พิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยน่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิด พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 แต่ยังไม่ได้เปิด ให้ประชาชนเข้าชมกันทั่วไป เนื่องจาก การตกแต่ง ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี คาดว่า จะเปิดให้ชมทั่วไปได้ ประมาณเดือนเมษายน 2551 นี้
ส่วนดิฉันเอง ไปชมมาแล้วค่ะ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ศกนี้ เพราะติดต่อขอเข้าไปกับเด็กๆโรงเรียนราชินี ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มแรกที่มีโอกาสเข้าไปชม และมี ผศ.พัชรี ชินธรรมมิตร อดีตอาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เข้ามารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ มากล่าวต้อนรับด้วย
แต่เนื่องจากมึนงงกับรายละเอียดที่มากมายเหลือเกิน จึงตัดสินใจไม่ถูกค่ะ ว่าจะเขียนอย่างไร ไม่ให้ยาวเกินไป
ดังนั้น จึงคิดว่า ในภาคแรกนี้ ดิฉันจะเขียนเล่า ในภาพรวมก่อนค่ะ ส่วนรายละเอียด ดิฉันค่อยตัดตอนเล่า เป็นตอนที่หนึ่งก่อนค่ะ
“ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช” ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ที่เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวในงานนำร่อง เปิดตัว ให้ได้รับทราบถึงแนวความคิดเบื้องต้น ในวันที่ 19 ม.ค.2548 ว่า
ในอีก 2 ปี ((2550-51) ข้างหน้าภาพเก่าๆของ พิพิธภัณฑ์ จะหมดไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แห้งๆ เหมือนที่เป็นมาในอดีต นั่นก็คือ “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (National Discovery Museum Institute : NDMI) พิพิธภัณฑ์ที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทีละน้อย โดยจะเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกบนพื้นที่ของกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ถนนสนามไชย ในอนาคตเราจะเป็นสมาชิกของ ICOM (International Council of Museum) เป็นที่ยืนที่ทำให้โลกรู้จักเราด้วย

ศ.ดร.ชัยอนันต์อธิบายให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สู่สาธารณชน ที่จะบอกเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของผู้คน พื้นแผ่นดินไทย และดินแดนอุษาคเนย์ รวมถึงภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์รื่นรมย์ เกิดความสำนึกรักผู้คน บ้านเมือง รวมกระทั่งถึงสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติกับประเทศเพื่อนบ้าน อันนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอีกด้วย

ทั้งนี้เหตุที่ต้องมีพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ สืบเนื่องมาจากระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีปัญหามาก หากจะแก้ที่ระบบเพื่อปรับกระบวนการเรียนรู้ ถือเป็นสิ่งที่ยาก ปรับครูก็ยาก ปรับหลักสูตรก็ยาก เพราะเมื่อได้เรียนรู้วิธีการเก่าๆ มานานก็เลยแก้ยาก การปฏิรูปการศึกษาจึงยังไม่สำเร็จ
ดังนั้น
วิธีที่เร็วและสามารถมีผลสะเทือนมากก็คือการทำสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น
และให้สิ่งใหม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งเก่า โดยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตเหมือนที่มีอยู่มากมายในต่างประเทศ
เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น
สมิทโซเนียนของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

เมื่อเข้าไปชมนิทรรศการถาวรนี้ จึงเห็นด้วยตาตัวเองว่า เป็นรูปแบบใหม่ในการเรียนรู้จริงๆ เน้นกระตุ้นต่อมคิด จุดประกายความอยากรู้ สู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง อย่างไม่รู้ตัวค่ะ
ทำให้ ดิฉันได้ค้นพบ ปริศนาหลายหมื่นหลายพันปีของ สุวรรณภูมิ มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพิ่อค้นหาคำตอบว่า เราคือ ใคร และความเป็นไทยหมายความว่าอะไร

ในด้านการดำเนินงาน ได้จ้างบริษัทมืออาชีพ Lord Cultural Resources and Planning and Management Inc. ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษา จัดทำแผนแม่บททั้งหมดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ โดยแผนแม่บทของพิพิธภัณฑ์นั้น ได้มีการวางกรอบกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในบั้นปลายคือ .........
ความต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบใหม่สำหรับเด็ก ไม่ใช่แค่ให้ครูพาเด็กมาดูเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงระบบการศึกษาไทยที่มีปัญหา ทำให้เด็กไม่ชอบเรียนประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่จะต่อยอด ดังนั้น จึงต้องวางกลยุทธ์ โดยการจัดกิจกรรมภายในพิพิธภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ได้
อาคารแห่งนี้ คือกระทรวงพาณิชย์เดิม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นรูปแบบนีโอคลาสสิก มีตราสัญญลักษณ์ ของพิพิธภัณฑ์ เป็นรูปกบ ที่เห็นในภาพ ร้อยเป็นพวงสีแดงสดค่ะ
เพราะกบเรียกร้องความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีให้เห็นเป็นลวดลายบนกลองมโหระทึก ของอุษาคเณย์ ใช้ประโคม ในพิธี ขอฝน

ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แบบแยกส่วน องค์ประกอบทุกส่วนเดินทางไปด้วยกัน และ จะต้องมีระบบการจัดการโดยให้รัฐบาล เอกชน และประชาชน คนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วย
ดิฉันชอบวิธีการเล่าเรื่อง (Story telling) โดยนำเรื่องราวต่างๆ ผูกโยงเสนอเรื่องราวความเป็นมา มีทั้งการจัดแสดงแบบถาวรและแบบหมุนเวียนเพื่อสร้างความมีชีวิต
โดยแกนหลัก เป็นการนำเสนอ “ความเป็นมาของผู้คนและดินแดนในประเทศไทย” เป็นเรื่องราวของคน ดินแดน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในลักษณะของ คอมเพล็กซ์ มิว เซียม ซึ่งประกอบด้วย 4 พิพิธภัณฑ์ที่จะจัดแสดงอยู่ในอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม ได้แก่
1.พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติของอุษาคเนย์ แสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ

2.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ผู้คนและดินแดน ในอุษาคเนย์เพื่อให้คนในละแวกนี้ด้วยกันรู้ถึงรากเหง้า ความเป็นมาของความเป็นพี่น้องเพื่อเกิดความสมานฉันท์ในอุษาคเนย์แห่งนี้ โดยเฉพาะความต้องการให้เด็กไทยสำนึกรักประเทศ รู้จักเอกลักษณ์ของตัวเอง

3.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ที่จะบ่งบอกชาติพันธุ์ในประเทศไทย ศิลปะและวัฒนธรรมไทย
และระบบความเชื่อกับคนไทย

4.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยและความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ในความหมายสมัยใหม่แต่เป็นภูมิปัญญาไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีของภูมิปัญญาไทย
การตั้งหลักแหล่ง การพัฒนาอุปกรณ์
เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ
เพื่อให้ประชาชนได้รู้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
ช่วงระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนคือ 5 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547-2551
ในปี 2550 มีการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์พร้อมที่จะให้เข้าชม พัฒนาสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาค พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ และมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างมืออาชีพ
เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ประเทศก็พร้อมจะย่างเข้าสู่ความสามารถในการจัดแสดงระดับโลก ไม่เพียงมีบุคคลที่มีความสามารถแต่จะเชี่ยวชาญ มีการร่วมมืออย่างดีเยี่ยมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์ระดับโลก พร้อมๆ กับการมีฐานการเงินที่เพียงพอและเข้มแข็งด้วย

ตัวอย่าง การนำเสนอที่ไปชมมานะคะ.. .รากเหง้าแห่งชาติพันธุ์ไทยอยู่ที่ตรงไหน
เรื่องย่อ:: ดินแดนสุวรรณภูมิ ราวพุทธศตวรรษที่ 17 สยามประเทศได้ก่อกำเนิดขึ้น
เริ่มต้นแสดงความเป็นมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานชี้ชัดว่า มีมนุษย์ดึกดำบรรพ์ 500,000ปีที่แล้ว เคยอยู่ที่พื้นที่ประเทศไทยมาแล้ว คือ มนุษย์ ลำปาง
บางทฤษฏีบอกว่า น่าจะมีชนชาติไท อยู่อาศัยในแผ่นดิน ตรงที่เป็นประเทศไทยมา 4000 ปีแล้ว แต่ ยังไม่ปรากฏแน่ชัดจริงๆว่า บรรพบุรุษ ของชาวสุวรรณภูมิจริงๆ อาจจะเป็น ชนกลุ่มมองโกลลอยด์ ที่อพยพมาจากแผ่นดินจีน เมื่อ 3000 ปีก่อน มาแทนที่ ชนดั้งเดิมหรือไม่ ยังเป็นปริศนา ให้คนรุ่นใหม่ ต้องศึกษาต่อค่ะ

จนกระทั่งถึงมีการตั้งหมู่บ้านถาวรขึ้น และเริ่มทำการเกษตรกรรมมีพัฒนาการด้านโลหะกรรมขึ้น ซึ่งพบที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมา มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการติดต่อค้าขายระหว่างประชากรต่างภูมิภาค และต่างวัฒนธรรรมด้วย
และเริ่มมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้น เป็นบ้านเมืองรุ่นแรกๆเมื่อ 2500ปีมาแล้ว เป็นบ้านเมืองและรัฐ ทั้งในบริเวณคาบสมุทร ลุ่มน้ำลำคลองที่อยู่ใกล้ทะเลและพื้นที่ภายในที่เป็นที่ราบสูงและหุบเขา

แต่บริเวณที่มีพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของสยามประเทศที่สำคัญคือ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมทวาราวดี เป็นอาณาจักรสมัยแรกของเราก่อนที่จะถึงอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา
เป็นพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เพราะนอกจากเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในด้านพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำท่าแล้ว ยังอยู่ใกล้ทะเลที่ติดต่อกับภายนอกได้สะดวกสบาย เหตุนี้ จึงเกิดเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นที่ตั้งเมืองท่าและเมืองสำคัญในหลายตำแหน่งแห่งที่ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองคูบัวและเมืองศรีมโหสถ เป็นอาทิ
เมืองอู่ทอง หรื อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในปัจจุบันนั้นมีประวัติว่าเป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณกาลเลยทีเดียว หากไปอ่านจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาจะเล่าไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๐ เมืองอู่ทองเกิดกันดารน้ำ และมีโรคห่าระบาด "พระเจ้าอู่ทอง" จึงอพยพผู้คนหนีโรคห่าไปตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลเวียงเล็ก จนถึงปี พ.ศ.๑๘๙๓ จึงได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมาเป็นราชธานี (แล้วมาสิ้นสุดลงที่พระเจ้าเอกทัศ หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์ องค์ที่ 34 หรือองค์สุดท้ายของสมัยอยุธยา ในปี พ.ศ.2310) อยุธยา" เป็นเมืองหลวงของสยามประเทศนานถึง 417 ปี
นครปฐม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (บ้างก็จัดไว้เป็นภาคตะวันตก) เป็นพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเก่าแก่ของเมืองในสมัยทวารวดี โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก
เมืองคูบัว เป็นเมืองโบราณในอารยธรรมทวารวดีตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ในเขตตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีเป็น ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีการตั้งถิ่นฐานรวมกันและพัฒนาขึ้นเป็นเมืองขนาดใหญ่
จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมืองคูบัวเจริญขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๖ ในวัฒนธรรม“ ทวารวดี ”
เมืองศรีมโหสถอยู่ในเขตตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณ 3 หมู่บ้านด้วยกัน ได้แก่ บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัด และบ้านหนองสะแก เมืองนี้มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่า เมืองพระรถ หรือ เมืองอวัธยะปุระ
อยุธยาถือเป็นศูนย์กลางของสยามประเทศ เนื่องด้วยภูมินิเวศที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ก่อเกิดอาชีพทำมาหากิน มีการขุดคูคลองค้าขายเจริญรุ่งเรือง พร้อมทั้งเกาะแก่ง เล็กใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายๆ เกาะด้วยกัน
กรุงศรีอยุธยา เติบโตและยิ่งใหญ่ เพราะมีชัยภูมิที่ได้เปรียบ ทั้งทางเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ เป็นจุดรวมแม่น้ำ ถึง 3 สายคือ แม่น้าเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรีทำให้สามารถควบคุมการค้า ทั้งทางบกและทางเรือ จากทางตอนเหนือได้ทั้งหมด แม้แต่ในกรุงศรีฯก็อุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกได้ดี ส่วนทางทะเล ก็เป็นจุดนัดพบของทางซีกโลกตะวันออกและตะวันตก ทำให้เรือสินค้า จากนานาชาติ ใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นที่เปลี่ยนถ่ายซื้อขายสินค้า

ตัวอย่าง ของยุค ที่ต่อจาก อยุธยาอันรุ่งเรือง ยังจะไม่กล่าวถึงนักในที่นี้ เพราะ บันทึกจะยาวมากค่ะ
ฉายแค่หนังตัวอย่างค่ะ
เช่น จากบางเกาะเป็นบางกอก หนึ่งในรากเหง้าแห่งชาติพันธุ์
:
พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของคนสยามในลุ่มน้ำลำคลอง”
ชื่อบางกอกจึงเป็นที่สนใจใคร่รู้ว่ามาจากอะไร
จากการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถสรุปได้
2 อย่าง อย่างแรกเชื่อว่าบางกอก
หมายถึงย่านที่มีต้นมะกอกอยู่หนาแน่น เช่นเดียวกับคำว่า
บางลำพูเพราะมีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย
แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นคำที่เพี้ยนทางจากคำว่าบางเกาะ เพราะมีลักษณะเป็นเกาะ อีกทั้งเอกสารฝรั่งที่บันทึกไว้สมัยอยุธยาก็มีคำเรียก บางเกาะ

