พวกเขาทั้งหลายจะเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างกลมกลืน ไม่ติดยึดอยู่ในกรอบวัฒนธรรมขององค์กรตนเองจนมองไม่เห็นจุดร่วมทางวัฒนธรรมของกิจกรรม

วันนี้ (3  กุมภาพันธ์)  เป็นอีกวันที่ผมต้องออกเดินทางไกลเพื่อไปร่วมพิธีการปิดค่าย “ต้านลมหนาว สานปัญญา”  ณ โรงเรียนผาสุกประชานุกูล   สาขาบ้านสุมณฑา 
ต.ผาสุก  อ.วังสามหมอ  จ.อุดรธานี  

 

 

ค่ายลมหนาวสานปัญญา  เป็นความร่วมมือกันระหว่างกองกิจการนิสิต  และองค์กรนิสิตอีกหลายองค์กร  เป็นต้นว่า  พรรคชาวดิน    ชมรมนักวิทยุสมัครเล่น  ชมรมนอกหน้าต่าง ชมรมสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน  และชมรมครูอาสา   โดยทุกองค์กรใช้ชื่อโครงการร่วมกันว่า  “บรรเทาทุกข์และปลอบขวัญผู้ประสบภัยหนาว”   มีเพียงพรรคชาวดินเท่านั้นที่ใช้ชื่อเก่าแก่อันเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานขององค์กรตนเองว่า “ต้านลมหนาวสานปัญญา…”

 

 

 

 


กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่  31  มกราคม …
เท่าที่ผมรู้มานั้น   พรรคชาวดินเคยได้มาสำรวจค่ายที่นี่เมื่อปีที่แล้ว  แต่โค้งสุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกพื้นที่ในจังหวัดชัยภูมิเป็นสถานที่กิจกรรม   ถึงกระนั้นก็เถอะ -  พวกเขาก็ไม่อาจลืมเลือนภาพชะตาชีวิตของคนที่นี่ได้    ดังนั้น,  ปีนี้จึงไม่ลังเลที่จะเลี้ยวกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง  พร้อมด้วยกิจกรรมต่าง ๆ  เท่าที่วันเวลาและความพร้อมของงบประมาณจะเอื้ออำนวย  อาทิ   มอบเครื่องนุ่งห่ม  ทั้งเสื้อผ้า, เสื้อกันหนาวและผ้าห่ม   สร้างหอพระพุทธรูป   ทาสีอาคารเรียน   ล้อมรั้วโรงเรียน   ตกแต่งห้องเรียน  จัดทำสื่อการเรียนการสอน  ฯลฯ

 

 


ผมเข้าใจและตระหนักดีว่า -   ภายใต้เงื่อนไขคืนและวันอันแสนสั้น  กอปรกับเวลาที่สูญหายไปกับเส้นทางอันแสนไกล   บรรดานักกิจกรรมทั้งหลายคงไม่อาจสร้างอะไรได้อย่างมากมายนัก   แต่การเดินทางไกลครั้งนี้   เมื่อดูข้อมูลของชุมชนและกิจกรรมที่จะมีขึ้น   ก็ถือได้ว่าสมเหตุสมผลที่จะให้พวกเขามาที่นี่ตามที่ใจมุ่งปรารถนา   เพราะที่นี่ ..เป็นที่ที่มีชีวิต  และขาดเขินอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง  ที่สำคัญคือกับลังเผชิญชะตากรรมเกี่ยวกับภัยหนาวอย่างแสนสาหัส

 

 

 

 


ในอดีตเด็กในหมู่บ้านสุมณฑาต้องเดินทางไกลในราว ๆ 7  กิโลเมตร  เพื่อมาเรียนที่โรงเรียนผาสุกประชานุกูล  ซึ่งถนนหนทางก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก   ผ่านเส้นทางที่เป็นหินลูกรังและหินภูเขา  ขรุขระเป็นหลุมเป็นแอ่งอย่างมากมาย    กระทั่งปี  2530  ชาวบ้านจึงได้ร่วมแรงใจกันสร้างอาคารชั่วคราวขึ้นมา 1 หลังเพื่อเป็น "ห้องเรียนเคลื่อน" ที่ให้ลูกหลานของตนเองได้เล่าเรียน - มีครูมาดูแล 3 คน    แต่ในที่สุดห้องเรียนเคลื่อนที่นี้ก็ถูกยุบเลิกไปอย่างน่าใจหาย .....  ส่งผลให้เด็ก ๆ   ก็ต้องสัญจรไกลกลับมาเรียนยังที่เดิม   จากนั้น,ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็ได้ลงมาดูแลอย่างใกล้ชิด   โดยจัดให้มีรถรับส่งนักเรียนจากหมู่บ้านมายังโรงเรียนผาสุกประชานุกูลอยู่พักใหญ่    แต่จนแล้วจนรอดก็จำต้องยุติการให้บริการดังกล่าวลงอย่างสิ้นเชิง

 

 

 

 

 

การหยุดให้บริการของหน่วยงานราชการในครั้งนั้น  ได้ทิ้งภาระไว้กับผู้ปกครองอย่างหน่วงหนัก    ยังผลให้ผู้ปกครองจำนวนมากซึ่งยากจนอยู่แล้ว  ไม่สามารถ  รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวได้ทั้งหมด     การเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง  ครั้นถึงฤดูฝน  หมู่บ้านก็ประหนึ่งถูกตัดขาดออกจากโรงเรียนอย่างสิ้นเชิง   ดังนั้นทางออกเฉพาะหน้าในตอนนั้น   จึงจำต้องวกกลับมาสร้าง "ห้องเรียนเคลื่อนที่"  ขึ้นในหมู่บ้านอีกครั้ง  

 

