สิทธิของความเป็นคน

ดิฉันว่าจะไม่กล่าวเรื่องนี้แล้วแต่อดใจไม่ไหว...มีวันนึงดิฉันถูกหัวหน้าเรียกไปตักเตือนเรื่องการรับประทานอาหารกับน้อง ๆ คนงานในซักฟอกเพราะมันไม่เหมาะสมเนื่องจากเราเป็นพยาบาลวิชาชีพ   คงจะเสียเกียจต์และศักดิ์ศรี   แต่ดิฉันก็ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง  เขาก็คงได้รับรายงานจากคนหวังดีอีก  คราวนี้ลงมาประชุมในซักฟอกเลย  ก็ประชุมอยู่หลายเรื่องแต่เรื่องสุดท้ายคือ ห้ามกินข้าวเที่ยงกับดิฉันอีก  และห้ามเที่ยวกับดิฉันและสามีดิฉัน  ซึ่งในความเป็นจริงคุณหัวหน้ามีสิทธิแค่  8 ชั่วโมงที่อยู่ในโรงพยาบาลหลังจากนั้นเมื่อคุณถอดหัวโขนออกแล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ  ตัวดิฉันเองและสามีไม่ได้เที่ยวกับน้อง ๆ ซักครั้งเดียว  นอกจากไปงานศพ  งานแต่งงาน  หลังจากเขาพูดเสร็จแล้ว  ก็เกิดการต่อต้าน  และคิดว่ามันไม่เหมาะสมที่มาพูดอย่างนั้นทุกคนรู้ดี  ป้า ๆ ก็บอกว่าไม่ให้เกียจต์กันเลย  แต่ดิฉันไม่ใส่ใจหรอกนะค่ะ  เพราะทุกคนเป็นคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน   ทำให้ทุกวันนี้เราอยู่กันอย่างไม่มีความสุข  คนที่คอยบอกนายไม่รู้เขามีความสุขหรือไม่  การได้เสวนาขณะกินอาหารเช้า  และอาหารเที่ยงทำให้เรารู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  และดูวิธีแก้ปัญหาของเขาหากถูกต้องแล้วเราก็ได้แต่ชื่นชม  แต่ถ้าไม่ถูกต้องเราก็ออกความคิดเห็นได้  ส่วนคนที่ได้อำนาจแค่หยิบมือเขาก็ไม่รู้อะไรเลย

1. ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันไม่ว่าผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน  ตามรัฐธรรมนูญ
2.  ปัญหาที่เกิดขึ้นน้องมาสาย  ขาดงาน  เป็นเรื่องที่น้อง ๆ ทำตัวเองซึ่งต้องแก้ไขเอง
3. การรับประทานอาหารเช้า และเที่ยงเป็นการเสวนาอย่างหนึ่งที่เราจะได้ทราบปัญหาทุกข์สุขของน้อง ๆ ป้า ๆ  
4. ดิฉันกับสามีผิดตรงไหนหลังเลิกงานทุกคนมีสิทธิที่จะทำอะไรก็ได้  นี่ขนาดไม่ได้เที่ยวกันนะ  ถ้าเที่ยวกันจะเป็นอย่างไร

นี่ยังเล่าไม่หมดนะค่ะ  เอาเพียงเท่านี้ก่อนมีเรื่องอีกเยอะทั้งดีและร้าย