ทำไมจึงเรียกชาวตะวันตกว่า “ฝรั่ง”
ทำไมอักษรไทยที่เดิมโบราณมี
38 ตัวจึงได้กลายเป็น 44
ตัวในปัจจุบัน?
ทำไม
คนไทยถึงถูกเรียกว่า
“ชาวสยาม”?และเคยรู้บ้างหรือไม่ว่า
เพลงชาติไทยนั้นมีถึง 7
เพลงเลยทีเดียว
เท่าที่นำเสนอมานี้
เป็นส่วนน้อยมาก เพราะพิพิธภัณฑ์ มี 3 ชั้นๆละหลายๆห้อง
เดินดูกัน จนเมื่อยแล้ว เมื่อยอีก แต่ ขอรับประกันว่า การนำเสนอนั้น
ดีมาก ยังไม่มีที่ไหน ในประเทศไทย ทำในรูปแบบนี้มาก่อนค่ะ
ขอเชิญชวนให้ทุกท่านไปชมให้ได้นะคะ แล้วเราจะรู้ค่ะ ว่า เราคือใครกันแน่ รากเหง้าแห่งชาติพันธุ์เราเป็นใครกัน
หมายเหตุ:: ข้อมูลทุกประการ ได้มาจากที่แสดงไว้ที่ นิทรรศการที่ไปชม และหนังสือที่ได้รับแจกค่ะ(โชคดีมาก ที่ได้หนังสือมา เพราะ มีจำกัด และแจกเฉพาะสื่อสารมวลชนก่อน)
::ขออภัย
ที่รูปบางรูป ดูไม่ค่อยสวย เพราะรีบถ่ายภาพมาก
กลัวเดินไม่ทันเด็ก คิดว่า
เป็นรูปเล่าเรื่องนะคะ

พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยงามมากเลยครับ ถ้าได้ไปชมด้วยตัวเองคงจะงดงามตื่นตาตื่นใจมากกว่านี้ คงต้องหาโอกาสนำนักเรียนไปศึกษาเรียนรู้แล้วล่ะครับ ขอบคุณที่นำข่าวมาแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ทราบนะครับ
ขอบพระคุณมากครับ
นี่คือเรียงความเรื่องประเทศไทยจริงๆค่ะ มีความเป็นมา ช้านานมากๆๆ ที่สุวรรณภูมินี้ มีผู้คนอยู่กันมานานมากแล้ว เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ

พิพิธภัณฑ์นี้ ฉีกภาพลักษณ์เดิมๆ ให้หมดไปและใส่ความมีชีวิตชีวา เพื่อทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง
ได้ยินมาหลายเสียงจากผู้ที่ไปร่วมงานเปิด รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ต้องไปให้ได้ครับ ขอบคุณพี่ศศินันท์มากๆ เลยครับ ขนาดดู demo ยังอยากไปทันทีเลยนะครับ
เว็บของเขาคือ www.ndmi.or.th แต่ในขณะนี้ ผมเข้าไม่ได้ คงเพราะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ หรือไม่ก็ประหยัดไฟ อย่างไรก็ตาม Google เคยมองเห็นครับ คำอธิบาย NDMI ที่ Google มองเห็นจากเว็บไซต์และเก็บไว้
พื้นที่ทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์จะมีลักษณะของคอมเพลกซ์

ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มพิพิธภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อการใช้งานและการจัดการแสดงที่มีความหลากหลาย
โดยพื้นที่แรกที่เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ถนนสนามไชย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกันได้กับสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งที่มีความสำคัญต่อจิตใจ
ทั้งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)
พระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) รวมทั้งภาพชุมชนโดยรอบซึ่งเป็นภาพชีวิต ที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ภาพข้างล่างนี้ แสดงถึง ความเป็น ชุมชนสหชาติพันธุ์ ของคนไทยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ . บัวชูฝัก
วันที่ไปชม ไปกับกลุ่มนักรียนค่ะ ถึงจะมีวิทยากรนำชม ตั้ง 3 คน แบ่งเป็นกลุ่มๆ
มีหลายห้องมากค่ะ ตึกกระทรวงพาณิขย์เก่า ทั้ง 3 ชั้นเลยค่ะ เขาบูรณะตึกใหม่สวยงามดีค่ะ สู้ วังบางขุนพรหมไม่ได้ เพราะ เจตนา จะสร้างให้เป็นอาคารที่ทำงานค่ะ แต่ก็สวย
คงต้องติดต่อเข้าไปก่อนค่ะ 02 2252774/ 02 3573999 /023574000
สวัสดีค่ะคุณConductor
ตอนนี้ ดูว่า ผู้คนในสังคมเกิดการตื่นตัวในเรื่อง การเรียนรู้ นอกโรงเรียน ขึ้นมามากนะคะ
ดังนั้นเป้าหมายของ พิพิธภัณฑ์ ที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ รูปแบบใหม่ และเป็นชั้นนำที่ทันสมัย เป็นจริงขึ้นมา
ผศ.พัชรี ชั้นธรรมมิตร กล่าวว่า.... “ด้านการเชื่อมโยงกับต่างประเทศนั้น เรามีตัวแทนอยู่ที่อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งทำงานด้านวิชาการสำรวจการทำงานของพิพิธภัณฑ์
เราจะเรียนรู้ได้จากพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะทั้ง 2 ประเทศนี้มีพิพิธภัณฑ์เก่าแก่นานนับ 100 ปี
และมีความหลากหลายรูปแบบ ทั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและเมือง รวมทั้งที่ฝรั่งเศสจะมีการจัดทำเว็บเครือข่ายติดต่อเชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์ของเรา ซึ่งในอนาคตเราจะเป็นสมาชิกของ ICOM (International Council of Museum) เป็นที่ยืนที่ทำให้โลกรู้จักเรา”
ที่สำคัญคือ เนื้อหาที่จัดแสดง ดีค่ะ น่าประทับใจ มีข้อมูลอีกมากมาย เขียนบันทึกเดียว ไม่มีทางหมดเลยค่ะ
สวัสดีครับ คุณพี่ ศศินันท์
ขอขอบคุณครับสำหรับแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่มีคุณค่ามหาศาล
เปิดเมื่อไร ผมไปแน่ครับ
พี่ศศินันท์ครับ
<ul><li>ขอบคุณพี่มากครับ ตื่นตา ตื่นใจ ตื่นเต้นมากเลยครับ ที่เราจะมีสถานที่ดีๆแบบนี้ อิจฉาคนกรุงเทพฯจังครับ
</li></ul>
ตอนที่เดินชม ก็ได้ความรู้ว่า ดินแดนที่เป็นสุวรรณภูมินี้ เมื่อล้านปีก่อน ก็มีมนุษย์อาศัยอยู่แล้วนะคะ
ที่น่าสนใจคือเมื่อ 500,000ปีก่อน มีมนุษย์ลำปางอยู่ด้วยค่ะ
หาดปู่ด้าย หมู่ที่ 1 ตำบลนาแส่ง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
ในความเป็นมาในการค้าพบโบราณวัตถุสำคัญ
โดยเฉพาะฟอสซิลโฮโมอิเร็คตัสอายุประมาณ 5 แสนปี นับเป็นครั้งแรกของโลกที่พบฟอสซิล มนุษย์โบราณ โดยคนพื้นเมืองเจ้าของประเทศ
และเป็นการเปิดเผยโฉมหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับวิวัฒนาการ การเกิดขึ้นเป็นมนุษย์ในแผ่นดินไทยและในทวีปเอเชีย
โฮโม อิเร็คตัส ที่ค้นพบได้จากจังหวัดลำปาง น่าจะได้รับการขนานนามว่า
“ มนุษย์สยาม “ (Siam Man) “ มนุษย์ลำปาง ” ( Lampang Man ) หรือ
“ มนุษย์เกาะคา ” (KO-KHA Man) ตามแหล่งที่ค้นพบ
ที่ตั้งของแหล่งที่ทำการสำรวจและขุดค้นอยู่ที่บริเวณเขาป่าหนามใกล้บ้าน
หาดปู่ด้าย ตำบลนาแส่ง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ลักษณะ ที่ตั้งเป็นซอกหลืบหินปูน หรือโพลงถ้ำที่บริเวณเพดานพังลงมาทีหลังในภูมิประเทศแบบคาสต์ (relative open rockshelter, kast cave in filling) ใกล้แม่น้ำวัง แหล่งซากดึกดำบรรพ์เขาป่าหนามนี้ มีสภาพพิเศษที่เอื้ออำนวยให้ซากดึกดำบรรพ์ถูกเก็บรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพที่ดีพอสมควร โดยสารฟอสเฟตซึ่งเกิดจากมูลค้างคาวสลายตัวและห่อหุ้มซากกระดูกทั้งหลายเอาไว้ภายในหลืบ – ซอกของพื้นถ้ำ ทั้งนี้ เนื่องจากสารฟอสเฟต เป็นสารที่ไม่ละลายน้ำผิวดินหรือใต้ดิน
โฮโม อิเร็คตัส (Homo erectus) เป็นสายพันธ์มนุษย์ (Huminoid) มีวิวัฒนาการเมื่อประมาณ 1ล้านถึง 5 แสนปีมาแล้วของสมัยไพลสโตซีน (Pleistocene Epoch)
มีลักษณกะโหลกค่อนข้างหนาเทอะทะและมีหน้าผากลาด มีสันเหนือกระบอกตา (Supra-Orbital Ridge) เป็นสันนูนหนา แต่ขนาดความหนาย้อยกว่ามนุษย์นีแอนเดอธัลเล็กน้อยมีความจุขนาดสมองปริมาตร 800 – 1,200 ซีซี
ที่มา แผ่นพับแนะนำแหล่งท่องเที่ยวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง

สวัสดีครับ
ยินดีกับประเทศไทยที่จะมีสถานที่ ที่ให้ความรู้ดีๆเพิ่มขึ้นอีกแห่ง … นอกเหนือจากการไปห้างสรรพสินค้านะครับ…ตอนเรียนอยู่อเมริกาได้ไป museum ที่ DC เดินกันสามวันยังไม่ทั่วเลยครับ…อยากให้ประเทศเรามีโครงการแบบนี้เพื่อกระตุ้นความคิด ต่อยอดความรู้ของชาตินะครับ
อาคารนี้อยู่ตรงถนนเพชรบุรีใช้ไหมครับ…ขับผ่านทีไรก็เหลือบมองทุกที…เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสง่างามมากครับ…
โอชกร
สวัสดีค่ะอ.จ. นาย เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี
ทีนี้ พอมีพิพิธภัณฑ์ เรื่อง บุคลากรเป็นเรื่องที่จะต้องมีการจัดเตรียมพิเศษ
สิ่งดีๆแบบนี้ หาทุนสนับสนุน ไม่ยากค่ะ
ผศ.พัชรี ท่านกล่าว ว่า......
เพราะลักษณะของ “ภัณฑรักษ์” ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์จะต่างจากพิพิธภัณฑ์แบบเดิมๆ เพราะจะต้องเข้าใจถึงบทบาทของงานในแต่ละด้านว่า จะมีงานด้านใดที่แยกจากกันบ้าง
ขณะที่ปัจจุบันภัณฑรักษ์มีหน้าที่แบบรวมกัน ซึ่งภัณฑรักษ์ในพิพิธภัณฑ์แบบใหม่จะต้องเป็นผู้มีความสามารถในการค้นข้อมูลทางวิชาการ ถ่ายโอนข้อมูล เขียนสคริปต์และเขียนนิทรรศการได้ ซึ่งต้องเกิดจากการฝึกอบรม ดังนั้น สถาบันฯจะเป็นหน่วยที่ฝึกอบรมคนกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อรองรับพิพิธภัณฑ์แบบใหม่
ผศ.พัชรี กล่าวถึงการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า ในระยะแรกสถาบันฯ จะเป็นเสมือนหน่วยงานที่สนับสนุน ดูแลกำกับเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดการจัดตั้งทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์ขึ้น
ซึ่งในอนาคตเมื่อมีพิพิธภัณฑ์ในกำกับ หลายๆ แห่ง ต้องมีการสรรหาผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์และมีสถานที่ทำงานของแต่ละแห่งด้วย
เรียกว่า....ยังมีงานอีกมาก รออยู่เลยค่ะ
การจะทำโครงการใหญ่ๆขึ้นมาแต่ละอย่างนี่ ไม่ง่ายนะคะ
มีรายละเอียดมากทีเดียวค่ะ
ต่อไป จะมีการขยาย ไปทุกจังหวัดค่ะ
เห็นมีการอบรมเจ้าหน้าที่ และเตรียมงานกันแล้วค่ะ
ข้อมูลจาก ทำเนียบเครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ สถาบันการเรียนรู้แห่งชาติค่ะ
ได้รับแจกหนังสือนี้ ในวันเข้าชมค่ะ
ทั้งนี้ ภาครัฐจะให้งบประมาณทั้งสิ้นรวม 3,700 ล้านบาท โดยในปีแรกได้รับ 800 ล้าน เพื่อใช้ในการบูรณะซ่อมแซมอาคารต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอนุกรรมการจัดหาทุนร่วมมือกับบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจหลายแห่งให้ความสนใจ
และปัจจุบันได้รับเงินสนับสนุนจากการบินไทยปีละ 20 ล้านบาทเป็นเวลา 3 ปี แบ่งเป็นตั๋วเครื่องบินปีละ 10 ล้าน ส่วนที่เหลือเป็นทุนสนับสนุนทุนหมุนเวียนและการจัดนิทรรศการ”
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
สวัสดีค่ะคุณ small man
ใช่ค่ะ ที่นี่เป็น แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่มีคุณค่ามหาศาลค่ะ ดิฉันเข้าไปชมในวันแรกเลย เหมือนเขากำลังซ้อมๆอยู่น่ะค่ะ แต่ก็ประทับใจค่ะ
ต้องพาเด็กๆไปดูให้ได้ค่ะ
