ใครๆก็พูดถึงไทยแท้ แต่ใครรู้บ้าง ไทยแท้ๆเป็นอย่างไร....“พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (National Discovery Museum Institute : NDMI)กำเนิดใหม่ สมิทโซเนียนเมืองไทย(ตอนที่หนึ่ง)

Sasinand
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ค้นพบ ปริศนาหลายหมื่นหลายพันปีของ สุวรรณภูมิ มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพิ่อค้นหาคำตอบว่า เราคือ ใคร และความเป็นไทยหมายความว่าอะไร

พิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยน่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิด พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550   แต่ยังไม่ได้เปิด ให้ประชาชนเข้าชมกันทั่วไป   เนื่องจาก การตกแต่ง ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี  คาดว่า จะเปิดให้ชมทั่วไปได้ ประมาณเดือนเมษายน 2551 นี้ 

ส่วนดิฉันเอง ไปชมมาแล้วค่ะ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ศกนี้ เพราะติดต่อขอเข้าไปกับเด็กๆโรงเรียนราชินี ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มแรกที่มีโอกาสเข้าไปชม   และมี ผศ.พัชรี ชินธรรมมิตร อดีตอาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เข้ามารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ มากล่าวต้อนรับด้วย 

   แต่เนื่องจากมึนงงกับรายละเอียดที่มากมายเหลือเกิน    จึงตัดสินใจไม่ถูกค่ะ ว่าจะเขียนอย่างไร ไม่ให้ยาวเกินไป

ดังนั้น จึงคิดว่า ในภาคแรกนี้ ดิฉันจะเขียนเล่า ในภาพรวมก่อนค่ะ ส่วนรายละเอียด  ดิฉันค่อยตัดตอนเล่า เป็นตอนที่หนึ่งก่อนค่ะ

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช        ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ที่เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ    กล่าวในงานนำร่อง เปิดตัว  ให้ได้รับทราบถึงแนวความคิดเบื้องต้น ในวันที่ 19 ม.ค.2548 ว่า

 ในอีก 2 ปี ((2550-51)  ข้างหน้าภาพเก่าๆของ พิพิธภัณฑ์    จะหมดไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แห้งๆ เหมือนที่เป็นมาในอดีต นั่นก็คือ  พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (National Discovery Museum Institute : NDMI)         พิพิธภัณฑ์ที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทีละน้อย โดยจะเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกบนพื้นที่ของกระทรวงพาณิชย์ (เดิม) ถนนสนามไชย    ในอนาคตเราจะเป็นสมาชิกของ ICOM (International Council of Museum) เป็นที่ยืนที่ทำให้โลกรู้จักเราด้วย

ศ.ดร.ชัยอนันต์อธิบายให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สู่สาธารณชน ที่จะบอกเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของผู้คน พื้นแผ่นดินไทย และดินแดนอุษาคเนย์    รวมถึงภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์รื่นรมย์ เกิดความสำนึกรักผู้คน บ้านเมือง รวมกระทั่งถึงสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติกับประเทศเพื่อนบ้าน อันนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอีกด้วย

ทั้งนี้เหตุที่ต้องมีพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้   สืบเนื่องมาจากระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีปัญหามาก หากจะแก้ที่ระบบเพื่อปรับกระบวนการเรียนรู้   ถือเป็นสิ่งที่ยาก ปรับครูก็ยาก ปรับหลักสูตรก็ยาก เพราะเมื่อได้เรียนรู้วิธีการเก่าๆ มานานก็เลยแก้ยาก การปฏิรูปการศึกษาจึงยังไม่สำเร็จ


        ดังนั้น วิธีที่เร็วและสามารถมีผลสะเทือนมากก็คือการทำสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น และให้สิ่งใหม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งเก่า โดยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตเหมือนที่มีอยู่มากมายในต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น สมิทโซเนียนของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

เมื่อเข้าไปชมนิทรรศการถาวรนี้  จึงเห็นด้วยตาตัวเองว่า  เป็นรูปแบบใหม่ในการเรียนรู้จริงๆ เน้นกระตุ้นต่อมคิด  จุดประกายความอยากรู้ สู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง อย่างไม่รู้ตัวค่ะ

ทำให้  ดิฉันได้ค้นพบ ปริศนาหลายหมื่นหลายพันปีของ สุวรรณภูมิ  มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ  และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน  เพิ่อค้นหาคำตอบว่า เราคือ ใคร และความเป็นไทยหมายความว่าอะไร

ในด้านการดำเนินงาน ได้จ้างบริษัทมืออาชีพ  Lord Cultural Resources and Planning and Management Inc.   ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษา จัดทำแผนแม่บททั้งหมดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์  โดยแผนแม่บทของพิพิธภัณฑ์นั้น ได้มีการวางกรอบกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในบั้นปลายคือ .........

ความต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบใหม่สำหรับเด็ก ไม่ใช่แค่ให้ครูพาเด็กมาดูเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงระบบการศึกษาไทยที่มีปัญหา ทำให้เด็กไม่ชอบเรียนประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่จะต่อยอด ดังนั้น จึงต้องวางกลยุทธ์ โดยการจัดกิจกรรมภายในพิพิธภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ได้

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2

อาคารแห่งนี้ คือกระทรวงพาณิชย์เดิม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นรูปแบบนีโอคลาสสิก มีตราสัญญลักษณ์ ของพิพิธภัณฑ์ เป็นรูปกบ  ที่เห็นในภาพ ร้อยเป็นพวงสีแดงสดค่ะ

เพราะกบเรียกร้องความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีให้เห็นเป็นลวดลายบนกลองมโหระทึก ของอุษาคเณย์ ใช้ประโคม ในพิธี ขอฝน

ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แบบแยกส่วน    องค์ประกอบทุกส่วนเดินทางไปด้วยกัน และ จะต้องมีระบบการจัดการโดยให้รัฐบาล เอกชน และประชาชน คนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วย

ดิฉันชอบวิธีการเล่าเรื่อง  (Story telling)  โดยนำเรื่องราวต่างๆ ผูกโยงเสนอเรื่องราวความเป็นมา มีทั้งการจัดแสดงแบบถาวรและแบบหมุนเวียนเพื่อสร้างความมีชีวิต

โดยแกนหลัก  เป็นการนำเสนอ ความเป็นมาของผู้คนและดินแดนในประเทศไทย เป็นเรื่องราวของคน ดินแดน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในลักษณะของ คอมเพล็กซ์ มิว เซียม ซึ่งประกอบด้วย 4 พิพิธภัณฑ์ที่จะจัดแสดงอยู่ในอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม ได้แก่  

1.พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติของอุษาคเนย์ แสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ

 

      2.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ผู้คนและดินแดน ในอุษาคเนย์เพื่อให้คนในละแวกนี้ด้วยกันรู้ถึงรากเหง้า ความเป็นมาของความเป็นพี่น้องเพื่อเกิดความสมานฉันท์ในอุษาคเนย์แห่งนี้ โดยเฉพาะความต้องการให้เด็กไทยสำนึกรักประเทศ รู้จักเอกลักษณ์ของตัวเอง


        
       3.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่จะบ่งบอกชาติพันธุ์ในประเทศไทย ศิลปะและวัฒนธรรมไทย และระบบความเชื่อกับคนไทย


         4.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมไทยและความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ในความหมายสมัยใหม่แต่เป็นภูมิปัญญาไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีของภูมิปัญญาไทย    การตั้งหลักแหล่ง การพัฒนาอุปกรณ์ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รู้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ    

ช่วงระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนคือ 5 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547-2551

ในปี 2550  มีการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์พร้อมที่จะให้เข้าชม พัฒนาสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาค พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรที่มีความสามารถ และมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างมืออาชีพ

เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ประเทศก็พร้อมจะย่างเข้าสู่ความสามารถในการจัดแสดงระดับโลก ไม่เพียงมีบุคคลที่มีความสามารถแต่จะเชี่ยวชาญ มีการร่วมมืออย่างดีเยี่ยมกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์ระดับโลก พร้อมๆ กับการมีฐานการเงินที่เพียงพอและเข้มแข็งด้วย

       ตัวอย่าง การนำเสนอที่ไปชมมานะคะ..            . รากเหง้าแห่งชาติพันธุ์ไทยอยู่ที่ตรงไหน

เรื่องย่อ::   ดินแดนสุวรรณภูมิ ราวพุทธศตวรรษที่ 17 สยามประเทศได้ก่อกำเนิดขึ้น

เริ่มต้นแสดงความเป็นมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  มีหลักฐานชี้ชัดว่า มีมนุษย์ดึกดำบรรพ์ 500,000ปีที่แล้ว เคยอยู่ที่พื้นที่ประเทศไทยมาแล้ว คือ มนุษย์ ลำปาง 

บางทฤษฏีบอกว่า น่าจะมีชนชาติไท อยู่อาศัยในแผ่นดิน ตรงที่เป็นประเทศไทยมา 4000 ปีแล้ว แต่ ยังไม่ปรากฏแน่ชัดจริงๆว่า บรรพบุรุษ ของชาวสุวรรณภูมิจริงๆ อาจจะเป็น ชนกลุ่มมองโกลลอยด์ ที่อพยพมาจากแผ่นดินจีน เมื่อ 3000 ปีก่อน มาแทนที่ ชนดั้งเดิมหรือไม่ ยังเป็นปริศนา ให้คนรุ่นใหม่ ต้องศึกษาต่อค่ะ

จนกระทั่งถึงมีการตั้งหมู่บ้านถาวรขึ้น และเริ่มทำการเกษตรกรรมมีพัฒนาการด้านโลหะกรรมขึ้น ซึ่งพบที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมา มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการติดต่อค้าขายระหว่างประชากรต่างภูมิภาค และต่างวัฒนธรรรมด้วย 

และเริ่มมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้น เป็นบ้านเมืองรุ่นแรกๆเมื่อ 2500ปีมาแล้ว    เป็นบ้านเมืองและรัฐ ทั้งในบริเวณคาบสมุทร ลุ่มน้ำลำคลองที่อยู่ใกล้ทะเลและพื้นที่ภายในที่เป็นที่ราบสูงและหุบเขา

 

แต่บริเวณที่มีพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของสยามประเทศที่สำคัญคือ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง  เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมทวาราวดี เป็นอาณาจักรสมัยแรกของเราก่อนที่จะถึงอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา

เป็นพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เพราะนอกจากเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในด้านพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำท่าแล้ว ยังอยู่ใกล้ทะเลที่ติดต่อกับภายนอกได้สะดวกสบาย เหตุนี้ จึงเกิดเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นที่ตั้งเมืองท่าและเมืองสำคัญในหลายตำแหน่งแห่งที่ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองคูบัวและเมืองศรีมโหสถ เป็นอาทิ

เมืองอู่ทอง หรื อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในปัจจุบันนั้นมีประวัติว่าเป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณกาลเลยทีเดียว หากไปอ่านจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาจะเล่าไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๐ เมืองอู่ทองเกิดกันดารน้ำ และมีโรคห่าระบาด "พระเจ้าอู่ทอง " จึงอพยพผู้คนหนีโรคห่าไปตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลเวียงเล็ก จนถึงปี พ.ศ.๑๘๙๓ จึงได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นมาเป็นราชธานี    (แล้วมาสิ้นสุดลงที่พระเจ้าเอกทัศ หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์ องค์ที่ 34 หรือองค์สุดท้ายของสมัยอยุธยา ในปี พ.ศ.2310)     อยุธยา" เป็นเมืองหลวงของสยามประเทศนานถึง 417 ปี


นครปฐม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (บ้างก็จัดไว้เป็นภาคตะวันตก) เป็นพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเก่าแก่ของเมืองในสมัยทวารวดี โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก

