ทับเบิก ภูทับเบิก ใครๆ ก็พูดถึงทับเบิกกัน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว ถือเป็นไฮซีซั่นของทับเบิกเลยทีเดียว หากไปตอนตุลาคม-ธันวาคม กะหล่ำปลีอวบๆ จะอวดสวยตาแก่นักท่องเที่ยวสุดลูกหูลูกตา ชาวทับเบิกบอกว่า ที่นีเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีแบบไร้สารพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลก เชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ คณะของเราเองก็ได้ผ่านเส้นทางสายทับเบิกเพื่อไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ “ทับเบิก” เลย เราได้เฉียดทับเบิกแบบผิวผิว จากจุดที่เราจอดรถเข้าห้องน้ำ ถ่ายรูป ณ จุดชมวิว หรือซื้อพืชผลเกษตรเท่านั้น แม้ว่าหลายๆ ครั้ง คนที่ร่องกล้า บอกว่าไปนอนที่ทับเบิกซิ บรรยากาศดีมาก...แต่ทำไมเราถึงไม่ไปทับเบิกกันนะแต่ ณ ตอนนี้ ทับเบิกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติที่มีชื่อติดแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้นิยมอยู่เสมอ มีรายการทีวีหรือหนังสือไปทำสกู๊ปมาเผยแพร่ และที่สำคัญน้องอ้อมที่ทำงานด้วยกัน เป็นสาวกทับเบิก ที่ทำให้ฉันรู้จักทับเบิกมากก่อนที่จะไปถึง · ท้าวความเมื่อก่อนและหลังปีใหม่ ด้วยกิจธุระส่วนตัวและเรื่องของงาน ทำให้คณะของเรามีการเดินทางอยู่เสมอๆ เอาเป็นว่ามองเห็นถนนก็หลับแล้ว อีกประการหนึ่งคือ โรคทรัพย์จาง ดูท่าจะเป็นโรคเรื้อรัง แม้ว่าจะได้รับการบำบัดจากการประหยัด ทำงานพิเศษแล้วก็ตาม แต่โรคนี้ไม่ได้ห่างหายไปไหน ดูท่ากลับจะดื้อยาอย่างแรง ทำให้พลพรรครักเอยค่อนข้างเครียดกับค่าใช้จ่ายในช่วงนี้อย่างมาก · นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ความซ้ำซากจำเจกับงาน ง้าน งาน และก็งาน ก็ทำให้เกิดภาวะ“จมปลัก” เพื่อนฝูงเห็นหน้ากัน ทักทายสารทุกข์สุขดิบได้แพล็บเดียว ก็วกเข้าหาเรื่องงานอีกแล้ว เสาร์-อาทิตย์วันหยุดแท้ๆ นายบางคนก็โทรหา...ใช่ว่าจะเรื่องอะไรมากมาย ก็แค่ขอให้ผู้มีสนองเท่านั้น ไม่ได้การแล้วหล่ะ เมื่อจมปลัก คนที่แย่คือเรา หาทางบำบัดกันเถอะ.. ต้องเปลี่ยนบรรยากาศ ...ในภาวะต้องรัดเข็มขัดทางการเงิน ทับเบิก จึงเป็นทางเลือกสำหรับการบำบัดตัวเอง และบรรยากาศก็เป็นใจเสียจริง ช่วงวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ เป็นช่วงอากาศเปลี่ยนจากร้อนมาเป็นเย็น จนถึงหนาวววว ทำให้เส้นทางที่เราเดินทางไปสวยงามมาก ทางขอนแก่น-หล่มสัก-ทับเบิก จึงโรแมนติกน่าดู ใบไม้สีเหลืองตัดกับลำต้นสีดำที่พบได้ตลอดเส้นทาง ต้นไม้สีชมพูที่เด่นขึ้นมากล่าวแมกไม้ เป็นสิ่งที่ทำให้ ”คุณครูแอ๊ว” ต้องหลุดปากคำว่า สวยจังอยู่บ่อยๆ เราผ่านช่วงอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวตอนประมาณบ่าย 4 โมงเย็น หมอกลงทึบมาก จน”น้องแอ้” หรือคุณ Star Gate พลขับของเราต้องใช้ความระมัดระวังน่าดู แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี โปรยฝนเม็ดละเอียดนำมาซึ่งความฉ่ำเย็น เมื่อยื่นหน้าออกจากรถละอองเล็กๆ ที่กระทบใบหน้าทำให้ใจเย็นลงผิดปกติ...ลืมความเหนื่อยล้าไปได้มากทีเดียว