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ไม่ได้มีเพียงแค่แห่งเดียวเท่านั้น การเกิดขึ้นที่อาคารของกระทรวงพาณิชย์(เดิม) เป็นเพียงต้นแบบของพิพิธภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตบริเวณ “เกาะรัตนโกสินทร์”
ตั้งแต่ศาลฎีกา กระทรวงกลาโหม กรมแผนที่ทหารและกรมรักษาดินแดน รวมทั้งหมดประมาณ 3 แห่งด้วยกันค่ะ ที่กรุงเทพฯ
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
ศ.ดร.ชัยอนันต์ฯ ให้สัมภาษณ์เองค่ะ เมื่อ 19 ม.ค.2551 นี้ค่ะ
เป้าหมาย จะ พัฒนาสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาค พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ และมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างมืออาชีพโอชกร - ภาคสุวรรณ
พิพิธภัณฑ์นี้ อยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ถนนสนามไชย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกันได้กับสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งที่มีความสำคัญต่อจิตใจ
ทั้งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)
พระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ค่ะ
สำหรับการเข้าชมขณะ เข้าใจว่า ในวันธรรมดาคงเป็นโรงเรียน ซึ่งจะมีคู่มือให้ครูประสานกับบทเรียน พร้อมจัดตารางเวลา เพื่อไม่ให้คนแออัดมากนัก
และเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง มีเวลาสัมผัสกับสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ
ส่วนเสาร์อาทิตย์คาดหวังว่าผู้ปกครองจะมากับลูก รวมทั้งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว นักทัศนาจรชาวต่างชาติแวะเข้ามาชมด้วย
งานที่ดูจะหนักและเหนื่อยที่สุด คงเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนสนใจพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ทางหน่วยงานนี้ จะให้เยาวชนทั้ง 76 จังหวัด ได้เข้ามามีส่วนร่วมคิดและสร้างสรรค์พิพิธภัณฑ์เรียนรู้แห่งชาติและนำประสบการณ์ที่ได้รับขยายผลเป็นเครือข่ายต่อไปในอนาคต
เช่น เผยแพร่ความคิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในบ้านเกิดของตัวเอง
นอกจากนักเรียนแล้วครูสังคมศึกษาทั่วประเทศประมาณ 8,000 คน ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการระดมความคิดว่าต้องการพิพิธภัณฑ์แบบไหน ให้เกิดขึ้นเป็นคู่ขนานไปกับการเรียนในห้องเรียนหรือหลักสูตรต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกันไปด้วย
ขณะเดียวกันก็คง จะต้องให้การอบรมครูในการนำนักเรียนมาเที่ยวชมนิทรรศการเพื่อเป็นการเสริมยอดให้กับการเรียนประการหนึ่ง
อีกทั้งยังสร้างโอกาสให้เด็กที่พัฒนาการความรู้ที่แตกต่างกันเข้ามาฝึกทดลองเลิร์นนิ่งแล็บ ในพิพิธภัณฑ์ ตามสไตล์การเรียนของตัวเองอีกด้วย
ที่นี่ มีการเตรียมการเป็นระบบดีค่ะ
น่าพาลูกหลานไป แต่ จะเมื่อยหน่อยนะคะ มีหลายห้องมากค่ะ
สวัสดีครับ
นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเรารอมานานหรือเปล่าครับ ดีใจครับ ๆ ผมจะต้องหาโอกาสเข้าเมืองหลวงไปดูความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ และก็ไปดูเรื่องราวเก่า ๆ อย่างที่นี่เป็นต้นครับ