เมืองคูบัว เป็นเมืองโบราณในอารยธรรมทวารวดีตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ในเขตตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีเป็น ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีการตั้งถิ่นฐานรวมกันและพัฒนาขึ้นเป็นเมืองขนาดใหญ่

จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมืองคูบัวเจริญขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑๑๖ ในวัฒนธรรม ทวารวดี

เมืองศรีมโหสถอยู่ในเขตตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณ 3 หมู่บ้านด้วยกัน ได้แก่ บ้านสระมะเขือ บ้านโคกวัด และบ้านหนองสะแก  เมืองนี้มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่า เมืองพระรถ หรือ เมืองอวัธยะปุระ



       อยุธยาถือเป็นศูนย์กลางของสยามประเทศ เนื่องด้วยภูมินิเวศที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ก่อเกิดอาชีพทำมาหากิน มีการขุดคูคลองค้าขายเจริญรุ่งเรือง พร้อมทั้งเกาะแก่ง เล็กใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายๆ เกาะด้วยกัน

กรุงศรีอยุธยา เติบโตและยิ่งใหญ่ เพราะมีชัยภูมิที่ได้เปรียบ ทั้งทางเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ เป็นจุดรวมแม่น้ำ  ถึง 3 สายคือ แม่น้าเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก  และแม่น้ำลพบุรีทำให้สามารถควบคุมการค้า ทั้งทางบกและทางเรือ จากทางตอนเหนือได้ทั้งหมด แม้แต่ในกรุงศรีฯก็อุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกได้ดี      ส่วนทางทะเล ก็เป็นจุดนัดพบของทางซีกโลกตะวันออกและตะวันตก ทำให้เรือสินค้า จากนานาชาติ ใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นที่เปลี่ยนถ่ายซื้อขายสินค้า

 

ตัวอย่าง ของยุค ที่ต่อจาก อยุธยาอันรุ่งเรือง      ยังจะไม่กล่าวถึงนักในที่นี้ เพราะ บันทึกจะยาวมากค่ะ

ฉายแค่หนังตัวอย่างค่ะ     เช่น  จากบางเกาะเป็นบางกอก   หนึ่งในรากเหง้าแห่งชาติพันธุ์  : พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของคนสยามในลุ่มน้ำลำคลอง”       ชื่อบางกอกจึงเป็นที่สนใจใคร่รู้ว่ามาจากอะไร
จากการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถสรุปได้ 2 อย่าง อย่างแรกเชื่อว่าบางกอก หมายถึงย่านที่มีต้นมะกอกอยู่หนาแน่น เช่นเดียวกับคำว่า บางลำพูเพราะมีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย

 แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นคำที่เพี้ยนทางจากคำว่าบางเกาะ เพราะมีลักษณะเป็นเกาะ อีกทั้งเอกสารฝรั่งที่บันทึกไว้สมัยอยุธยาก็มีคำเรียก บางเกาะ

ทำไมจึงเรียกชาวตะวันตกว่า ฝรั่ง” 

        ทำไมอักษรไทยที่เดิมโบราณมี 38 ตัวจึงได้กลายเป็น 44 ตัวในปัจจุบัน?
       
       
ทำไม คนไทยถึงถูกเรียกว่า ชาวสยาม”?และเคยรู้บ้างหรือไม่ว่า เพลงชาติไทยนั้นมีถึง 7 เพลงเลยทีเดียว


        เท่าที่นำเสนอมานี้ เป็นส่วนน้อยมาก  เพราะพิพิธภัณฑ์ มี 3 ชั้นๆละหลายๆห้อง เดินดูกัน จนเมื่อยแล้ว เมื่อยอีก แต่ ขอรับประกันว่า การนำเสนอนั้น ดีมาก ยังไม่มีที่ไหน ในประเทศไทย ทำในรูปแบบนี้มาก่อนค่ะ

ขอเชิญชวนให้ทุกท่านไปชมให้ได้นะคะ แล้วเราจะรู้ค่ะ ว่า เราคือใครกันแน่ รากเหง้าแห่งชาติพันธุ์เราเป็นใครกัน

หมายเหตุ::   ข้อมูลทุกประการ ได้มาจากที่แสดงไว้ที่ นิทรรศการที่ไปชม และหนังสือที่ได้รับแจกค่ะ(โชคดีมาก ที่ได้หนังสือมา เพราะ มีจำกัด  และแจกเฉพาะสื่อสารมวลชนก่อน)

              ::ขออภัย ที่รูปบางรูป ดูไม่ค่อยสวย เพราะรีบถ่ายภาพมาก กลัวเดินไม่ทันเด็ก คิดว่า เป็นรูปเล่าเรื่องนะคะ 

        

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Good Living



ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ  เค

คุณเค ถามว่า

การเกิดขึ้นที่อาคารของกระทรวงพาณิชย์(เดิม) เป็นเพียงต้นแบบของพิพิธภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตบริเวณ เกาะรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ศาลฎีกา กระทรวงกลาโหม กรมแผนที่ทหารและกรมรักษาดินแดน รวมทั้งหมดประมาณ 3 แห่งด้วยกัน
ทราบไหมครับว่า จะเปิดเมื่อไร

คงอยู่ในระหว่าง ดำเนิการ ดิฉันก้ไม่ทราบค่ะ แต่จะไปหาข้อมูลมาให้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ พี่ P

 

ขอบพระคุณพี่มากๆ เลยค่ะ ที่ชวนมาเที่ยว และเปิดหู เปิดตา ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสรู้อะไรดีๆ ก่อนคนอื่น

พิพิธภัณฑ์นี้น่าสนใจมากนะคะ คงทำให้เราเข้าใจความเป็นคนไทย มากขึ้น  เพราะจะไ้ด้ข้อมูลย้อนหลังไปลึกมากทีเีดียว

คำว่า สุวรรณภูมิ ที่เราใช้แทนแหลมทองของไทยทุกวันนี้ ก็คงมาจาก สุพรรณภูมิ นี่เองนะคะ 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณพี่ Sasinanda

ช่วงเวลาที่เราได้ทำอะไรแล้วเราสบายใจ มีความสุข เป็นตัวเองจะรู้สึกดีที่สุดเลยนะคะ  บ่ายนี้ทานบัวลอยไข่หวาน ขนมไทยๆด้วยกันนะคะ

อ๋อค่ะ

Image23

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณยุ้ย

เรื่อง บางเกาะ มากลายเป็นบางกอก ขอเล่า ตอนหน้านะคะ ตอนนี้เล่าตามที่ไปดูมาแค่ ยุคอยุธยาก่อนค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณRAK-NA

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ พิพิธภํณฑ์นี้จะเปิด เม.ย.นี้ น่าพาเด็กๆไปดูค่ะ ติดต่อเข้าไปก่อนนะคะ

"อยุธยา" เป็นเมืองหลวงของสยามประเทศนานถึง 417 ปี

จนถึงปี 2551 นี้อยุธยาก็ยังเป็นเมืองสำคัญของประเทศ ที่ต้องรับรองนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี เพราะเรื่องราวความเป็นมาในหน้าประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของผู้คนที่ยังคงฉายผ่านร่องรอยที่แม้ปัจจุบันจะเห็นเป็นเพียงซากโบราณสถานก็ตามที

อยุธยาเป็นเมืองเก่าแก่ และมีของดีมากมายค่ะ

ด้วยเหตุนี้เองที่องค์การยูเนสโกรับเอานครประวัติศาสตร์แห่งนี้เข้าไปอยู่ในรายชื่อเมืองมรดกโลกตั้งแต่ 15 ปีก่อน   เป็นมรดก ทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

โดยได้รับการพิจารณาตัดสิน  จากคณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ (องค์การยูเนสโก) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534

นับว่าเป็นเกียรติภูมิอย่างยิ่งของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะต้องจัดให้มีงานประเพณีเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกๆปี ซึ่งในแต่ละปีได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

วันนี้นำรูป เรือสำเภาราชฑุตฝรั่งเศส ชื่อเรือลัวโซ   นำคณะราชฑุตฝรั่งเศสมา ทำสัญญาทางพระราชไมตรี ด้านศาสนาและการค้า ในสมัยพระนารายรณ์ พ.ศ. 2228 มาให้ชมค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ  ข้ามสีทันดร


 ดีใจจังที่เข้า g2kได้แล้ว พี่ก็แวะไปที่บล็อกคุณบ่อยๆค่ะ

วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ออกน่าเบื่อจริงๆค่ะ เด็กๆได้แต่จดๆ  ท่องจำ และทำรายงาน มันไม่สนุกเลย

แต่การเรียนรู้แบบใหม่นี่ เขาจะพยายามทำไห้การเรียนประวัติศาสตร์ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไปค่ะอย่าลืมไปชมให้ได้นะคะ และเอามาบอกเล่าต่อๆกันด้วยค่ะ

มีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคุณด้วย คือเรื่องศาสนาค่ะ.....

รากเหง้าแห่งความเชื่อ ของคนไทย คือ ผี พุทธ พราหมณ์นะคะ

ผี เป็น เรื่องของพิธีกรรมเพื่อชีวิต ผี เป็นความเชื่อดั้งเดิมจริงๆ ของชนชาติในสุวรรณภูมินี้ค่ะ

เช่นผีฟ้า ผีดิน ผีบ้าน ผีป่า ผีเมือง  คือ Animism ---The religion of Suvarnabhumi

ต่อมาเป็นพราหมณ์ ผู้สร้างสถาบันกษัตริย์--Brahmins and

Royalty

ต่อมาเป็นพุทธศาสนา--Budhism---The great Unifier--

 เข้ามาครั้งแรก บริเวณเมืองอู่ทอง แถวๆ แม่น้ำแม่กลองและท่าจีน

ถือว่า กษัตริย์ เป็นสมมุติราช เป็นผู้มีบุญบารมีมาแต่ปางก่อน มาเพื่อนำหลักธรรมของศาสนามาปกครองประชาชน ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

ถ้าอยากทราบอย่างละเอียด ต้องไปชมเองค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะน้อง  Little Jazz \(^o^)/

เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นี้ พี่ชอบค่ะ แต่ไปไม่ถึงพวกโบราณคดีอะไรค่ะ ต้องเป็นspecialistลงลึกไปในด้านนี้ จริงๆ

อ่านมาพอควร แต่ยังไม่มาก ถ้าเทียบกับน้องซูซานค่ะ มีอะไรที่น่าจะเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มด้วยค่ะ

จริงๆ แค่เล่าย่อๆ จริงๆ ต้องไปดูกันเองค่ะ

วันนี้ขอนำรูป นางสาวสยาม มาฝากค่ะ นานมากๆ ตั้งแต่ พวกเรายังไม่เกิด แต่ดูแล้ว สวยมากนะคะ

พี่จะนำไปเล่าต่อตอนหน้าค่ะ นี่ แค่ น้ำจิ้ม

มีเรื่องเก่าๆจากพิพิธภัณฑ์ เยอะเลย ย้อนยุค ทั้งนั้น น่าไปดูจริงๆค่ะ........

ประกวดในปี2580 นั้น มีอดีตนางสาวสยามถึง 2 พ.ศ. กลับมาร่วมประกวดด้วยอีกครั้ง คือ คุณวณี เลาหเกียรติ์ นางสาวสยาม 2478 และคุณวงเดือน ภูมิรัตน์ นางสาวสยาม 2479 ในขณะที่สาวงามอีกคน คือ คุณพิศมัย โชติวุฒิ ผู้ซึ่งอนาคตคือนางสาวสยาม 2481 ก็เข้าร่วมประกวดในปีนั้นด้วย รวมทั้งผู้เข้าประกวดที่เป็นเจ้าของมงกุฎนางสาวสยาม 2480 นั่นคือ คุณมยุรี วิชัยวัฒนะ

นับเป็นการประกวดปีที่รวมเอานางสาวไทยไว้บนเวทีเดียวกันได้มากที่สุดถึง 4 คน ทั้งอดีตนางสาวไทย นางสาวไทยปีปัจจุบัน และว่าที่นางสาวไทยในอนาคต

ในรูป ที่เห็นสวยที่สุด คือคุณวงเดือน ภูมิรัตน์

 

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับพี่P

65. Sasinanda 
 เข้ามารับความรู้เพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ พรรณี

 ขอบคุณที่สนใจและมาอ่านค่ะ

คุณบอกว่า.....

