ความสำคัญของรังสียูวี
โอโซนเป็นตัวดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตของแสงอาทิตย์ (ต่อไปเราจะเรียกสั้น ๆ ว่า รังสียูวี - UV ray) ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์ รังสียูวีทำให้เกิดต้อกระจกในนัยน์ตาของคนซึ่งถ้าหากไม่รักษาหรือผ่าตัดก็จะทำให้ตาบอด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา โครงการสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติพยากรณ์ไว้ว่าถ้าหากระดับโอโซนทั้งหมดลดลงอีก 10% ทั่วโลก จะมีผู้คนเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น 26% ทั่วโลก นอกจากนี้รังสียูวีมากเกินขนาดอาจจะกระทบผลแก่ร่างกายมนุษย์ทำให้ความสามารถโดยทั่วไปที่ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บย่อหย่อนลงไป ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันของสหรัฐผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า "เราทราบจากการวิจัยว่ารังสียูวีทำให้ภูมิคุ้มกันโรคติดเชื่อในสัตว์หย่อนประสิทธิภาพและผลเช่นนี้ก็เกิดกับมนุษย์เช่นกันด้วย แต่เรายังไม่ทราบว่ามันสำคัญและร้ายแรงขนาดไหน"
เมื่อนายเชอร์วู้ด ราวแลนด์กับเพื่อนร่วมงานของเขาชื่อ มาริโอ โมลินา ออกคำเตือนครั้งแรกให้ระวังเรื่องโอโซนในปี พ.ศ. 2517 เขาทั้งสองยังไม่ทราบว่าโอโซนที่ถูกทำลายอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในทวีปแอนตาร์กติกาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโลก เขาเพียงแต่พยากรณ์ว่าสารซีเอฟซีจะไม่สลายตัวอย่างรวดเร็วในบริเวณระดับต่ำของเขตบรรยากาศ แต่จะลอยตัวสูงขึ้นไปถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ในบรรยากาศและแปรรูปเป็นแก๊สคลอรีนและสารผสมอื่น ๆ แก๊สคลอรีนจะทำปฏิกิริยาโดยจับเกาะและแยกอณูของโอโซน สำหรับบริเวณทวีปแอนตาร์กติกาที่โอโซนสูญหายถูกทำลายมากเป็นพิเศษ น่าจะเกิดจากปัจจัยผสมกันหลายอย่าง อย่างแรกลมหมุนที่ขั้วโลกเก็บสะสมสารซีเอฟซีที่ลอยมาจากบริเวณอุตสาหกรรมของโลก อย่างที่สอง อากาศหนาวเย็นสาหัสในตอนกลางคืนของทวีปแอนตาร์กติกาทำให้หมู่เมฆอันเกิดจากผลึกน้ำแข็งและสามารถแปรธาตุเข้าไปรวมกับแก๊สคลอรีนมากขึ้นและรวมตัวกับสสารอื่น ๆ สุดท้ายเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหลังจากค่ำคืนอันยาวนานในฤดูหนาว แสงอาทิตย์นั้นเองที่เป็นตัวกระตุ้นแก๊สคลอรีนโมนอกไซด์ทำลายโอโซนที่ลอยตัวอยู่แถบนั้นทั้งหมด
ในขั้วโลกใต้ ลมหมุนพัดเหนือแผ่นดินน้ำแข็งตลอดเวลา แต่ที่ขั้วโลกเหนือ ลมหมุนชนิดเดียวกันพัดในลักษณะแตกต่างกัน บางทีก็พัดเหนือแผ่นดินและท้องน้ำสลับกันไปและอุณหภูมิที่แตกต่างกันทำให้กระแสลมที่ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอต้องหยุดชะงักเป็นครั้งคราว ลมหมุนที่ขั้วโลกเหนือมิได้พัดหมุนรอบ ๆ เป็นวงกลมเหมือนกับที่ขั้วโลกใต้และบางครั้งก็กระจายตัวออกไปหมด ยิ่งกว่านั้นบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์เหนือทวีปอาร์กติกาก็ไม่เย็นจัดเท่ากับทวีปแอนตาร์กติกา และไม่เคยมีผลึกน้ำแข็งเกาะรวมตัวเป็นก้อนเมฆเหมือนขั้วโลกใต้ เพราะฉะนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงไม่แน่ใจว่าถ้าหากโอโซนถูกทำลายในบางแห่งก็จะไม่รุนแรงเท่ากับที่ขั้วโลกใต้ซึ่งเกิดโพรงโอโซนขนาดมหึมาเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว
ถึงแม้ว่าในเวลานี้เราจะยังไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่นัก แต่ในอนาคตถ้าหากยังไม่รีบแก้ไข เชื่อแน่ว่าสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นเราทุกคนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย..
เคยดูหนังเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศถูกทำลาย แต่จำชื่อไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ดูแล้วน่ากลัวมากถ้าหากเกิดขึ้นจริง ๆ คิดไม่ออกเลยว่าพวกเราจะเป็นยังไง