งานนี้ใช้คามิโอคันเก่งของคุณ Star gate ออกจากขอนแก่นเกือบบ่าย 3 โมง ระยะทางประมาณ 250 กม. ถึงทับเบิกเกือบ 18.30 น. ขึ้นทับเบิก็หมดแสงอาทิตย์แล้ว ตอนนี้ทุ่งกะหล่ำปลีเหลือกอเล็กๆ เหี่ยวๆ จนคุณครูแอ๊วถามหาเพราะอยากถ่ายรูปกับทุ่งกะหล่ำ ด้วยว่าเป็นฤดูเก็บเกี่ยว เราจึงเสนอทางเลือกเอาไว้ขากลับไปถ่ายรูปกับไร่ยาสูบ หรือไร่ข้าวโพด ที่เขียวชอุ่มอยู่ 2 ข้างทาง ตลอดถนนสายหล่มเก่า-เลย จากทางแยกหล่มสัก-พิษณุโลก ระยะประมาณ 40 กม. นำเราสู่ทับเบิก เป็นทางบนเขาประมาณ 17 กม. ถนนสายนี้วิวดี แต่ค่อนข้างแคบ บางช่วงเสียหาย จึงต้องขับด้วยความระมัดระวังนะจ๊ะ บอกแล้วว่าโชคดีของเรา ที่อากาศเปลี่ยนจากร้อนสุดมาเป็นเมืองในหมอก ก้อนเมฆหรือกลุ่มหมอกลอยเรี่ยต่ำ ทำให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ภูชี้ฟ้าเลย เสียดายตอนขากลับธรรมชาติไม่เป็นใจ มีเพียงสายฝนและเมฆหมอกที่ปกคลุมบนยอดเขาเท่านั้น ถนนทางแยกไปทับเบิกดีค่ะเป็นถนนคอนกรีต จากระยะ 6 กม. ประมาณ กม.ที่ 4 มีถนนทรุดอยู่ระหว่างการซ่อมแซม ทางผู้รับผิดชอบก็ทำทางเบี่ยงไว้ให้...18.30 น.ตามเวลาที่แจ้งก็ไม่มีแสงตะวันแล้ว แต่เราไม่ตกใจ เพราะน้องที่มาบ่อยๆ ให้เบอร์จ่าแดงไว้ ซึ่งเราได้โทรประสานงานขอข้าวกินแล้ว ผู้ใดต้องการติดต่อที่พัก สอบถามได้จากจ่าแดง 089-9580-515 เผอิญวันนี้มีนักท่องเที่ยวจากสมุทรปราการมา 2 รถตู้ จึงได้แจมกินข้าวกับคณะที่มาเยอะกว่า เป็น อาหาร 3 อย่าง (ต้มยำไก่บ้าน, ผัดฟักแม้ว+ผัดกะหล่ำปลีไฟแดง, ผัดกระเพราหมูสับ) ตักแบบบุฟเฟ่ต์ หัวละ 80 บาท ราคาเดียวกันกับตอนเช้าซึ่งมีกาแฟ โอวัลตินและข้าวต้ม กินข้าวเสร็จก็มีการแสดงของเด็กๆ ชาวม้ง ซึ่งหนึ่งในนั้น ชื่อ”น้องบี” เป็นนักแสดงโฆษณาครีมบำรุงผิวยี่ห้อหนึ่งกับน้องแพนเค้ก ที่เด็กพูดว่า ผิ-หลอก- ผิ-หลอก และคนนี้เต้นเก่งจริงๆ หลังจากการแสดงมีสินน้ำใจจากคณะผู้ชมมอบให้เด็กๆ ไป แต่เราไม่ได้ให้เป็นสิ่งของ แต่นัดให้เด็กๆ มาฟังนิทาน สัญญาไว้ 5 เรื่องแหน่ะ เด็กอยากฟังเรื่องเจ้าหญิง-เจ้าชาย เราได้นัดให้น้องๆ มาหาอีกครั้งที่บ้านน้ำจันทน์ ที่จ่าแดงจองไว้ให้ ตัวบ้านเป็นคอนกรีตชั้นเดียว ห้องน้ำในตัว นอนได้ 8-10 คน ราคาหลังละ 800 บาท มองลงไปผ่านสายฝนเห็นหมู่บ้านชาวม้ง เสียดายแต่ว่าฝนตกหนักขึ้น เด็กๆ จึงไม่ได้กลับขึ้นมา เจอกันอีกครั้งตอนเช้า น้องๆ บอกให้มาเดือนเมษายน เพราะฝนไม่ตก จะได้ฟังป้าเล่านิทาน ไปครั้งหน้านอกจากจะไปแก้ตัวแล้ว ยังตั้งใจว่าจะเอาอุปกรณ์การเรียนไปฝากน้องๆ ที่น่ารักเหล่านี้ คุยกับผู้ดูแลเห็นว่าในหมู่บ้านมีวัด ซึ่งน้องอ้อมนำเสนอว่าไปทับเบิกต้องไปกราบพระให้ได้ หากอยากทำบุญ ติดต่อผู้ดูแลบอกผ่านจ่าแดง หรือพี่วิฑูรย์ ให้ทำอาหารแบบเหมาหม้อให้ได้ และนำไปส่งที่วัดเลย หน้าที่ของฆราวาสอย่างเราๆ คือถวายอย่างเดียว ซึ่งเป็นกระจายรายได้ให้แก่ชาวม้งด้วย ที่วัดนี้อนุญาตให้ผู้สนใจร่วมทำวัดเช้าตอนตีสี่ได้ด้วยนะคะ ที่ว่าทั้งหมดนี้แบบว่า น้องเค้าเล่าให้ฟัง เพราะ 4 สาวจากขอนแก่นนี้ตื่นสายมาก จนพี่วิฑูรย์ที่ดูแลนั้นว่าจะมาปลุก เพราะกลัวข้าวต้มจะเย็นหมด กระนั้นยังมีแค่ 3 คน ที่ฝ่าสายฝนไปกิน ส่วน”น้องเอ” ขอรอที่ห้องพัก...ถ้ามีคนใจดีก็เอาข้าวต้มติดไม้ติดมือมาฝากบ้าง ถ้าไม่เอามาน้องเอก็มีข้าวโพดข้าวเหนียวที่ซื้อมาจากบ้านฝางเป็นเสบียง...แบบว่าไม่กลัวอด 

เมื่ออาบน้ำที่เย็นเฉี้ยบแล้วก็เดินทางกลับ แต่ป้ากลัวไม่ฉะ-บาย ขอกลับมาอาบที่ขอนแก่นดีกว่า เพราะอากาศเย็นมั่กมาก ออกจากทับเบิกก็ประมาณ 4 โมงเช้า แวะกินขนมจีนขยุ้มที่หล่มสักก่อน...ถึงขอนแก่นโดยสวัสดิภาพเมื่อเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง กินส้มตำแก้เหนื่อยแล้วแยกย้ายกัน และทับเบิกก็เป็นอีกทีหนึ่งที่เราตั้งใจว่าจะกลับไปอีกครั้ง เพราะเมื่อเช้าวันจันทร์มาทำงาน...น้องๆ ถามถึงวัด ถามถึงลุงนิตย์ เจ้าของเกสต์เฮาส์กลางทุ่งกะหล่ำ ที่บริการแบบเร้าใจ ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นเราก็ไม่ได้ไป (เพราะไปก็มองอะไรไม่เห็นหนะนะ) ตอบอะไรไม่ได้สักอย่าง รู้แต่ว่าหมอกลอยเต็มไปหมด อากาศเย็นฉ่ำ ภูเขาสวย พี่-น้องๆ ได้พักผ่อนร่วมกันแบบไม่ต้องรับผิดชอบใคร นอกจากนั้นยังทำให้ ”ป้า” รู้ว่าในวันพักผ่อนตัวเองชอบบรรยากาศหน้าฝน แม้ว่าจะเฉอะแฉะและโครมครามด้วยเสียงฟ้าไปบ้างในบางครั้ง
สวัสดีค่ะน้องตุ๊กกะตูนนี่ก็เป็นคนช่างเล่าและชอบเที่ยวพอๆกับพี่นะคะ อย่างนี้เจอกันต้องแจกบัตรคิวให้พูดละมั๊ง
ไม่ยอมมีรูปให้ชมความงามที่ไปเห็นมาบ้างเลยนะคะ
ป้าจ๋า ถ้าจากเส้นทางที่เราไป จะเข้าทับเบิกต้องเลี้ยวขวานะจ๊ะ มะใช่เลี้ยวซ้าย (จุ๊ๆ ข้อมูลเรื่องทิศนี่ป้าปรึกษาหนูก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวคนอ่านเค้าจะว่าเอา 555!)
ป้าจ๋า..กลับมาดูรูปแล้วงามจริงๆ..
ชอบรูปที่เราถ่ายตรงแถวหลักกิโลน่ะ.ต้นไม้รายทางสวยมากๆเลย..
เสียแต่.ไปเร็ว..มาเร็วกะ..กลัวเย็น..กลับบ้านมืดเนี่ยล่ะ..
คิดฮอดหลายๆเด้อ..
ขอบคุณความห่วงใยของป้าเจี๊ยบค่ะ
ตอนนี้ขอนแก่นหนาวมาก บางกระแสว่าหนาวกว่าเชียงใหม่ด้วยมั้ง
ป้าเจี๊ยบไปเที่ยวก็เอาเรื่องและภาพสนุกๆ มาฝากชาว blog บ้างนะคะ
น้องอ้อม...สาวกทับเบิก...เพิ่งกลับจากพาคณะทัวรืไปวี้ดวิ้วที่ทับเบิก...
บอกว่าทับเบิกหนาวแล้ว...
6 โมงเย็น หมอกลงคลุมแล้ว 6 โมงเช้าหมอกก็ยังหนาอยู่
เลยมาชวนไปเที่ยวทับเบิกกัน