เรื่องความเป็นไทย 

คิดว่า คนไทยก็อยู่ในระดับยอดเยี่ยมนะคะ

เพราะ ในเรื่อง อิสระสเรีภาพ  ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นอิสระเสรีสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

และเรื่อง ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

กับการยอมรับเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ก็ดีค่ะ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆหลายประเทศ

ค่ะ เห็นด้วย

ประเทศเรา ตอนนี้ ก็ย้ำเตือนกันเรื่องความเป็นไทย เพื่อ ให้ เกิดความสามัคคี มีสมานฉันท์ ...โดยมีเอกลักษณ์ของชาติ มีหลักยึดร่วมกันหลักๆ คือ ระบบกษัตริย์ ความเป็นประชาธิปไตย และหลักยึดอย่างอื่น รองๆลงมา

 ดิฉันเองเห็นว่า.... สังคมหลายเชื้อชาติเป็นเรื่องธรรมดา หากยังเป็นที่ภาคภูมิใจ สำแดงเกียรติยศศักดิ์ศรีได้เต็มที่ เพราะพระมหากษัตริย์ ผู้ครองแผ่นดิน ก็ ทรงต้อนรับ ชนนานาชาติหนีร้อนมาพึ่งพาอาศัยร่มพระบรมโพธิสมภารปกเกล้าคุ้มกระหม่อมด้วยซ้ำไป

รวมทั้ง คนในชาติที่อยู่เก่า ก็มิได้ตั้งแง่รังเกียจเดียดฉันท์

 แต่มีการสมาคมกัน กระทั่งแต่งงานอยู่กินสืบเชื้อสายกับชนต่างชาติเหล่านั้นเป็นปกติธรรมดามากๆค่ะ และทุกคนก็เป็น คนไทยเหมือนๆกันค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณจิรายุ

คุณบอกว่า กำลังเรียนพอดี จึงเข้ามาให้ความรู้เพิ่มเติมว่า......

ประเทศไทยเริ่มแปลงโฉมครั้งใหญ่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ เพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคม

และก้าวสู่ความเป็นแบบตะวันตก  แต่ยังคงเอกลักษณ์ของตนไว้ การสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของชาติหรือสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นไทย" ดำเนินไปพร้อมกับการปฏิรูปประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม 

 

ค่ะ เห็นด้วย

ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีการทำสัญญากับต่างประเทศถึง 10 ประเทศ ทรงนำนโยบาย "ผ่อนสั้น ผ่อนยาว" มาใช้กับประเทศมหาอำนาจเป็นพระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ อันทำให้ไทยสามารถดำรงเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้ 

ทรงโปรดเกล้าให้ชาวต่างประเทศรับราชการเป็นกงสุลไทย

 เช่นเซอร์ จอห์น เบาริง อัครราชทูตของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย แห่งประเทศอังกฤษ เข้ามาทำสนธิสัญญากับประเทศไทยเป็นชาติแรก เมื่อ พ.ศ. 2398 ได้ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาสยามานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ" เป็นกงสุลไทยประจำกรุงลอนดอน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีอีกทีค่ะคุณ เดโชชัย

ดีใจจัง ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนอีกนะคะ

และให้ความเห็นอย่าง คมคายมากๆว่า

หากเราไม่ทำความเข้าใจคำว่า"ไท"นี้ให้ดีแม้จะมีชาติเชื้อสืบไปก็ไร้ความหมาย.  ไทเป็นกันที่วิญญาณไม่ใช้เปลือก

พิพิธภัณฑ์ฯนี้    ถูกใจคนมากมายค่ะ เพราะ สิ่งที่พยายามจะบอกนั้น เป็นเรื่องจริง

ความหลากเชื้อชาติหลายวัฒนธรรม-ความเป็นสหชาติพันธุ์   เป็นธรรมชาติธรรมดาของสังคมประเทศนี้ค่ะ

ดิฉันเห็นว่า เราไม่ควร จะไปขีดเส้นพรมแดนจำกัดพื้นที่ ให้นิยามความเป็นไทยให้หดแคบลง

ทุกคนมี หุ้นส่วนที่ ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้ร่วมเป็นเจ้าของแผ่นดินโดยชอบค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์

มาเยี่ยมชมช้าไปหน่อย แต่ก็มีรายละเอียดน่าสนใจให้อ่านเยอะมาก  ดีจังเลยค่ะ

ประเทศไทยควรจะมีพิพิธภัณฑ์เช่นนี้นานแล้ว พิพิธภัณฑ์จะได้เป็นที่เราสามารถไปพักผ่อนและหาความรู้ไปได้ในตัว  

การได้เห็นอะไรที่น่าสนใจ จะมีส่วนกระตุ้นให้เด็กๆ คิดเพิ่ม และเมื่อมีแหล่งให้เขา เขาก็จะค้นคว้าเพิ่มได้อีก มีหนึ่ง ได้สอง ได้สาม หลายเท่าทวีคูณเลยค่ะ

ขอบคุณสำหรับความรู้และแหล่งความรู้ดีๆ เช่นนี้นะคะ ^ ^ 

 

เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ คุณคุณแว้บ

ผมสงสัยว่าทางพิพิธพัณฑ์เขาสรุปไหมว่า "ไทย" หรือ "ไท" คืออะไร เริ่มนับว่าเป็นไทยตอนไหน เพราะผมเข้าใจว่าเราเองก็มีวัฒนธรรมผสมผสานกับจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านมากมาย ไม่ว่าจะด้านภาษาและคติความเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะมันมีการเดินทางติดต่อ เชื่อมโยงกันอยู่ วัฒนธรรมที่มันไม่ตาย มันก็เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ

ดีใจจริงๆที่เข้ามาแลกเปลี่ยน พร้อมคำถามที่ตอบตรงๆยากส์ค่ะ

ทางพิพิธภัณฑ์ พยามย้ำๆ ว่า คนที่อยู่ในประเทศไทยนี้ มีความหลากหลายเชื้อชาติหลายวัฒนธรรม เรียกว่า เป็นสหชาติพันธุ์ ไล่ขึ้นไป จนถึงก่อนยุคสุวรรณภูมิ

เราต้องมองกว้าง ไกลๆค่ะ จึงจะได้คำตอบค่ะ คิดว่า ที่เขียนเล่ามา น่า จะเป็นคำตอบได้บ้างแล้วนะคะ

สังคมหลายเชื้อชาติเป็นเรื่องธรรมดา ยังมีหลักฐานอีกนะคะว่า....

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เคยมีพระราชดำรัสว่าเจ้าสาวของปู่ทวดของพระองค์ เป็นลูกสาวคนสวยของครอบครัวคนจีนที่ร่ำรวยที่สุดครอบครัวหนึ่งในอยุธยา

, พระมารดาของพระองค์ก็ทรงเป็นธิดาของพระขนิษฐาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับเศรษฐีจีน,

 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชมารดาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระสนมที่เป็น "จีนแท้" เป็นต้น (อ้างจาก เบเนดิคท์ อาร์, โอ จี. แอนเดอร์สัน, "ศึกษารัฐไทย : วิพากษ์ไทยศึกษา", ฟ้าเดียวกัน, 1:3 (ก.ค.-ก.ย.2546), หน้า 122 เชิงอรรถ 34)

เห็นไหมคะ ว่าจะแยกออกไหมเนี่ย ว่า ไทยแท้บริสุทธิ์ จะแยกออกมาได้อย่างไรกัน

 ตั้งแต่เก่าแก่ สมัยสุวรรณภูมิเป็นต้นมา เราก็มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมาก โดยเฉพาะจีน   ทำให้มีการแต่งงานข้ามชาติพันธ์มาก   ทำให้ มีหน้าตา คล้าย จีน ลาว ญวน เขมร แขก ฝรั่ง

ทางใต้ก็เช่นเดียวกันเป็นชุมทางการค้าขายมาแต่โบราณ จึงมีการติดต่อ ทั้งแขก จีน มาเลย์  จึงเกิดการผสมผสานทางชาติพันธุ์ขึ้น

และรู้สึกว่า  ยุคหนึ่ง  ก็เคยมีชาวจีนในประเทศ   ลงไปอยู่ภาคใต้   อาจจะเป็นจังหวัด ภูเก็ต

อย่างนี้ ต้องไปดู และศึกษาเองค่ะ จะละเอียดมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับพี่ใหญ่

 บอกได้คำเดียวว่าจะต้องหาทางไปชมให้ได้ครับ  เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องไปชม โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ที่ห่างไกลรากเหง้าความเป็นไทย  ของดีดีมีคุณค่าเช่นนี้ พลาดไม่ได้

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช  ท่านอาจารย์เป็นรุ่นน้องคุณอาผมที่ รัฐศาสตร์จุฬาฯ ผมเองเคยใกล้ชิดท่าน และชื่นชมท่านมากครับ ผมยังติดตามผลงานของท่านมาตลอดครับ

ขอบพระคุณครับ ที่นำสิ่งที่ดีที่สำคัญที่สุดมาให้ครับ

เขียนเมื่อ 

.สวัสดีค่คุณ  ภูคา

ดีใจจังที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ คุณเคยไปเที่ยวหลักเมือง ที่กรุงเทพฯไหมคะเป็นที่พึ่งทางใจ และเป็นอาหารตา ของนักท่องเที่ยวนะคะ และยังเป็นอาหารสมอง ของนักวิชาการด้วย

เพราะนักวิชาการต่างประเทศ  พยายามค้นคว้าศึกษาเรื่องหลักเมืองกันมาก และก็มีข้อถกเถียง ที่ไม่ค่อยจะยุติกันด้วยค่ะ

หลักเมือง ที่กรุงเทพฯมี 2 หลัก ที่ตราดมี 2หลัก ที่ลำปาง มี 3หลักค่ะ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีหลักเมืองจำลองให้ชมอยู่ค่ะ

