมื่อเราเริ่มเข้าสู่อำเภอจะนะ ก็เริ่มเห็นฐานของทหารริมทางหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ มาเห็นชัดๆอีกทีก็ตั้งแต่ทางแยกไปปัตตานี ยะลานั่นแหละ เราต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปยะลา ตลอดระยะการเดินทาง เราสามารถเห็นทหารยืนอยู่เดี่ยวๆตลอดข้างทาง ก็ถามตัวเองว่า ยืนล่อเป้าเหรอเนี่ย  ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะว่า เขายืนกันแค่คนสองคน กับปืนคนละกระบอก แล้วมันจะไปสู้อะไรกับคนที่จะมายิงเป็นสิบ เฮ้อ ครั้งหนึ่งรถของผมกำลังตามหลังรถทหาร พี่ลีก็เหยียบแซงรถทหารแทบจะมิดคันเร่ง แล้วก็หันมาบอกผมว่ารู้หรือยัง ว่าทำไมต้องใช้รถแรงๆทั้งนี้เนื่องมาจาก รถทหารก็คือเป้าดีๆนี่เองครับ หนาวไปเลย จนมาถึงทางแยกหนึ่งที่ตรงไปจะเข้ายะลา รถเราเลี้ยวลงทางแยกเล็กๆทางหนึ่ง พี่เขาบอกว่าทางนี้ลัดกว่า และทางใหญ่ที่เราไม่ตรงไปนั้น ไม่มีคนขับรถผ่านครับ เพราะว่ามันเป็นพื้นที่ปะทะที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ บรึ๋ยยยยยย... แบบว่าทุกคนรู้ว่าเป็นที่อันตราย มีแต่ทหารเท่านั้นที่ใช้เส้นนี้

            ถึงเมืองยะลาด้วยความปลอดภัย เดี๋ยวเดียวเราก็มาโผล่ที่วงเวียนหน้าโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ถึงตรงนี้ผมก็รู้สึกระลึกถึงความหลังขึ้นมาทันที เมื่อปี พ.ศ. 2536 ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นปี 4 ต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาลนี้นาน 1 เดือน ในกองเวชศาสตร์ชุมชน เพื่อมาทำโปรเจคเรื่องหนึ่ง กลุ่มผมทำเรื่องการตรวจหาลูกน้ำยุงลายในเขตเทศบาลเมืองยะลา ซึ่งผลการสำรวจพบว่าแต่ละครัวเรือนมีลูกน้ำยุงลายปริมาณสูง ตอนนำเสนอต่อสสจ.ปรากฏว่า ท่านนายแพทย์สสจ.ถึงกับตกใจ และออกคำสั่งให้ทำการรณรงค์เรื่องการป้องกันไข้เลือดออกอย่างเร่งด่วน มาถึงวันนี้ 15 ปีผ่านไป ผมได้กลับมาอีกครั้ง คิดถึงจริงๆนะครับ

            ผมถึงโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงก็อีก 10 นาที 10 โมง ก็ตรงเข้าหอประชุมทันที ที่นั่นมีเด็กนักเรียนราวๆ 300 คน พี่เขาบอกว่าส่วนใหญ่เป็นเด็กของโรงเรียน คบ. นั่นแหละ ส่วนหนึ่งก็เป็นเด็กจากโรงเรียนอื่น เขากำลังแข่งขันร้องเพลงกัน ก็ดูน่ารักดีตามอัตภาพครับ บรรยากาศก็เหมือนสมัยที่ผมเป็นนักเรียนนั่นล่ะครับ ต่างกันแค่เวลาเท่านั้นเอง

            ผมได้บรรยายตอน 11 โมง ใช้เวลาราว 10 นาทีก็เอาอยู่ เด็กๆหลงกลผม สามารถทำกิจกรรมประกอบการบรรยายได้ มีอาสาสมัครออกมาถือจู๋เทียม สาธิตการสวมถุงยางอนามัย มีเด็กถามคำถามมากกว่าที่คิดมากนะครับ งานนี้โพยที่เตรียมไปเลยไม่ต้องใช้มาก สามารถใช้คำถามเป็นตัวนำเรื่องและพูดต่อไปอย่างไหลลื่นไม่ติดขัด (กว่าจะทำได้แบบนี้นี่ พัฒนาตัวเองเป็นปีเชียวนะครับ)

            ผมใช้เวลาไป 1 ชั่วโมงพอดีพอดิบ ก็ต้องเลิกราจากกัน ทางสสจ.เลี้ยงข้าวเที่ยงที่ร้านกาแฟท่านนายแพทย์สสจ.มาทานด้วยกัน ท่านเป็นศิษย์เก่ารุ่น 7 อาหารร้านนี้อร่อยใช้ได้ โดยเฉพาะยำมะระสดกับไข่ปู เล่นเอาไขมันในเลือดกระดกเลย

            บ่ายโมงตรงก็ได้เวลากลับบ้าน ท่านนายแพทย์สสจ.แนะนำว่าให้รถพาไปเที่ยวดูผังเมืองยะลาก่อน ผมก็เรียนท่านว่า ผมแทบจะจำได้ทุกกระเบียดนิ้วเลย เพราะ 1 เดือนที่เคยมาอยู่นั้น ผมเที่ยวจนปรุแล้ว ท่านเลยเสนอว่า งั้นก็ไปดูบ้านของท่านวันนอร์ก่อนดีไหม ผมเลยตอบตกลงไปทันที และก็ไม่ผิดหวัง เหมือนได้ดูสิ่งมหัศจรรย์ของจังหวัดครับ เพราะว่ามันอลังการมากกกกก

            ผมไม่ได้กลับมือเปล่านะครับ เพราะว่าพี่ๆจากสสจ.ได้ซื้อส้มโชกุนฝากติดมือมาให้กล่องใหญ่ ขนมชั้น 3 ถาด และกล้วยฉาบอีก 2 ถุงเบ้อเริ่ม และบอกว่าโอกาสหน้าจะได้เชิญผมมาอีก ผมก็ได้มีโอกาสพิจารณาว่า สถานการณ์ถึงแม้ไม่สู้ดี แต่นั่นมันก็เป็นความรู้สึกของคนนอกแบบผม เมื่อได้มาเห็นจริงๆก็ไม่ได้น่าสะพรึงกลัวอย่างที่คิดนะครับ

            ขากลับผมได้ถ่ายรูปบรรยากาศของข้างทางไว้ละเอียดยิบ ถ่ายด้วยกล้อง Cannon digital 400D ปรับ mode ถ่ายภาพเคลื่อนไหว ด้วยความเร็วของรถประมาณ 100 กม.ต่อชั่วโมงได้ชัดสนิท เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำครับ