เรื่องวิตามิน E ก็คล้ายกับเบต้าแคโรทีนคือ วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำมัน เพราะฉะนั้นถ้ากินแต่ผลไม้... ร่างกายจะดูดซึมได้น้อย ถ้ากินพร้อมหรือหลังอาหารที่มีไขมันสักหน่อย จะดูดซึมได้ดีขึ้นมาก

<p>...</p>

< ตอนที่ 2 (ต่อจากตอนที่ 1) > [ Click ] >

ต่อไปเป็น 10 สุดยอดผลไม้ไทยที่มีวิตามิน E สูงสุดได้แก่

...

10 สุดยอดผลไม้ไทยที่มีวิตามิน E สูงสุด มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
1. ขนุนหนัง 2.38
2. มะขามเทศ 2.29
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ 1.52
4. มะเขือเทศราชินี 1.34
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก 1.23
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 1.10
7. มะม่วงยายกล่ำสุก 0.97
8. กล้วยไข่ 0.47
9. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 0.59
10. สตรอเบอร์รี 0.54

...

โปรดสังเกตว่า มะเขือเทศราชินีติดอันดับสุดยอด 1 ใน 10 ทั้งเบต้าแคโรทีน และวิตามิน E นอกจากนั้นมะม่วงก็ติดอันดับหลายอันดับด้วย

เรื่องวิตามิน E ก็คล้ายกับเบต้าแคโรทีนคือ วิตามินชนิดนี้ละลายในน้ำมัน เพราะฉะนั้นถ้ากินแต่ผลไม้... ร่างกายจะดูดซึมได้น้อย ถ้ากินพร้อมหรือหลังอาหารที่มีไขมันสักหน่อย จะดูดซึมได้ดีขึ้นมาก

...

ทีนี้ก็มาถึง 10 สุดยอดผลไม้ไทยที่มีวิตามิน C มากที่สุดได้แก่

...

10 สุดยอดผลไม้ไทยที่มีวิตามิน C มากที่สุด มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
1. ฝรั่งกลมสาลี่ 187
2. ฝรั่งไร้เมล็ด 151
3. มะขามป้อม 111
4. มะขามเทศ 97
5. เงาะโรงเรียน 76
6. ลูกพลับ 73
7. สตรอเบอร์รี 66
8. มะละกอแขกดำสุก 55
9. พุทราแอปเปิ้ล 47
10. ส้มโอขาวแตงกวา 48

...

โปรดสังเกตว่า ถ้าเป็นเรื่องวิตามิน C ในผลไม้ไทยอับดับ 1 ต้องยกให้ฝรั่ง และมะขามเทศนั้นติดอันดับ 1 ใน 10 ทั้งวิตามิน E และวิตามิน C

วิตามิน C ไม่ทนต่อความร้อนสูง หรือการปรุงอาหารนานๆ เพราะฉะนั้นถ้ากินสดๆ ได้จะดีที่สุด

...

อย่าลืมว่า ผลไม้มีกรดผลไม้(ไม่ว่าจะหวานหรือเปรี้ยว) ซึ่งทำให้ฟันสึกกร่อน เสี่ยงต่อฟันผุ และอาการเสียวฟันได้ นอกจากนั้นน้ำตาลในผลไม้ก็อาจทำให้ฟันผุได้ จึงควรบ้วนปากแรงๆ หลายๆ ครั้งหลังการกินผลไม้

ไม่ควรกินผลไม้ "อ้อยอิ่ง" มากเกินไป เช่น กินฝรั่งสักลูกก็ "จิบ" ไปจิบมา กว่าจะหมดก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อฟันผุ หรืออาการเสียวฟันได้เช่นกัน

...

ทีนี้มาถึงเรื่องกล้วยๆ ปรากฏว่า งานนี้พี่หม่อง(พม่า)ชนะไทยไปแล้ว และคนพม่าก็ชื่นชอบการกินกล้วยมากกว่าคนไทยเช่นกัน

กล้วยนี่เป็นผลไม้เสริมสุขภาพพิเศษ เนื่องจากมีสารโพแทสเซียมที่ช่วยป้องกันโรคความดันเลือดสูง ป้องกันอาการเหนื่อยง่ายเพลียง่ายของกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นยังมีเส้นใยชนิดละลายน้ำสูง

...

เส้นใยชนิดละลายน้ำพบมากในผักผลไม้ที่มีเมือก มีวุ้นอยู่ด้านใน และพบมากในข้าวโอ๊ต เส้นใยชนิดละลายน้ำช่วยดูดซับน้ำตาล ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลช้าลง ช่วยให้อิ่มนานขึ้น

นอกจากนั้นเส้นใยชนิดละลายน้ำในกล้วยยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในทางเดินอาหาร ทำให้ลำไส้แข็งแรง ดูดซึมแคลเซียมได้เพิ่มขึ้น

...