นำภาพ ไคล์แม็กซของการจัดนิทรรศการถาวรนี้ มาให้ชมอีกทีค่ะ

%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b9%86

เขียนเมื่อ 
  • กราบสวัสดี.พี่sasinanda  อีกครั้งนะครับตามทัศนะของกระผมเชื่อว่าบันทึกนี้ของพี่เป็นบันทึกที่สำคัญเพราะนำไปสู่คำถามมากมาย ใคร?ทำไม?ที่ไหน?อย่างไร?เพราะอะไร?ฯ เรื่องตัวเรานี้หากศึกษาด้วยความไม่เชื่อแต่ปราศจากอคติไปเรื่อยๆก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เป็นธรรมเพราะโลกเป็นเช่นนั้นเอง   อย่างน้อยสถานที่เรียนรู้เรื่องชาติพันธุ์ฯลฯนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งแก่เยาวชนและชาวไทยทั้งมวล (ทุกเชื้อชาติศาสนาและความเชื่อ) ที่ต้องการเรียนรู้ ผมเป็นคนหนึ่งที่รอให้ประเทศของเรามีองค์กรอย่างนี้มานาน ทั้งหมดเกี่ยวข้องในกระบวนการวิวัฒนาการมาเป็นปัจจุบันและอนาคต  "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม"มีแต่กษัตริย์ชาวไทเท่านั้นที่ตรัสอย่างนี้ในโลก หากเราไม่ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในรากเหง้าของเราเอง เราจะ "รู้ รัก สามัคคี "ได้อย่างไร( เราทั้งมวลล้วนพี่น้องกัน) ดูให้เห็นๆให้รู้ๆให้เข้าใจ เมื่อรู้แล้วจะภาคภมูใจที่เกิดมาเป็นคนไทร่วมกัน  สุดท้ายนี้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้อดีตจงลืมปัจจุบันแต่อย่าลืมสติ"ไม่รู้อตดีตก็ไม่รู้อนาคต"กราบขอบพระคุณพี่sasinanda ครับ
เขียนเมื่อ 
  • น่าไปเที่ยวชะมัดเลยครับ
  • ขอบคุณครับพี่ น่าสนใจมั๊กๆๆ
  • อิอิ
ดาวเรือง
IP: xxx.121.137.133
เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ            พอดี ผ่านมาอ่านพบ เรื่องหลักเมือง ดิฉันเคยอ่านพบมาว่า มาจากความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ใช่ไหมคะ หรือมาจากแหล่งใด
อิทธิพล
IP: xxx.121.139.205
เขียนเมื่อ 
 ครับ   บันทึกยาว แต่มีเนื้อเรื่องมากครับ น่าอ่าน และผมไปดูพิพิธภัณฑ์แน่นอนครับ 
จอย
IP: xxx.121.189.180
เขียนเมื่อ 
อ่านๆดูแล้ว ประเทศเราเป็นแบบ วัฒนธรรมลูกผสมนะคะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ nithimar

ขนมอร่อยมากค่ะ ทานเสียหมดชามแล้วค่ะ

อยากคุยกับคุณหมอนิดนึง ต่อจากที่คุยเรื่อง รากเหง้าแห่งความเชื่อ ของคนไทย คือ ผี พุทธ พราหมณ์   ที่คุยกับคุณ ข้ามสีทันดร

เพราะน่าสนใจค่ะ

ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานจารึก โบราณสถาน วัตถุต่างๆ รวมทั้งวรรณคดี บ่งชัดว่า คติ ความเชื่อเรื่องหลักเมือง เป้นความเชื่อที่เก่าแก่มากที่สุดอย่างหนึ่ง ของสังคมไทย เป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งเลยค่ะ 

 สมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพ เคยทรงมีพระมติว่า หลักเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ในสยามประเทศ คือ หลักเมืองที่ ศรีเทพ ที่เพชรบูรณ์ค่ะ

คุณหมอเคยได้ยินไหมคะ  สมเด็จกรมพระยาฯ มีพระมติว่า หลักเมือง มีมาแต่อินเดีย  เป็นธรรมเนียมพราหมณ์

ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็มีอธิบาย ไว้มากเหมือนกันค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)

ดีใจมากที่เข้ามาเยี่ยมและบอกว่า....

บอกได้คำเดียวว่าจะต้องหาทางไปชมให้ได้ครับ  เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องไปชม โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ที่ห่างไกลรากเหง้าความเป็นไทย  ของดีดีมีคุณค่าเช่นนี้ พลาดไม่ได้

จริงๆอย่างที่คุณไพศาลบอกค่ะ เชิญชวน และขอให้บอกต่อๆไปด้วยนะคะ และนอกจากจะได้ความรู้ อย่างเต็มอิ่มที่พิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แห้งๆ เหมือนที่เป็นมาในอดีต แล้ว ยังได้ชมรูปแบบสถาปัตยกรรมแบเก่าๆ  ของตึกกระทรวงพาณิชย์เก่า ที่เป็นสถานที่จัดแสดงด้วยค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์ กมลวัลย์

อาจารย์บอกว่า.....

ประเทศไทยควรจะมีพิพิธภัณฑ์เช่นนี้นานแล้ว พิพิธภัณฑ์จะได้เป็นที่เราสามารถไปพักผ่อนและหาความรู้ไปได้ในตัว  

การได้เห็นอะไรที่น่าสนใจ จะมีส่วนกระตุ้นให้เด็กๆ คิดเพิ่ม และเมื่อมีแหล่งให้เขา เขาก็จะค้นคว้าเพิ่มได้อีก มีหนึ่ง ได้สอง ได้สาม หลายเท่าทวีคูณเลยค่ะ

ความคิดเป็นอาการของจิต จิตคือตัวรู้ 

เมื่อเด็กหรือผู้ที่ไปชม ได้เห็นรูปแบบใหม่ ของการจัดแสดง ซึ่งกระตุ้น ให้เกิด ความคิด และคำถาม ไม่ใช่แต่ จะไปเดินดูอย่างเดียว ก็จะเกิด ความอยากรู้ และต้องการ คำตอบ ที่ขยายกว้างออกไปด้วยค่ะ เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ ของเด็ก ได้ดีค่ะ

เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดีค่ะ

พี่ก็ไม่ค่อยทราบอะไรที่เกี่ยวกับโบราณคดีนัก แต่พอไปดูที่พิพิธภัณฑ์นี้ จึงได้ทราบว่า...

ในประเทศเรานี้ มีผู้คนอยู่อาศัยมานานมากๆแล้ว

ตั้งแต่ 500,000ปีที่แล้วก็มี คือ มนุษย์ลำปาง ต่อมาเขาก็ขุดพบกันอีก แทบจะทั่วประเทศค่ะ

ส่วนใหญ่ จะเป็นก่อนสมัยประวัติศาสตร์ระยะที่3  สมัยเหล็กช่วงต้น

ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากกว่า ภาคเหนือและภาคใต้ เช่น...แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง อ.หนองหาน จังหวัดอุดรธานี และแถวโนนนกทา อ.ภุเวียง จ.ขอนแก่น ที่ ท่าแค จ.ลพบุรี  และที่พี่รู้จักดี คือที่ บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรีเป็นต้น

นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร เคยให้ข้อสรุปไว้ว่า...(อ้างถึง จากหนังสือ คนไท(เดิม)ไม่ได้อยู่ที่นี่  โดย บี.เจ.เทอร์วีล แอนโทนี ดิลเล่อร์ ชลธิรา สัตยาวัฒนา)

ผลการค้นพบจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า" ดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน เคยเป็นถิ่นที่อยู่ ของชนชาติ ที่มีลักษณะไม่ต่างจาก คนไทยปัจจุบันนัก"

และที่บ้านเชียงเอง นายแพทย์ สุดฯ ก็ระบุว่า โครงกระดูก ที่พบที่ บ้านเชียง กับโครงกระดูก คนไทยปัจจุบัน คล้ายคลึงกันมาก

แสดงว่า น่าจะมีชนชาติไท ได้อาศัย อยู่ในแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน มาเป็นเวลา 4,000 ปีแล้ว

ดังนั้น  ทฤษฏีนี้ จึง ค่อนข้าง เป็นที่แน่นอนว่า

วัฒนธรรม ของชนชาติไท ที่ปรากฏอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์   เป็นสิ่งที่ ดูจะน่าเชื่อถือมากที่สุด

แต่จริงๆแล้ว อาจารย์คะ ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงไปได้แน่นอนว่า....

จริงๆ ว่า บรรพบุรุษ ของชาวสุวรรณภูมิจริงๆๆ อาจจะเป็นชนกลุ่มมงโกลลอยด์ ที่อพยพมาจากแผ่นดินจีน เมือ่ 3000 ปีก่อน และเข้าแทนที่ ประชากรดั้งเดิม ที่อยู่ที่นี่มาก่อนไหม ยังเป็นปริศนาอยู่ค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณ สำหรับสาระ และประโยชน์ที่นำมาให้อย่างมหาศาลจริงๆครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีอีกทีค่ะคุณ  เดโชชัย

ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ  เห็นด้วยอย่างที่คุณกล่าวว่า....

อย่างน้อยสถานที่เรียนรู้เรื่องชาติพันธุ์ฯลฯนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งแก่เยาวชนและชาวไทยทั้งมวล (ทุกเชื้อชาติศาสนาและความเชื่อ) ที่ต้องการเรียนรู้

หากเราไม่ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในรากเหง้าของเราเอง เราจะ "รู้ รัก สามัคคี "ได้อย่างไร( เราทั้งมวลล้วนพี่น้องกัน) ดูให้เห็นๆให้รู้ๆให้เข้าใจ เมื่อรู้แล้วจะภาคภมูใจที่เกิดมาเป็นคนไทร่วมกัน 

ดิฉันคิดว่า ....

การสร้างความสามัคคีในชาติ เราไม่ควรแทรกแซงทางด้านรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนที่เขาคุ้นเคยอยู่มาเป็นช้านาน

มิฉะนั้น อาจเกิดการต่อต้านได้ และอาจแสดงออกโดยการเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทย  และรู้สึกตนเองไม่ใช่เกี่ยวกับการสร้างชาติและเอกลักษณ์ของชาติ

จริงๆทุกคนรักแผ่นดินไทย  อยากเป็นคนไทย  แม้อาจจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างไปบ้าง

เพราะประเทศไทยสบายกว่าที่ไหนๆ  ผู้คนก็ใจดี มีความอารีอารอบ ไม่ถือเขาถือเรา ไม่แบ่งแยก ทำตัวกลมกลืนไปกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างสูงมากๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

อ่านแล้วน่าติดตาม ได้รับความรู้และสาระมากค่ะ.. เยี่ยมมาก

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณดาวเรือง

คุณปรารภว่า....

 เรื่องหลักเมือง ดิฉันเคยอ่านพบมาว่า มาจากความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ใช่ไหมคะ หรือมาจากแหล่งใด

ค่ะ จริงๆแล้ว ความเชื่อเรื่องวิญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่กับธรรมชาติ เป็น ความเชื่อของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค่ะ เรียกว่า ความเชื่อดั้งเดิม Animism

จากผู้ที่ศึกษาเรื่องหลักเมือง ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับมากค่ะ ซึ่ง ได้มีข้อสรุปดังนี้(ค้านกับ ข้อสรุปของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ ว่า หลักเมือง มาจาก พราหมณ์) คือ...

หลักเมืองมีที่มาจากการนับถือผีสางเทวดา ก่อนที่จะก้าว ไปสู่การนับถือศาสนาที่ละเอียด

กรณีสังคมไทย ก็วิวัฒนาการมาจาก คติผีบรรพบุรุษ หอผีประจำหมู่บ้าน ผีเรือนบนหิ้งเสาเอกค่ะ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยทรงสันนิษฐานถึงแท่งหินดำที่วัดมหาธาตุ ใจกลางเมืองสุโขทัย ที่เรียกกันว่า ขอมดำดิน นั้น

ที่แท้ก็คือเสาหลักเมืองเดิม แสดงว่า กรุงสุโขทัย ก็เคยมีประเพณี ตั้งเสาหลักเมืองด้วยค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ suksom

ประเทศไทย จะว่าไป ก็โชคดี

 เพราะความหลากหลายแตกต่างทางวัฒนธรรมช่วงนี้ เอื้อกับการท่องเที่ยวมากค่ะ

 หรืออาจจะว่า  การท่องเที่ยวนั่นแหละที่ไปดึงเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้ ให้ปรากฏเด่นชัดออกมานะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณพี่ Sasinanda

มาแล้วค่ะ มาแล้ว  บัวลอยงาดำน้ำขิง  ทานถ้วยนี้หมดอิ่มแน่น ไม่ต้องทานข้าวกันเลยเชียวค่ะ

ช่วงนี้อ๋อยุ่งๆค่ะ เริ่มมีต้นฉบับจากทั่วประเทศส่งมาให้อ๋ออ่านกันแล้ว จึงมีงานวารสารวุ่นวายอยู่ค่ะ  คิดถึงคุณพี่ค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

อ๋อค่ะ

Imagee

เขียนเมื่อ 
  • ขอบพระคุณมากค่ะ สำหรับความรู้ที่คัดกรองมาให้อย่างเต็มอิ่มค่ะ
  • อยากให้มีคนไทยคุณภาพแบบนี้เยอะๆ ค่ะ จะพาชาติเรารุ่งเรื่องค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ  อิทธิพล
 บันทึกนี้ พยายามตัดให้สั้นๆแล้วนะคะ เนื้อหาที่ไปดู พิพิธภัณฑ์มา มีมากมายค่ะ อยากจะเล่าที่น่าสนใจให้ฟังกันก่อนที่จะไปชมจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ก็สู้ไปชมจริงไม่ได้ค่ะ

ขอเล่าเรื่องหลักเมืองต่อนะคะ เรื่องนี้ น่าสนใจค่ะ

จากข้อมูล เที่ยวเมืองพระร่วง  ของท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา 2525:10

ยืนยันว่า มีประเพณีการตั้งหลักเมืองมาแต่โบราณ ในพื้นที่ประเทศไทย ปัจจุบัน โดยมีแนวคิดว่า..

