สัจจธรรมแห่งชีวิต มีเกิดแก่เจ็บตาย วันนี้เรามีชีวิตอยู่มีความสุข แม้จะไม่ใช่จุดที่เราไฝ่ฝัน แต่ก้กล่าวได้ว่าได้เดินมาจนค่อนทางแล้ว แต่จากนี้เวลาที่เหลืออยู่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตซึ่งไม่ไกลเลย

            เสียงนาฬิกาปลุกไม่อาจทำให้ดิฉันรู้สึกอยากลุกจากเตียงได้ อากาศวันนี้ช่างเย็นกว่าทุกวัน ดิฉันขยับผ้านวมผืนใหญ่เบียดร่างกายเข้าแทรกไออุ่นจากร่างสามีผู้นอนอยู่ข้าง ๆ
                     

           
เมื่อคืนค่อนคืนกว่าจะนอนหลับ  นอนดูทีวีจนเที่ยงคืนพอนาฬิกาตีเที่ยงคืนหนึ่งนาที "ดิฉันก็ร้องเพลง วันเกิด ให้ตัวเอง"

            ใช่แล้วละคะ วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบ 41 ปีของดิฉันที่ที่พ้นผ่านเป็นการบอกกล่าวว่าวัยแห่งความกล้าแข็งของชีวิตกำลังมาเยือน...อีกไม่ช้า
            ดิฉันบิดร่างกายคลายความปวดเมื่อย ค่อย ๆ ลืมตามองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่าง แสงทองเริ่มสาดส่องมาบ้างและเพราะอาจเป็นฤดูหนาวทำให้เวลาเช้ามาเยือนช้ากว่าปกติ  ดิฉันค่อย ๆ ชันกายลุกขึ้นต้องไปตักบาตรเหมือนทุกปี....ที่ผ่านมา
             ..........................
              อากาศยามเช้าช่างสดชื่ออย่างนี้นี่เอง  พระสงฆ์เดินตามกันเงียบ ๆ ดวงหน้าดูเรียบเฉย แววตาดูแนวแน่แต่ฉายแววด้วยความเมตตา  ดิฉันบรรจงใส่อาหารหวานคาวตรงหน้าด้วยความปิติแผ่ซ่านทั่วสรรพางกาย
             .................................
             "วันนี้วันเกิดค่ะ" ดิฉันบอกแม่ค้าผู้ขายอาหาร  นางยิ้มตอบพร้อมกับกล่าวอำนวยพรแก่ดิฉัน  ดิฉันขอบคุณแม่ค้าผู้อารีที่อำนวยพรเป็นคนที่สองนับจากสามีผู้เป็นที่รักยิ่ง
               ..............................

               ดิฉันขับรถยนต์ฮอนด้าสีเงินคู่ชีพ ผ่านตลาดกลางใจเมืองพิษณุโลก  สักครู่ก็ถึงวัดใหญ่(วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) คือที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราชพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวสองแควเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา  วันเกิดของดิฉันต้องแวะเวียนมากราบท่านอยู่เสมอ  ดิฉันขับรถผ่านหน้าวิหาร
                 "อ้อ เปิดแล้ว " แต่ด้วยยังเช้าเหลือเกิน ดิฉันจึงตั้งใจจะไป
กินกาแฟหน้าวัดก่อนถึงจะย้อนกลับมา   กาแฟหน้าวัด  ปลาท่องโก๋ 2 ตัวกับบรรยากาศหน้าวัดยามเช้าช่างสงบและงดงามยิ่งนัก

               อากาศยังคงเย็นสบายอาจเป็เพราะแค่โมงเช้า  เหนือน่านน้ำยังคงมีหมอกปรกคลุมอยู่แต่ก็เพียงบางตา  เรือยนต์ขับผ่านหน้าวิหารอย่างช้า ๆ เจ้าของแพด้านหน้าวิหารมองผู้ขับเรือยนต์ผ่านไป  "คงไปจ่ายตลาด" ดิฉันคิด สายน้ำยังคงไหลเอื่อย ๆๆ ยามเช้าเช่นนี้วิถีชีวิตของคนกำลังเริ่มต้น 
                กำลังนั่งนึกคิดอยู่คนเดียวชั่วครู่  มีชายชราวัยกลางคนเดินมาท่าทางเหนื่อยล้า เสื้อผ้าดูเก่าคร่ำคร่าคงเพราะต้องอยู่กับร่างกายของเจ้าของมาหลายวัน  เท้าที่ปราศจากรองเท้า ใบหน้าหยาบกร้านร่องรอยของการตราตร่ำชีวิตปรากฏอยู่ในแววตาทั้งสองข้าง  เขา           " ขอตังค์กินข้าวหน่อยครัว" ชายผู้นั้นกล่าวขึ้น  
                    "ลองไปกินข้าวร้านตรงนั้นนะ กินให้อิ่มละกันเดี๋ยวหนูจะไปจ่ายเอง"  ดิฉันตอบไปด้วยความจริงใจ

                    "ลุงไม่กล้าไปหรอก" ชายชราพูดมือยังคงพนมอยู่อย่างนั้น
                    ดิฉันตัดสินใจลุกขึ้นนำชายผู้นั้นไปพร้อมกับบอกให้กับป้าเจ้าของร้านทำอาหารให้ทำอาหารให้ลุกกิน

                     ดิฉันกลับมานั่งที่เดิม  จรดปากกาจดบันทึกในสมุดบันทึก ความคิดแล่นไปยังอดีตที่ผ่านมาอย่างช่วยไม่ได้    ดิฉันเคยอด เคยลำบาก อย่างนี้เหมือนกันแต่แนยังมีแม่ยังมีครอบครัว    ถึงแม้มันจะเป็นจุดวิกฤตที่สุดในชีวิตแต่ดิฉันก็ผ่านมาได้  

                  
  จากที่ไม่เคยมีแม้แต่รถจักรยาน แต่วันนี้ดิฉันมีรถยนต์ยุโรปคันใหญ่ กับรถญี่ปุ่นมีชื่อไว้ขับ  เมื่อก่อนไม่เคยมีแม้แต่เวลาคิดถึงวันเกิด แต่วันนี้ดิฉันมีเวลาคิดถึงวันเกิดตัวเองตั้งหลายวัน

                      สัจจธรรมแห่งชีวิต  มีเกิดแก่เจ็บตาย  วันนี้เรามีชีวิตอยู่มีความสุข  แม้จะไม่ใช่จุดที่เราไฝ่ฝัน  แต่ก้กล่าวได้ว่าได้เดินมาจนค่อนทางแล้ว  แต่จากนี้เวลาที่เหลืออยู่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตซึ่งไม่ไกลเลย

                      ดิฉันถอนสายตาจากการจดบันทึกมองดูทิวทัศน์ริมแม่น้ำน่านอีกครั้ง...
                     ต้องไปจ่ายตังค์ค่าข้างกับกาแฟสักหน่อย แล้วค่อยไปไหว้หลวงพ่อ  ดิฉันสูดลมหายใจเต็มแรง รู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาด....
วันนี้เราได้ทำบุญและทำทานแล้ว...