6 สุดยอดกล้วยที่มีเบต้าแคโรทีนสูงสุด ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
1. กล้วยไข่พม่า 528
2. กล้วยงาช้าง 520
3. กล้วยไข่โนนสูง 397
4. กล้วยนางพญา 393
5. กล้วยไข่ 271
6. กล้วยหักมุกนวล 270

...

วิธีสังเกตว่า กล้วยพันธุ์ไหนดีกว่ากันนั้นไม่ยาก ให้ดูว่า กล้วยพันธุ์ไหนสีเหลืองเข้มกว่ามีแนวโน้มจะมีเบต้าแคโรทีนสูงกว่า

เบต้าแคโรทีนต้องอาศัยน้ำมันช่วยในการดูดซึม การกินกล้วยพร้อมอาหาร หลังอาหาร หรืออาหารที่มีไขมันเล็กๆ น้อยๆ เช่น นมไขมันต่ำ เมล็ดพืช ฯลฯ มีแนวโน้มจะช่วยให้การดูดซึมเบต้าแคโรทีนดีกว่าการกินกล้วยตอนท้องว่าง หรือไม่มีอาหารประเภทไขมันเลย 

...

ท่านอาจารย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่า คนเราควรบริโภคผลไม้วันละ 4 ส่วน ผลไม้ 1 ส่วนมีค่าเท่ากับตัวอย่างต่อไปนี้

...

ผลไม้ 1 ส่วนบริโภค จำนวนผล
ขนาดเล็ก เช่น องุ่น ลิ้นจี่ ลำไย ฯลฯ 6-8 ผล
ขนาดกลาง เช่น ส้ม ชมพู่ กล้วย น้อยหน่า ฯลฯ 1-2 ผล
ขนาดใหญ่ เช่น แตงโม สับปะรด มะละกอ ฯลฯ 6-8 ชิ้นพอดีคำ

...

การกินผักผลไม้ให้ได้ผลดีนั้น... ควรกินผักให้มากกว่าผลไม้ และกินผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง ส้ม กล้วย ฯลฯ ให้มากกว่าผลไม้ที่หวานจัด เช่น ลิ้นจี่ ลำไย ฯลฯ

การกินผลไม้ควรกินผลไม้ทั้งผล ไม่ใช่น้ำผลไม้ เพื่อให้ได้เส้นใย(ไฟเบอร์) และสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากบริเวณเปลือก และใกล้เปลือก เช่น แอปเปิ้ล ฯลฯ

...

น้ำผลไม้ทำให้อิ่มได้ไม่นาน และอาจเพิ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้ เนื่องจากน้ำผลไม้มักจะมีแคลอรี หรือกำลังงานมากกว่าที่คิด

ถ้าเป็นเบาหวาน... ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่าน เพื่อลดสัดส่วนผลไม้ ลดข้าว เปลี่ยนข้าวเป็นข้าวกล้อง เพิ่มผัก เพิ่มถั่ว เพื่อป้องกันอันตรายจากการได้รับน้ำตาลหรือแป้งมากเกิน และควรออกกำลังจากน้อยไปหามากจนเดินรวมกันได้อย่างน้อยวันละ 60 นาทีขึ้นไป

...

การออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดอนุมูลอิสระในร่างกายจากการเผาผลาญอาหารในกล้ามเนื้อ เนื่องจากการออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำช่วยให้โรงไฟฟ้า หรือโรงสร้างพลังงานขนาดจิ๋วในเซลล์(ไมโทคอนเดรีย)แข็งแรง ทำงานได้ดีขึ้น และปล่อยของเสียออกมาน้อยลง

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

หมายเหตุ                                            

  • บทความนี้มี 2 ตอน
  • โปรดคลิกที่นี่ เพื่ออ่านตอนที่ 1 > [ Click ]

ข่าวประกาศ                                                    

  • ถ้าผู้เขียนลากิจได้ > จะลาพักผ่อนในระหว่างวันที่ 16-24 กุมภาพันธ์ 2551 > จะไม่เขียนบล็อกในช่วงนั้นครับ > ขออภัย

ที่มา                                                 

  • ขอขอบพระคุณไทยรัฐ > แนะกินผลไม้ไทยมากๆ อุดมด้วยสารต้านมะเร็ง > 22 มกราคม 2551 > หน้า 1, 11, 19.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี + อาจารย์เบนซ์ iT ศูนย์มะเร็งลำปาง > สนับสนุนเทคนิค iT.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 13 กุมภาพันธ์ 2551.

</span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span>