หลักเมืองอยู่ใจกลางเมือง มีสัญญลักษณ์ เป็นหินหรือ ต้นไม้ก็ได้

ที่หริภุญญไชย (ลำพูน ) นครเขลางค์ (ลำปาง)  และสุโขทัย เป็นหิน

ส่วนที่โยนกเชียงแสน และเชียงลาว  เป็นต้นไม้ รวมทั้งที่กรุงศรีอยุธยา เป็นต้นหมัน ส่วนที่กรุงรัตนโกสินทร์  ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์

แต่ในที่สุดแล้วนะคะ   ก็ยังไม่เป็นที่ยืนยันอีกค่ะว่า...

คติความเชื่อเรื่อง ผีบ้าน ผีเมือง จะเป็นเรื่องเดียวกับ หลักเมือง ที่อยู่ใจกลางเมือง หรือไม่

เพราะมีนักวิชาการบางท่าน ค้านโดยมีเหตุผลที่น่าฟัง

แต่ความเชื่อกันคนละทางสองทางนี้ ก็มีการผสมผสานกันต่อมาในภายหลังค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ. จอย

คุณให้ข้อคิดเห็นว่า.....อ่านๆดูแล้ว ประเทศเราเป็นแบบ วัฒนธรรมลูกผสมนะคะ

ค่ะ    ปัจจุบันนี้ มีนักวิชาการเป็นจำนวนมาก ที่พยายาม ผลักดัน ให้เกิด"สำนึก" ใหม่ในสังคมไทย นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญมาก

เพราะเรา จะเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคม อันมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างผสมกลมกลืน และอย่างเต็มใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

ตามมาดูความอลังการของงานค้นคว้าค่ะ

น่าสนใจมากเลย  เอาไว้จะตามมานั่งแกะรอย อ่านต่อค่ะ

ขอบคุณนะคะ

เขียนเมื่อ 
  • ว่างจากเก็บเห็ด.....แวะมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ค่ะ..... ^ - ^
  • ที่จังหวัดฯ เห็นสร้างพิพิธภัณฑ์ (นานมากแล้ว) แต่ยังสร้างไม่เสร็จ และยังไม่เปิดให้ชมอย่างเป็นทางการ...
  • "พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ" ที่ผ่านการวางแผนจากบริษัทมืออาชีพ น่าสนใจดีค่ะ....หากเสร็จสมบูรณ์/เปิดอย่างเป็นทางการแล้วต้องมาชมให้ได้ค่ะ...

 

เขียนเมื่อ 
สวัสดีค่ะ คุณ MSU-KM :panatung

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

ถ้าที่นี่เปิดแล้ว ต้องไปชมให้ได้ค่ะ

พื้นที่เกือบ 3000 ตร.ม. ในการแสดงนิทรรศกาถาวร เรื่อง ปรืศนา หลายหมื่น หลายพันปี ของสุวรรณภูมิ มูลเหตุสู่ยุคทองของสยามประเทศ และเงื่อนปมก่อนจะมาเป็น ประเทศไทยอย่างที่เห็น และอย่างที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันนี้ค่ะ

เดินชมกันเมื่อยเลยค่ะ

จุดมุ่งหมายของพิพิธภัณฑ์นี้ เพื่อที่จะให้เป็นการนำเสนอ พิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แห้งๆ เหมือนที่เป็นมาในอดีต และจะให้เป็นมากกว่า คลังสะสมวัตถุ ให้เราสามารถที่จะ ให้พิพิธภัณฑ์ เป็นเครื่องมือที่จะใช้ประวัติศาสตร์ สะท้อนภาพ ที่เราเป็นอยู่ขณะนี้ ด้วยประวัติศาสตร์ค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณ coffee mania

ที่เขียนบันทึกนี้ ก็เขียนตาม ที่เขาแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ที่มีข้อมูลเยอะมาก และได้ถ่ายรูปไว้ด้วยค่ะ อาจจะยาวหน่อย แต่ นี่เพียงเสี้ยวเดียว แค่น้ำจิ้ม ค่ะ ยังมีที่เราควรไปดูเองอีกมาก

ประเทศอื่นๆ ก็ใช้พิพิธภัณฑ์ เป็นเครื่องมือ ในการใช้ประวัติศาสตร์สะท้อนภาพ เช่นเดียวกับเราค่ะ

ประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มากที่สุดในโลกคือ แคนาดา เป็นผลจาการอพยพครั้งใหญ่ ในศตวรรษที่ 20 โดยมีคนอพยพเข้าไปเกือบ 14 ล้านคน

ในโตรอนโต ประชากร มากว่า 40 %เกิดนอกแคนาดา

ในแวนคูเวอร์กว่า 30% สำนึกว่า ตัวเองมีชาติพันธุ์ของคนเอเซีย มีชาวแคนาดา กว่า 17 % ที่มีเชื้อสายจีน

ซึ่งแคนาดา ก็ตั้งรับ ความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา สำนึกชาติพันธุ์ด้วยรัฐบัญญัติ ว่าด้วยพหุวัฒนธรรมแคนาดา ค.ศ.1988 ด้วยค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ Gutjang

ดีใจจังที่ มาเยี่ยมค่ะ ตอนนี้ สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์แล้วนะคะ

ที่สุรินทร์มี พิพิธภัณฑ์หลายแห่งเหมือนกัน รู้สึกจะ4-5 แห่งนะคะ ไม่รวมที่ น้องกล่าวถึงค่ะ

เช่น สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์     พิพิธภัณฑ์-นิทรรศการ ร.ร.สิรินธร

พิพิธภัณฑ์ผ้าไหม เป็นต้น

ซึ่งที่สุดท้ายนี้ เป็นศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตสุรินทร์
 ตั้งอยู่ภายในสถานีวิจัยหม่อนไหมสุรินทร์ 
โดยเป็นโครงการส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร เน้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม ในรูปแบบของ " ห้องสมุดธรรมชาติ"
ภายในพื้นที่ 5 ไร่ ในบริเวณสถานี ฯ เพื่อใหผู้ชมได้สัมผัสและเรียนรู้ขั้นตอนการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมครบวงจรแบบพื้นบ้าน 
ซึ่งมีการจัดแสดงให้ชม การสาวไหม เพื่อให้ได้เส้นไหมพื้นเมืองคุณภาพการย้อมเส้นไหมด้วยสีจากธรรมชาติ ไปจนถึงการทอผ้าไหม ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านของจังหวัดสุรินทร์
โดยกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มแม่บ้านน่าสนใจมากนะคะ
ถ้ามากรุงเทพฯตอนที่เขาเปิดแล้ว อย่าลืมมาชมค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ อาจารย์ พิสูจน์

ขอบคุณที่ชมค่ะ

ที่นิทรรศการนี้ มีแสดง เรื่องสุพรรณบุรี หลายอย่างค่ะ มีตลาด สามชุกด้วยนะคะ

ตลาดสามชุก เป็นตลาดเก่าแก่ได้รับการประกาศให้เป็นตลาด ๑๐๐ ปี ในเชิงอนุรักษ์ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

ตลาดสามชุกมีร้านค้าห้องแถวเก่าอายุร่วมร้อยปี ในอตีดมีโรงสีและเป็นแหล่งค้าข้าวที่สำคัญ ซึ่งมีการเก็บภาษีได้มาก และนายอากรคนแรกคือ ขุนจำนงจีนารักษ์ ซึ่งบ้านท่านขุนจำนง ปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน

ดิฉัน  เคยไปค่ะ   ระยะทางราว150ก.มจากกรุงเทพฯใช้เส้นปิ่นเกล้านครชัยศรี,มาบางบัวทองแล้ววิ่งตรงมาตลอดบนถนนที่ราบเรียบตลอดเส้นทาง ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง

ตลาดสามชุกมีหลายซอยเป็นตลาดที่ทำการค้าขายกันทุกวัน เป็นกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นที่รักษาวิถีชีวิตในชุมชนดั่งเดิมเอาไว้ด้วยความภูมิใจ

ได้ซื้อ ข้าวห่อใบตองหรือใบบัวมาทานด้วย อร่อยมากค่ะ    ชอบเดินที่ ตลาดเก่า อาหารโบราณที่หายากขึ้นทุกวันนะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณพี่ Sasinanda

Imaget พักดื่มน้ำเย็นชื่นใจก่อนค่ะ

อ๋อค่ะ

เขียนเมื่อ 

 สวัสดีค่ะคุณ Bright Lily

ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ

พี่เคยทำงาน ที่กาญจนบุรีหลายปี ในช่วงเวลานั้น ได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตของเกษตรกร ในพื้นที่ สุพรรณบุรี อ่างทอง ราชบุรี นครปฐมด้วย

สังเกตดูว่า พอมีเวลาว่างจากการทำเรือก สวน ไร่นา เขาจะมีเวลาว่างกันพอสมควร ซึ่งพวกเขาก็มีอะไรทำในวลาว่างนี้นะคะ ไม่ได้อยู่เฉยๆ ซึ่งกลายเป็นเรื่องสร้างสรรค์ และคิดประดิษฐ์ต่างๆค่ะ

เช่นเรื่องการหัตถกรรมต่างๆ การละเล่น การละคร การพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นในด้านการพัฒนาอาชีพต่างๆ การอบรมสอนเด็กให้รู้จักทำงานบ้าน งานครัว งานเย็บปักเป็นต้น

ส่วนใหญ่ การทำงานอะไรที่เป็นอิสระ ยามว่างจากงานหนัก ก็มัก จะเป็นผลมาจาก วัฒนธรรมที่ส่งต่อๆกันมาด้วยนะคะ และบางแห่ง การทำงานยามว่าง กลายเป็นวัฒนธรรมที่ขึ้นชื่อของท้องถิ่นหนึ่งๆไปด้วยค่ะ เช่น

ผ้าทอมือ ของไทยวนคูบัว (เมืองนี้ มีความเป็นมาที่เก่าแก่มากค่ะ ตามที่เขียนในบันทึกด้านบน)  จังหวัดราชบุรี

และของชาวไทโซ่ง ที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เป็นต้นค่ะ เขายังรักษาประเพณีเดิมไว้ได้ สวยมากค่ะ ดังในภาพค่ะ พี่ได้ซื้อไว้ด้วยนะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอnithimar

น้ำหวานเย็นๆแก้วนี้ ชื่นใจมากๆค่ะ เลยขอนำภาพมาฝากด้วยภาพหนึ่งค่ะ

%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4

เขียนเมื่อ 
คุณหมอ nithimar คะ

บัวลอยของคุณหมอ ทำให้พี่อิ่ม ไม่ได้ทานข้าวเย็นวันนั้น เลยค่ะ อร่อยมากๆๆ

ถ้าคุณหมอ มีเวลา อยากให้อ่านเรื่องนี้ค่ะ พี่อ่านแล้ว เข้าใจอะไรต่ออะไรมากขึ้นมากค่ะ ในด้าน ประวัติศาสตร์ของชาติเรา