ขอบคุณที่นำมาให้ชมครับ
ในช่วงที่เริ่มมีผู้คนเข้ามาอยู่ในสุวรรณภูมิ เชื่อไหมคะ กรุงเทพฯยังไม่เกิดค่ะ
เพราะ เวลานั้น กรุงเทพฯ ยังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
เมื่อ5,000 ปีก่อน ขอบอ่าวไทย กินพื้นที่ลึกเข้าไป ไกลกว่าจุดตั้งต้นกรุงเทพฯราว 100 ก.ม. ต่อมาตะกอนดินจากแม่น้ำ ได้ทับถม ทำให้กรุงเทพนกลายเป็นแผ่นดินขึ้น เมื่อ 1000ปีกว่านี้เอง
ด้วยเหตุนี้ เมืองในยุคสุวรรณภูมิ นอกจากเมืองชายฝั่งทะเล ภาคใต้แล้ว
ยังมีเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปถึงสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม เมืองเหล่านี้ คือเมือง ชายทะเล ในยุคสุวรรณภูมินั่นเอง
ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
จะไปต้องแต่งตัวเรียบร้อยมากหรือเปล่าครับ? ใส่กางเกงยีนเข้าได้เปล่าครับ?
สวัสดีค่ะคุณ สุมิตรชัย
ดีใจนะคะ ที่มาเยี่ยม
ค่ะ นี่คือสิ่งที่ เป็นที่น่าดีใจ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ค่ะ
เดิมที สังคมไทย ไม่ค่อยให้ความสนใจกับคุณค่า ของพิพิฑธภัณฑ์สถานนัก เพราะ พิพิธภัณฑ์แบบเก่า พัวพัน แต่เรื่องศาสตร์ๆ ศิลป์ๆ ที่อยู่ไกลตัวกว่า วิถีชีวิต ของผู้คนเกินไป
เพราะเป็นการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่กำลังจะมารวมตัวในพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติแห่งนี้
และคงจะเปลี่ยนสภาพการรับรู้ของคนไทยให้ตื่นขึ้นมาจากประวัติศาสตร์ยุคเก่าได้เป็นอย่างดี
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
มักจะเป็นเรื่อง ของนักวิชาการหรือผู้มีอำนาจมากำหนด คนท้องถิ่นจึงไม่ค่อยสนใจ
และสังคมไทยเอง ก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ในเรื่องวิชาการนัก พวกหนังสือพิมพ์ สื่อต่างๆ เน้น ความบันเทิงเป็นหลัก
ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ จึงพยายามใช้เทคนิคการนำเสนอแบบใหม่ให้น่าสนใจขึ้น มีชีวิต ชีวา มีระบบการจัดให้มีองค์ประกอบ ที่ไปด้วยกันได้ อย่างลื่นไหล ทำให้ผู้ชม ไม่เบื่อ และทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วม ในการนำเสนอ นั้นด้วยค่ะ
สวัสดีครับ...ยินดีที่มีบันทึกข่าวดีอย่างนี้มาให้รู้กัน.ควรจะเป็นข่าวให้กว้างขวางกันทั้งประเทศคนไทย...มักมีเชื้อชาติไทยสัญชาติไทย..กันแต่ในทะเบียนบ้านและมักไม่ใคร่สนใจชาติตนไม่รู้เรื่องแล้วจะสอนบอกกล่าวคนรุ่นต่อไปกันอย่างไร?ความรู้ไม่สมบูรณ์. โชคยังดีที่ ชาติ ยังมีคนที่มีวิญญาณเป็นไทอยู่บ้างจึงยังประคองคนส่วนใหญ่ไว้ได้(พูดแบบไม่หวาน คนส่วนใหญ๋ไม่ได้เรื่องหลอกครับ) เรื่องนี้สำคัญจะมีผลมากต่อไปเพราะยังไม่มีองค์กรระดับชาติออกมาพูด(ด้วยวิธีการใดก็ได้)เสียที่ทำให้เกิดการวุ่นวายจะเอาตามฝรั่งที่เขียนไว้มันทำให้ขัดแย้งเป็นสงครามได้ เราเขียนประวัติชาติพันธุ์ของเราเสียที่ ขอให้... คนไทใจหนักแน่นมีชีวิตอย่างกว้างขวางและพอเพียง กราบขอบพระคุณ sas"da มากครับที่เก็บเรื่องสำคัญนี้มาฝาก