ถัดจากนั้นไม่นานนัก  นักศึกษาจาก ม.รามคำแหง  ก็มาออกค่ายสร้างอาคารชั่วคราวให้ 1 หลัง    รวมถึงนักศึกษาจาก ม.ขอนแก่น  ก็เข้ามาสร้างอาคารชั่วคราวและห้องสมุดเพื่อรองรับการเรียนการสอนด้วยเช่นกัน     แต่จนแล้วจนรอด  ห้องเรียนเคลื่อนที่นี้ก็ยุติลงอีกครั้งในปี 2540  ด้วยเหตุอันสำคัญคือ  ไม่มีบุคลากรออกมาจัดการเรียนการสอนให้

 

 

 

 

แต่อย่างไรก็ดี  ในปี 2545  ห้องเรียนเคลื่อนที่นี้ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง  โดยเปิดการเรียนการสอนขึ้นในภาคเรียนที่ 2/2545  สืบมาจนปัจจุบัน  ขณะที่สถาบันการศึกษาอื่น ๆ  ก็ทยอยเข้าไปสร้างอาคารเรียนชั่วคราวให้อีกครั้ง  ได้แก่  ม.ราชภัฏอุดรธานี  และสถาบันเทคโนโลยี  ปทุมวัน

 

การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้   กองกิจการนิสิต  ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างสนิทแน่น  เรานำงบประมาณส่วนหนึ่งลงขันกับน้องนิสิต   ร่วมคิดและร่วมสร้างด้วยกันอย่างต่อเนื่อง   รวมถึงการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  ให้กับนิสิต   แม้กระทั่งในวันเดินทางมาเตรียมค่ายนั้น  งบประมาณยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ยืมออกมาได้    ผมก็ควักทุนตัวเองสำรองจ่ายให้กับพวกเขาในจำนวน  5,000  บาท

 

 

 


ผมไม่เคยรู้สึกแปลกแยกกับกิจกรรมนี้   เพราะในอดีตผมก็เคยเป็นคนกิจกรรมในพรรคชาวดิน  และเมื่อปีที่แล้วก็เป็นคนให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่เองว่า  ให้สร้างเครือข่ายเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับนิสิต  และให้ถือเป็นแผนงานหลักของการให้บริการต่อชุมชนด้วย  และถ้าเป็นไปได้ก็ให้จัดกิจกรรมในทำนองนี้ในทุก ๆ ฤดูกาลของธรรมชาติ  

 

 


ดังนั้น   การไปจัดกิจกรรมในครั้งนี้   ผมได้มอบหมายให้คุณวิฑูรย์  เหลือผล  เป็นหัวเรือใหญ่โดยมีคุณธวัชชัย  พิษณุแสง  เป็นผู้ช่วยร่วมลงพื้นที่ไปเป็นเพื่อน !   และกิจกรรมครั้งนี้  ผมเองก็ถอยห่างออกมาสังเกตการณ์   ปล่อยให้เจ้าหน้าที่กับนิสิต  ได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นกันเอง  และเคยเปรยบอกอยู่เหมือนกันว่า   ขอให้เจ้าหน้าที่วางตัวเป็นที่ปรึกษา  เพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิดให้กับนิสิตได้คิดและลงมือทำกิจกรรมนั้นร่วมกันอย่างเต็มกำลัง  และพยายามหลอมรวมให้แต่ละองค์กรละวางวัฒนธรรมส่วนตัวขององค์กรตนเองลง  และหันมาร่วมสร้างวัฒนธรรมของกิจกรรมนี้ร่วมกันอย่าง “มีตัวตน” …

 

 


และประเด็นของการทำงานแบบมีส่วนร่วมขององค์กรนั้น   ยังเป็นประเด็นที่ผมต้องติดตามผลลัพธ์อีกครั้งในเร็ววันนี้    จึงได้แต่หวังว่า  พวกเขาทั้งหลายจะเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างกลมกลืน   ไม่ติดยึดอยู่ในกรอบวัฒนธรรมขององค์กรตนเองจนมองไม่เห็นจุดร่วมทางวัฒนธรรมของกิจกรรมนี้ –

 

 

 

 


ในห้วงที่ภาระชีวิตหลากหลายก่ายกองและถมทับอย่างไร้จังหวะเช่นนี้    ผมคงไม่สามารถเขียนบันทึกสะท้อนแนวคิดอื่นใดได้   นอกจากการพยายามที่จะรวบรวมกำลังบอกเล่าเรื่องราวอย่างไร้ทิศทาง  โดยเอาความรู้สึกอันเป็นอารมณ์เบิกร่องลงสู่บันทึก  อย่างน้อยก็เพื่อสะท้อนให้รู้ว่า  หนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย  หรือแม้แต่ทีมงานของผมก็ยังคงมี “ไฟฝัน”  ที่ลุกโชนอย่างไม่ขาดห้วง   และพร้อมเสมอสำหรับการเดินทางไกลเพื่อการเรียนรู้และการแบ่งปันด้วยจิตใจอันพิสุทธิ์ใส

 

 

รวมถึงการยืนยันว่า  ณ  ที่ที่ผมเป็นอยู่นั้น  ผมยังมีลมหายใจที่มีชีวิตอยู่เสมอ  และมีตัวตนอยู่ในบันทึกนี้ด้วยความรัก   ซึ่งที่ขาดห้วงแห่งการสัญจรไปเยือนใคร ๆ นั้น  ก็ไม่มีเหตุผลใดนอกจากความเหนื่อยล้าจากวิถีแห่งชีวิตและการงานเท่านั้นเอง ….

 

และได้แต่หวังว่า ไม่นานนี้,  ผมคงได้ไปเยือนมิ่งมิตรอย่างสม่ำเสมอเหมือนวันเวลาในอดีตที่ล่วงมา -