รศ. ศรีศักร วัลลิโภดมได้รับรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกุโอกะ ประจำปี ๒๕๕๐  จบการศึกษาอักษรศาสตร์บัณฑิต ( ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส )คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .....คณะเดียวกับพี่ค่ะ แต่รุ่นพี่ ไม่เห็นฝุ่น.....และท่านไปศึกษาต่อที่อื่นอีกมากค่ะ

รางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกุโอกะ

เป็นรางวัลที่นครฟูกุโอกะประเทศญี่ปุ่น มอบให้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะผลงานที่จรรโลงและสร้างสรรค์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย

ก่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมเอเชีย และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างคนกลุ่มต่างๆในภูมิภาค


จัดว่าเป็นหนึ่งในนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีชั้นแนวหน้าของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านได้ใช้ความเชี่ยวชาญในด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมความเชื่อพื้นบ้านมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์ไทยในลักษณะใหม่โดยสิ้นเชิง

ท่านมีผลงานโดดเด่นมาก  เรื่อง งานสำรวจทางโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในยุคก่อนประวัติศาสตร์   และงานวิจัยเกี่ยวกับอาณาจักรโบราณของไทย

ในผลงานชิ้นแรกนั้นรองศาสตราจารย์ศรีศักรได้รวบรวมหลักฐานจากงานสำรวจภาคสนาม

เป็นเหตุผลสนับสนุนว่า การเกษตรกรรม เกลือ และเหล็ก

เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและยังแสดงให้เห็นว่าการสักการะบูชาทางศาสนามีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยมีหินสีมา

ซึ่งพบได้เฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นหลักฐาน การค้นพบดังกล่าวหักล้างภาพเก่า ๆ ของ ภาคอีสานที่ยากจน และได้วาดเค้าโครงใหม่ให้กับภูมิภาคว่าเป็น ภาคอีสานที่เคยรุ่งโรจน์ ข้อมูลทางโบราณคดีบางส่วนที่รองศาสตราจารย์ศรีศักรเก็บรวบรวมจากภูมิภาคนี้ได้แพร่หลายทางอินเตอร์เนตและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ในผลงานชิ้นที่สองของรองศาสตราจารย์ศรีศักรได้ใช้แผนที่ทางอากาศในงานวิจัยเมืองโบราณของไทย

ทำให้ค้นพบการวางผังเมืองและโครงสร้างของเมืองโบราณหลายเมือง อาทิเช่นทวารวดีซึ่งเป็นอาณาจักรสมัยแรกของไทย     ต่อด้วย อาณาจักรในราชวงศ์สุโขทัย และอาณาจักรในราชวงศ์อยุธยา

โดยรองศาสตราจารย์ศรีศักรได้วิจารณ์ว่าการค้าขายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอิทธิพลต่อการสถาปนาอาณาจักรโบราณของไทยเป็นอย่างมากค่ะ
อ๋อค่ะ
IP: xxx.121.37.2
เขียนเมื่อ 

 Pnithimar

ขอบพระคุณค่ะ คุณพี่ศศินันท์ P

รู้สึกตื่นตา ตื่นใจมากค่ะ เป็นอาการส่วนตัวของอ๋อ  เมื่อได้พบสิ่งดีๆ ถูกใจมากๆค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ครั้งแรกที่อ๋อเริ่มมาสนใจเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คงเป็นเพราะได้มีโอกาสทำฟันให้ คุณลุง นิคม มูสิกะคามะ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ค่ะ

ท่านเล่าเรื่องต่างๆให้อ๋อฟังมากมายตลอดเวลาราว 4 ปีที่ท่านมาทำฟันเป็นประจำจนท่านเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อต้นปี 48 ที่ผ่านมาค่ะ

ได้อ่านหนังสือของท่าน ได้พูดคุยกับท่านถึงการบูรณะโบราณสถาน วัดว่าอารามต่างๆทั่วประเทศ รู้สึกสนุกและได้ความรู้มากๆค่ะ

บางครั้งมาทำฟันแล้วไฟดับ ไม่เป็นไรทำฟันไม่ได้นั่งคุยกันดีกว่า คุยเรื่องศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ มากมาย  รวมทั้งการเมืองค่ะ ท่านเคยบอกอ๋อว่าอยากรู้นักเชียว ว่านิยายการเมืองเรื่องนี้มันจะจบอย่างไร เรื่องไหนก็เรื่องนั้นนะคะ อ๋อดีใจที่ท่านไม่ต้องรับรู้ เพราะนิยายมันไม่ยอมจบและไม่สนุกด้วยค่ะ

วันนี้มีน้ำชมพู่ปั่นมาฝากคุณพี่ค่ะ ที่บ้านไม่มีชมพู่หรอกค่ะ แต่เห็นหล่นไปทั่วเต็มบ้านเต็มเมือง จึงเก็บๆมาปั่นกินเสียให้สะใจ เอ๊ย..ชื่นใจค่ะ ชื่นใจ

คิดถึงนะคะ

Imagei

เจเจ
IP: xxx.8.76.124
เขียนเมื่อ 

มาอ่านแล้วค่ะ ตามที่คุยกัน วันนี้

น่าสนใจจริงๆนะคะ จะรออ่านต่อด้วยค่ะ

วงจันทร์
IP: xxx.121.192.242
เขียนเมื่อ 

เข้ามาอ่าน พบในกูเกิ้ล

เยี่ยมมากค่ะ เวลาไปดู ของจริง จะง่ายขึ้นมาก เพราะ มีพื้นอยู่แล้ว

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ วงจันทร์

ที่พิพิธภัณฑ์นี้ เริ่มต้น ดำเนินการมาตั้งแต่ 18 มิถุนายน ปี 2547 เป็นหน่วยงานของรัฐค่ะ

สังกัด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ได้มีโอกาสเรียนรู้ และเสริมสร้าง พัฒนา ขีดความสามารถ ผ่านกระบวนการๆเรียนรู้สาธารณะค่ะ

เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ   nithimar

ขอบคุณสำหรับน้ำชมพู่ปั่นเย็นเจี๊ยบค่ะ ทานเสียหมดเลย ชื่นใจค่ะ

ตอนนี้ เราคงต้องคิดว่า ทุกอย่าง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ เป็นเรื่องของมายา เราคงต้องมองให้เห็นถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นดีที่สุดค่ะ

ดีใจที่คุณหมอสนใจเรื่องเดียวกับพี่ค่ะจริงๆ พี่เป็นคนหลากหลาย มีความสนใจ ในเกือบทุกเรื่อง ที่พบเห็น เรื่องตราสัญญลักษณ์นี้ ก็เหมือนกัน ครั้งแรกงงๆว่า หมายความ ว่าอะไร พอศึกษาเข้า ก็ทราบความหมายค่ะ 

คนเมื่อ 3000ปีก่อน เขาใช้ รูปกบนี้ สลัก บนหน้ากลองสำริดหรือมโหรทึก เพื่อขอฝนจากฟากฟ้ามาอำนวย ความอุดมสมบูรณ์ ให้แผ่นดินที่ตนอาศัยอยู่ค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ เจเจ

ดีใจที่มาเยี่ยม และชอบอ่านค่ะ

ถ้าเปิดแล้ว ต้องไปนะคะ คอยอ่านจากข่าวหนังสือพิมพ์ คงจะมีข่าวค่ะ

ทางสถาบันนี้ ได้รับมอบพื้นที่และอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งอาคารอื่นในบริเวณพื้นที่เดียวกัน จากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อ 19 ม.ค 2548 โดยการนี้ ได้มีการเปิดตัวสถาบันนี้ด้วยค่ะ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิด พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 ค่ะ  

เขียนเมื่อ 
สวัสดีคะคุณพี่ช่วงนี้ไม่มีเวลาเข้ามาเท่าไหร่แต่คืนนี้ว่างแล้วคะ นกจะมาอ่านต่อนะคะ คุณพี่ สุขภาพแข้งแรงนะคะ ตอนอากาศเปลี่ยนนกก็เป็นหวัดคะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณรัตน์ชนก

ถ้าว่างก้เข้ามาอ่านนะคะ พอดีไปชม มาก็อยากจะนำมาบันทึกไว้เท่านั้นค่ะ

เราน่าจะภูมิใจในความเป็นชาติไทยของเรา ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากค่ะ

สยาม เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยสัญญลักษณ์เกี่ยวกับน้ำ มากกว่าประเทศใดในโลก น้ำแทรกซึมอยู่ในสิ่งต่างๆเต้มไปหมด ไม่ว่า จะเป็นพิธีกรรม วรรณกรรม ศิลปกรรมต่างๆ และการวังผังเมือง เป็นต้นค่ะ

%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3

เขียนเมื่อ 

มาเยี่ยม...คุณ

Sasinanda

น่าสนใจใฝ่รู้เรื่องใกล้ตัวนี้มากครับ...

มีโอกาสคงได้เข้าเยี่ยมชม...แน่

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ umi

ค่ะ ถ้ามีโอกาส ควรไปชมค่ะ เพราะโครงการเต็มที่ของเขาจะ มี 4กลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ แต่ละแห่งจะนำเสนอเนื้อหาที่ต่างกันค่ะ

แต่ทั้งหมดจะสอดคล้อง และส่งเสริมภาพรวมขององค์ความรู้ที่เกี่ยวกับผู้คนและดินแดนอุษาคเณย์

แต่ที่ไปดูมานี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยค่ะ ที่แสดงลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติกับความสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำ ที่ดึงดูดผู้คนมากมาย นานาชาติพันธุ์ ให้มาตั้งถิ่นฐาน จนเกิดการผสมผสาน ทางสังคมและวัฒนธรรมกับคนพื้นเมืองดั้งเดิม แล้วเกิดการอยู่ร่วมกัน อย่างกลมกลืนค่ะ

เขียนเมื่อ 
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์ที่มาเยี่ยม

ทีพิพิธภัณฑ์ นี้ น่าไปชมมากค่ะ และดีใจที่มีลิงค์ไปยังพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศเลย เป็นเรื่องน่ายินดีมากค่ะ

อ้อยควั้น
IP: xxx.24.49.41
เขียนเมื่อ 

 P

  • สวัสดีค่ะ
  • สบายดีนะค่ะ
  • แวะมาดูไทยแท้...พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ค่ะ
  • เป็นอะไรที่หาดูได้ยากมากเลยค่ะ
  • ขอบคุณสำหรับสิ่งดี  ที่นำมาเสนอนะค่ะ
ชาติ
IP: xxx.8.243.126
เขียนเมื่อ 

มาตามที่ให้ลิงค์ไว้ครับผม  จาก 0knation

และนำบล็อกคุณเป็น favoriteไว่แล้วครับ

น่าสนใจจริงๆ เรื่องนี้ อ่าน 2 รอบแล้ว

นารี
IP: xxx.8.243.126
เขียนเมื่อ 

ตามลิงค์มาค่ะ

สนใจเรื่องนี้มานานแล้วค่ะ

ต้องไปดูให้ได้ค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • แวะมาบ่อยครั้งมากในบันทึก   แต่ทั้งเวลาอันจำกัด  ผูกติดกับปัญหาระบบที่อืดช้ามาก  ทำให้ผมจำต้องล่าถอยออกไปจากบันทึก
  • ทำหน้าที่หลักแค่ลงบันทึกของตนเองและจากไป
  • แต่ไม่เคยเลยที่จะไม่แวะเข้ามา
  • ซึ่งบัดนี้  ผมยังเดินทางอยู่เรื่อย .. เมื่อวานก็ออกพื้นที่ ...วันนี้ก็ปฏิบัติงานเพิ่งกลับบ้านในตอน 4  ทุ่มครึ่ง  จึงเลือกบันทึกนี้เป็นบันทึกแรกของการพาตัวเองมาสู่ G2K   เพื่อเดินทางไกลอีกรอบ...
  • ........
  • ขอบคุณบันทึกสาระแห่งความเป็นไทย  ที่ทำให้คนที่รักความเป็นไทยอย่างผมอิ่มสุขอย่างล้นเหลือ  และขออนุญาตที่จะนำความเนไทยในบางเรื่องมาแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับเรื่องราวของบันทึกนี้นัก  แต่อย่างน้อยก็คือนาฏกรรมของไทยเราเหมือนกัน

......

