=ถึงแม้ใครจะมองว่าเล็กเกินไป แต่มันยิ่งใหญ่ในใจเรา=

KM ในความหมายใหม่ที่ได้จากการสัมมนาครั้งนี้   จึงเปรียบเสมือนกลยุทธ์ในการบริหารคน  บริหารใจคนก่อน   แล้วจึงค่อยๆ เริ่มจัดการกับความรู้ของคน   เพราะความรู้อยู่ที่คน และความรู้ที่ดีก็อยู่ที่ใจของคน  (โดยเฉพาะ Tacit Knowledge)    แต่การที่จะเริ่มจัดการคนด้วยกฎระเบียบและข้อกำหนดอย่างที่เคยพบเห็นกันนั้น   กลับไม่ใช่แนวทางที่ใช่!  สำหรับการทำ KM   เพราะคนไม่ใช่สิ่งของที่จะวางกรอบให้ทำตามแล้วจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีเป็นสิ่งตอบแทน   แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือ  การจัดการคนด้วยใจ  ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง   และ การจัดการใจ อย่างเข้าใจต้องเริ่มจากการปลูกความเชื่อที่ว่า   ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียม   ซึ่งเป็นหนทางแห่งการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างจริงใจ   บนพื้นฐานความมีตัวตนของบุคคลอื่น มิใช่บนพื้นฐานของตัวเราเอง ดังนั้นจึง ไม่มีการตัดสินว่าใครฉลาดกว่าใคร  เพราะทุกคนมีความฉลาดในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกันดังนั้นจึง ไม่มีใครเป็นผู้นำตลอดกาล  เพราะทุกคนมีความสามารถเป็นผู้นำในสถานการณ์ที่แตกต่างกันดังนั้นจึง ไม่มีใครถูกหรือผิด  เพราะกฎเกณฑ์ของแต่ละบุคคลย่อมนำไปตัดสินการกระทำผู้อื่นไม่ได้ดังนั้น คนทุกคนจึงไม่เหมือนกัน  เพราะทุกคนล้วนเป็นคนเก่ง คนดี ในแบบฉบับของตนเอง เมื่อเรายอมรับความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคลด้วยใจ  บนพื้นฐานความเข้าใจอย่างแท้จริง  ด้วยการใช้ใจของเราไปสัมผัสใจของคนอื่น   ด้วยความรู้สึก   ด้วยจิตวิญญาณ   ที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยภาษา แต่รับรู้ได้ทั้งตัวผู้รับและผู้ให้   ในบรรยากาศแห่งการรับฟังซึ่งกันและกัน  การสร้างทีมและการสร้างสรรค์งานต่างๆ ก็จะไม่ยากไปกว่าการพลิกฝ่ามือ   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง   เพราะวัฒนธรรมของทุกองค์กรล้วนผ่านการสร้างสรรค์มาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี     KM เปรียบเหมือนสารกระตุ้นชนิดหนึ่งเท่านั้น  KM จึงไม่สามารถทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงขององค์กรภายในระยะเวลาอันสั้นได้  และเมื่อสารกระตุ้นเริ่มกระจายการทำงานไปยังทุกส่วนขององค์กรแล้ว   นั่นก็คือการได้มาซึ่งทีมงานกลุ่มหนึ่งที่รักกัน  เชื่อใจกัน  และยอมรับความแตกต่างของกันและกัน   แต่อยู่บนพื้นฐานที่มุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน   สิ่งเหล่านี้ย่อมเท่ากับขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่พร้อมผลักดันให้เกิดการคิดริเริ่มต่างๆ ขึ้น   ไม่ว่าจะเป็น  Tacit Knowledge  หรือกลยุทธ์ที่จะพลิกฟื้นองค์กร    ซึ่งจุดนี้เองที่จะก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ ขององค์กร  ทำให้ได้ความรู้ทั้งแบบ  Tacit  และ  Explicit   รวมถึงการได้เครือข่ายสายสัมพันธ์และสายใยความรู้  ที่พันเกี่ยวอย่างเหนี่ยวแน่นทำให้เกิดความรู้ใหม่ไม่รู้จบ ความรู้ที่ได้จากการสัมมนาครั้งนี้   จึงสามารถนำไปสร้างแนวทางการใช้  KM  ในองค์กร    โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ในหน่วยงาน   ถึงแม้ใครจะมองว่าเล็กเกินไปก็ไม่เป็นไร  แต่ขอให้มันยิ่งใหญ่ในใจคนทำและทีมงาน    ทีมงานที่ว่านี้สมาชิกในทีมงานต้องมาจากความสมัครใจเพราะจะเห็นประโยชน์ในสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง    จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายขอบเขตออกไป  โดยใช้หลักการ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้  ด้วยการรับฟัง  ฟังอย่างตั้งใจ  โดยไม่มีการตัดสินว่าใครถูกหรือผิด  และยอมรับในความเก่ง  ความดี  และความแตกต่างของคนแต่ละคน (You win I win)