บางลำภู ...  เป็นสถานที่หนึ่งในเมืองกรุงเทพฯ  ที่ผมหลงรักและเห็นกลิ่นอายความเป็นไทยที่มีอีกเชื้อสายหนึ่งอย่างน่าสนใจ   เมื่อหลายปีก่อนผมเคยไปเยือนที่นั่นเพราะต้องเอากล้องไปซ่อม...  เคยนอนโรงแรมเก่า ๆ  แถวนั้น   พลอยนึกถึงบรรยากาศความเป็นสังคมไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475  อย่างน่าสนใจ

บางลำพู ... ในอดีตคงมีต้นลำพูมากเลยใช่ไหมครับ ...แต่เท่าที่ผมสัมผัสได้ในช่วงสั้น ๆ นั้นก็คือ  ย่านนี้ขึ้นชื่อในความเป็น "ตลาด"  ทีหลากหลายด้วยผู้คนและร้านค้า  จนเรียกติดปากว่า "ตลาดบางลำพู"  (บางลำภู - ก็เรียก)   และถ้าจำไม่ผิดเมื่อครั้งที่เรียนวิชาโทด้านประวัติศาสตร์นั้น  เหมือนเคยอ่านพบว่าตลาดบางลำพูเคยถูกเพลิงไหม้เสียหายมากมายก่ายกอง   แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5

สิบกว่าปีแล้วครับ  ผมไม่เคยได้ไปเยือนที่นั่น   ไม่รู้ว่าสภาพทุกวันนี้เป็นอย่างไร 

ผมไม่รู้จะบอกเล่าความเป็นไทยในบันทึกนี้อย่างไร   เลยหยิบเอาเรื่องอันเลือนลางของตนเองมาบอกกล่าว....

.....

ขอบพระคุณครับ

 

เขียนเมื่อ 

สะพานพระราม 6 ...

กรุงเทพฯ  เป็นเมืองที่มีคลองมากมาย ... วิถีชีวิตคนไทยผูกพันอยู่กับสายน้ำอย่างสนิทแน่น  ผมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงหลงใหลกับสะพานอยู่ทุกหนทุกแห่ง  โดยเฉพาะสะพานไม้ในชนบทนั้น   ถือได้ว่ามีมนต์ขลังสำหรับผมมาก

แต่ในช่วงวัยหนุ่มของผม  เคยได้ยินชื่อของสะพานพระราม 6  อยู่บ่อยครั้ง  ในบทเพลงของวงสตริงวัยรุ่นในยุคสัก 20 ปีกว่าปีที่แล้วก็คล้ายกับจะมีชื่อเพลงว่า "ไม่มีเธอที่สะพานพระราม 6"    ซึ่งคนบ้านนอกอย่างผม  ไม่รู้หรอกว่า  สะพานพระราม 6   เป็นอย่างไร  สำคัญแค่ไหนถึงมีนักเพลงนำเอาไปแต่งเป็นเพลงได้ ...  ซึ่งนั่นก็ฝังจำเสมอมา  แต่บอกย้ำตลอดว่าหากมากรุงเทพฯ  ต้องไปดูให้เห็นกับตาสักครั้งว่าสะพานที่ว่านี้เป็นอย่างไรบ้าง

กระทั่งมาเรียนในมหาวิทยาลัย  ก็พอได้รู้ชัดขึ้นบ้างว่า  สะพานนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 6  ซึ่งพระองค์ท่านเป็นผู้โปรดให้สร้างขึ้น  โดยถือเป็นสะพานเหล็กสะพานแรกที่สร้างขึ้นเพื่อทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา  และเป็นที่น่าเสียดายว่านยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานนี้ก็โดนพิษของระเบิดอยู่อย่างสาหัส   กว่าจะได้บูรณะอีกครั้งก็หลังสงครามยุติลง    จนถึงทุกวันนี้  ผมเองก็ยังไม่เคยได้ไปสัมผัสสะพานนี้ด้วยตนเอง

นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งในความทรงจำเด็กบ้านนอกอย่างผมครับ -  และเชื่อว่าสะพานนี้ก็น่าจะบอกความเป็นประวัติศาสตร์ไทยได้บ้างเหมือนกัน

 

 

เขียนเมื่อ 

เรื่องวิถีชีวิตคนไทยที่ผูกติดกับสายน้ำ  จนเห็นคลอง, สายน้ำและสะพานอยู่เกลื่อนเมืองนั้น  เป็นภาพชีวิตที่ผมจินตนาการและซาบซึ้งอย่างไม่รู้ลืม 

ยิ่งบ้านเกิดของตนเองอยู่ติดกับเขื่อนยิ่งทำให้ตนเองหลงรักแม่น้ำอย่างเป็นชีวิตจิตใจ

ในโคลงพระราชพิธีทวาทศมาศ  พระนิพนธ์ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลากรมพระยาบำราชปรปักษ์   มีหลายบทที่เขียนเรื่องราวอันเป็นภาพชีวิตในแบบวิถีไทยซึ่งผูกติดกับสายน้ำอย่างแจ่มชัด  เช่น

เหล่าหญิงเก็บผักเหล้น         นานา

ตบตับเต่าสันตวา                 ผักบุ้ง

แพงพวยอีกต้นขา                เขียดเก็บ  มากแฮ

บัวเผื่อนผักก้ามกุ้ง               กับทั้งใบบัว

.....

กลอนเพียงบทเดียวแต่ปรากฏชื่อพืชผักวัชพืชในทุ่งนาหน้าน้ำได้อย่างน่าประทับใจ  

ขอบพระคุณครับ

เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณมากครับที่แวะไปทักทาย  จึงถือโอกาสแวะเข้ามาเยี่ยมบ้าง 
  • ข้อมูลของคุณSasinanda น่าสนใจ  ผมเองก็ชอบอ่านเกร็ดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์  โอกาสหน้าคงต้องขออนุญาตเข้ามาเยี่ยมอีก
  • ผมเองยังเป็นมือใหม่หัดขับ เกี่ยวกับg2k มาก  หากมีอะไรจะแนะนำก็ยินดีครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะน้อง อ้อยควั้น

ดีใจที่มาเยี่ยมและอ่านนะคะ

พิพิธภัณฑ์นี้ มีสิ่งที่สำคัญและน่าสนใจให้ชมและเรียนรู้มากมาย

เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติของอุษาคเนย์

แสดงที่ตั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ของภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืช

จัดเป็นป่าร้อนชื้น ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนะคะ

นำรูปป่าฝนของเรา แต่เป็นป่าจำลองจากเชียงใหม่มาให้ดูนะคะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณชาติ

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

พิพิธภัณฑ์นี้ จะแสดงการเชื่อมโยง ของท้องถิ่นในดิแดนอุษาคเนย์โบราณ ตั้งแต่บริเวณยูนนาน อัสสัม กวางสี จนถึงหมู่เกาะอิโดเนเซียค่ะ ซึ่เดิม เคยเป็นแผ่นดินเดียวกัน แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ทำให้แยกออกจากกัน และยังมีการแสดงถึง เรื่องราวของมนุษย์สมัยแรกด้วย เช่น มนุษย์ชวาและอื่นๆ ซึ่งมีวิวัฒนาการเป็นชุมชนชาติต่างๆ กระจายอยู่ทั่วไปค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณนารี

ความเป็นมา และประวัติ ของอุษาคเนย์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะนอกจากเรื่องของวิวัฒนาการของชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆแล้ว

เรื่องภาษาตระกูลต่างๆก็น่าสนใจมากนะคะ

แต่ที่พิพิธภัณฑ์นี้ จะเน้นที่ ความเป็นสุวรรณภูมิของเราค่ะ ซึ่งเป็นศุนย์กลางการค้าและการคมนาคมในภูมิภาคนี้เลยค่ะ

เป็นจุดนัดพบระหว่างตะวันตกและตะวันออกค่ะ และการรับวัฒนธรรม จากจีนและอินเดียเข้ามา รวมทั้งการสร้างบ้านเมืองและรัฐ ยุคที่เริ่มมีศาสนาและตัวอักษร

ภาพ จากหนังสือพิพิธเพลินค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณพนัส แผ่นดิน

ดีใจที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์ค่ะ และยังบอกให้อิ่มใจไปด้วยว่า.......

ขอบคุณบันทึกสาระแห่งความเป็นไทย  ที่ทำให้คนที่รักความเป็นไทยอย่างผมอิ่มสุขอย่างล้นเหลือ 

สมัยก่อน ตอนเด็กๆ พี่ก็ไปเดินซื้อของแถวบางลำพูบ่อยๆค่ะ ชอบไปที่นี่ แบบคุณพนัสค่ะ

คำว่า บางลำพูนี้ ไปค้นที่มาที่ไปจาก ราชบัณฑิตยสถานได้ดังนี้ค่ะ

บางลำพู - บางลำภู โดย ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ

ในปัจจุบัน กทม. ได้พยายามอำนวยความสะดวกในเรื่องป้ายบอกเส้นทางจราจรและป้ายบอกชื่อสถานที่ใน กทม. ได้ดีกว่าในทุกยุคทุกสมัย นับว่าน่ายกย่องชมเชยมาก อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องการเขียนชื่อวิสามานยนามที่ยังไม่ยุติกันก็ยังมีอยู่ เช่น คำว่า “บางลำพู” หรือ “บางลำภู” ถ้าท่านผ่านไปที่หน้าร้านสรรพสินค้า “นิวเวิลด์” ที่บางลำพู ท่านจะเห็นป้ายบอกชื่อ “บางลำภู” ติดตั้งอยู่ข้างหน้าตึกอย่างชัดเจน

          คำว่า “บางลำภู” (ใช้ ภ) ทั้ง ๆ ที่ความจริงควรจะเขียนเป็น “บางลำพู” (ใช้ พ) ทั้งนี้เพราะเรามี “บางลำพูล่าง” อยู่ที่เขตคลองสานแห่งหนึ่งแล้ว ที่นี่ความจริงก็ควรจะเป็น “บางลำพูบน” และถ้าหากสังเกตป้ายธนาคาร ห้างร้านต่าง ๆ แถวบางลำพูนั้น จะพบว่าเขียนเป็น “บางลำพู” (ใช้ พ) ก็มีเป็น “บางลำภู” (ใช้ ภ) ก็มี เหตุที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรเขียนเป็น “บางลำพู” (ใช้ พ) นั้

น ก็เพราะเดิมที่บริเวณ “บาง” แห่งนี้ คงมีต้นลำพูมากจึงเรียกว่า “บางลำพู” ชื่อวิสามานยนามในลักษณะอย่างนี้มีทั่วไปทั้งประเทศ เช่น “บ้านม่วง” เพราะมีต้นมะม่วงมาก “บ้านยาง” เพราะมีต้นยางมาก “บ้านงิ้วราย” ก็เพราะมีต้นงิ้วเรียงรายอยู่มาก ชื่อวิสามานยนามเหล่านี้อยู่ที่บ้านเกิดของข้าพเจ้าที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี นี่เอง จึงยืนยันได้

 

เคยไปกินโรตี ที่ร้านโรตีมะตะบะ  ร้านอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะสันติชัยปราการ

 โรตีเปล่าๆ กินกับ มัสมั่น กูรหม่า หรือจะเป็นแกงเขียวหวานก็อร่อยค่ะ

เรากำลังคุยกันเรื่อง บางลำพู ที่จะข้ามขั้น บันทึกมานิดนึง ไม่เป็นไรค่ะ เพราะ บันทึกหน้าก็จะเข้ากรุงเทพฯแล้วเหมือนกัน

บางลำพูทุกวันนี้ ก็คล้ายๆเดิม   มีร้านขายเสื้อผ้าเป็นส่วนใหญ่   ตั้งแต่ชุดนักเรียนไป จนสูงวัย  ที่จอดรถมีไม่มาก แต่ร้านขายอาหารน้อยลงมากค่ะ คงขายไม่ดี คนมาเดินน้อย ไม่สะดวกเรื่องจอดรถค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณ sasinanda

  • ไม้ได้แวะมาเยี่ยมเสียนาน ผ่านมาทีไรไม่เคยผิดหวัง
  • ได้ความรู้ไปเพียบ 
  • ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้รู้จักพิพิธเพลิน ดูแล้วยังเพลินอยู่เลย
  • ขออนุญาติ  COP ไปสอนเด็กบ้างได้มั้ยค๊ะ
  •  วันหลังจะแวะมาหาใหม่ ขอบคุณค่ะ
แวะมาเยี่ยมยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูแพลนเน็ตแล้วน่าสนใจมากครับ
เขียนเมื่อ 

 คุณพนัสคะ.....

เรื่องสะพานพระรามหกนี้ พี่คุ้นเคยมากๆค่ะ เพราะ แต่ก่อนบ้านอยู่เมืองนนท์ ถนนพิบูลสงคราม ริมถนนเลย ต่อมาขายให้Narai Propertyไป

สะพานพระราม 6 (Rama VI Bridge)

เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมระหว่างแขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กับแขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันสะพานพระราม 6 ปิดการจราจรส่วนที่เป็นถนน เมื่อมีการก่อสร้างสะพานพระราม 7 ขึ้นเป็นสะพานคู่ขนานแล้วนำส่วนที่เคยเป็นถนนแปรสภาพเป็นทางรถไฟ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทางคู่ช่วงบางซื่อ-นครปฐม สำเร็จเมื่อปี 2546

 แม้กระนั้นก็ตามเวลาใช้งานจริงต้องให้รถไฟ ผ่านเข้าไปทีละขบวน เพื่อป้องกันไม่ให้สะพานทะลายลงมาเพราะน้ำหนักเกินพิกัด

ประวัติของสะพานนี้ ก็น่าสนใจมากค่ะ....

สะพานพระราม 6

 เป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานแรกของประเทศไทย เซ็นสัญญาก่อสร้าง เมื่อ เมษายน พ.ศ. 2465

 เริ่มการสร้างเมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2465 วางหีบพระฤกษ์เมื่อ 6 เมษายน พ.ศ. 2466 โดย กรมพระกำแพงเพชอัครโยธิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานได้ถูกกองทัพสหรัฐและอังกฤษทิ้งระเบิดอย่างหนัก

ที่สุดสะพานขาดเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 และได้ซ่อมแซมใหม่โดยบริษัทดอร์แมนลอง (ผู้รับเหมาจากประเทศอังกฤษที่เคยประมูลการก่อสร้างสะพานพระราม 6 แต่แพ้ประมูลเพราะค่าเงินปอนด์แข็งเกินไป)

 และบริษัทคริสเตียนนีแอนด์นีลเส็น (ไทย) จำกัด (ผู้รับเหมาเดนมาร์กที่ภายหลังได้เป็นผู้รับเหมาไทยเต็มตัวเมื่อปี พ.ศ. 2535 เพราะย้ายฐานมาเมืองไทย

 มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ) ในระหว่าง พ.ศ. 2493 - 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานพระราม 6 หลังจากซ่อมแซมแล้ว เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2496 โดยใช้รถจักรดีเซลสวิส เบอร์ 563 ทำขบวนเสด็จ

ใช่เลย  อย่างที่คุณพนัส บอกค่ะว่า.....สะพานนี้ก็น่าจะบอกความเป็นประวัติศาสตร์ไทยได้บ้างเหมือนกัน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ นาย สมเจตน์ เมฆพายัพ

ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ เข้ามาเยี่ยมที่บล็อกนี้ค่ะ

ที่นี่ เป็นบล็อกที่ บันทึกเรื่องราวต่างๆที่เจ้าของบ้านคิดว่า  น่าสนใจค่ะ ด้วยกแนวการบันทึกที่อ่านง่ายๆ สบายๆค่ะ ยินดีต้อนรับทุกเวลาค่ะ

บันทึกนี้ เกี่ยวข้องด้วยประวัติศาสตร์ อันยาว นาน ของเรา จึงมีเรื่องให้กล่าวถึงเยอะหน่อย เพราะเราจะไปเรียนรู้ด้วยกันที่พิพิธภัณฑ์ ที่ย้อนยุคไป ตั้งแต่ สมัยเริ่มแรกมีมนุษย์เกิดขึ้นที่ๆเป็นประเทศไทยอยู่ ณ ปัจจุบันค่ะ และบันทึกนี้จะหยุดที่ปลายกรุงศรีอยุธยานะคะ

พอเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ ก็จะมีภาคต่อ อีกหนึ่งภาคค่ะ

ณ ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์นี้นะคะ มีประวัติอันยาวนานมาเช่นกันค่ะ...

คือ เมื่อ 450 ปีก่อน บริเวณนี้ เคยเป็นฐานที่มั่นของทหารฝรั่งเศสในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์บริเวณเดียวกันนี้คือที่ตั้งของวังเจ้านายหลายต่อหลายพระองค์ในอดีตเคยประทับอยู่

 จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ทำการกระทรวงพาณิชย์ได้ถูกสร้างขึ้น

และต่อมาได้ถูกบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรกของเมืองไทย ท่ามกลางบรรยากาศกรุงเก่าที่แวดล้อมไปด้วยตลาด วัด และวัง ณ ชุมชนท่าเตียนบนเกาะรัตนโกสินทร์

ตัวอาคารที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป สูง 3 ชั้น สีเหลืองนวลๆ  ประดับลวดลายปูนปั้นงดงาม สถาปนิกผู้ออกแบบคือ นายวิตโตริโอ โนวี นายช่างเอกจากเมืองมิลาน และมาริโอ ตามาญโญ สถาปนิกชาวอิตาลี ในช่วงปีพ.ศ. 2465

ตอนระหว่างก่อสร้าง มีการจัดกิจกรรม ‘พิพิธเพลิน

ตอน นักโบราณคดีน้อย’ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างรื่นรมย์โดยสวมบทบาทเป็นนักโบราณคดีน้อยขุดค้นในพื้นที่จริงและสลับบทบาทมาเป็นนักภัณฑารักษ์จิ๋วเพื่อจัดนิทรรศการสิ่งของที่ขุดค้นได้ร่วมกับเพื่อนๆด้วยค่ะ

ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานกรรมการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า....


ในอนาคตทางสถาบันยังมีแนวคิดจะขยายพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่มีชีวิตในหัวข้ออื่นต่อไป โดยมีสถานที่กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มอาคารที่เรียงรายอยู่ในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในตั้งแต่ศาลฎีกา กระทรวงกลาโหม ไปจนถึงกรมการรักษาดินแดน และกรมแผนที่ทหาร

แต่ในระยะเริ่มต้นจะมีพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรกที่นี่เพียงแห่งเดียวก่อน

คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ก็เป็นที่ปรึกษา สพร.ด้วยค่ะ

เขียนเมื่อ 
คุณพนัส กล่าวถึงความประทับใจกับสายน้ำ......

เรื่องวิถีชีวิตคนไทยที่ผูกติดกับสายน้ำ  จนเห็นคลอง, สายน้ำและสะพานอยู่เกลื่อนเมืองนั้น  เป็นภาพชีวิตที่ผมจินตนาการและซาบซึ้งอย่างไม่รู้ลืม 

บ้านเมืองเราเป็นบ้านเมือง แห่งน้ำค่ะ

น้ำแทรกซึมอยู่ในสิ่งต่างๆเต็มไปหมด ไม่ว่า จะเป็นพิธีกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมหรือการวางผังเมืองนะคะ

ท่าน ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช กล่าวว่า....

ในปัจจุบันเรามีการศึกษาเรื่องโบราณคดีสุโขทัย โบราณคดีอยุธยา แต่โบราณคดีรัตนโกสินทร์ยังไม่มี

ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเกิดองค์ความรู้ในเรื่องโบราณคดีรัตนโกสินทร์ และจะนำไปสู่ความเข้าใจ รักหวงแหนมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยต่อไป

เราสามารถปรับประยุกต์มรดกทางวัฒนธรรมไปใช้เพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม เพื่อความยั่งยืน”

ศ.ชัยอนันต์กล่าวถึงแนวคิดด้านการท่องเที่ยวของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติว่า

"ขณะนี้ได้มีการจัดทำแผนแม่บทเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไว้แล้ว เพราะบริเวณนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจมาก หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งนี้ก็จะเป็นแหล่งให้ความรู้ทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งที่สามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้

 นอกจากนี้ สถานที่ใกล้เคียงอย่างวัดโพธิ์ ก็เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อย่างดีอีกแห่งในละแวกใกล้เคียงกัน

 ส่วนเรื่องอัตราค่าเข้าชมนั้น ประธานสพร. บอกว่ายังไม่ได้คิดว่าจะกำหนดค่าผ่านประตูชาวต่างชาติอยู่ที่เท่าใด เพราะในส่วนของประชาชนไทยทั่วไปนั้นไม่มีการคิดค่าเข้าชมแต่อย่างใด

ทว่า การจะคิดเงินเฉพาะชาวต่างชาติอย่างเดียวก็อาจจะดูไม่เหมาะ

จึงอาจปรับเน้นไปที่การขายสินค้าของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวชดเชยส่วนของค่าเข้าชมไม่ให้มีราคาสูงมากเกินไปนัก

ที่สำคัญคือ การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้มากเกินกว่าสถานที่จะรองรับได้"

ข้อมูลบางส่วนจาก  หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณ pepra

ที่ถามว่า....

  • ขออนุญาติ  COP ไปสอนเด็กบ้างได้มั้ยค๊ะ
  • ยินดีค่ะ ถ้าจะเป็นประโยชน์ แต่ช่วยบอกแหล่งที่มาด้วยนะคะ และมีข้อมูลอื่นๆที่น่าสนใจอีกดังนี้ค่ะ

    ข้อมูลจาก   หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน อ้าง คำให้สัมภาษณ์ของท่าน ศ.ชัยอนันต์ ว่า.....

    นอกจากจะมี  แนวคิดด้านการท่องเที่ยวของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติแล้ว


    ทางด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.  

     ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินหัวลำโพง-ท่าพระ และเริ่มยกระดับขึ้นบนดินที่ท่าพระ ที่มีแนวคิดว่าจะสร้างรถไฟฟ้าผ่านสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ด้วย

     ขณะนี้ทางรฟม. ได้มีการศึกษาพรบ.ร่วมทุนกับเอกชนเพื่อรอเสนอให้ ครม. เห็นชอบ จึงจะเริ่มประกวดราคา คาดว่าไม่น่าเกินปลายปีนี้จะเริ่มประกาศและก่อสร้างประมาณต้นปีหน้า

    เนื่องจากเส้นทางเดินรถสายสีน้ำเงินนี้ต้องตัดผ่านย่านโบราณสถานเก่าแก่ และยังต้องระวังปัญหาการทรุดตัวของพื้นดินและสิ่งแวดล้อม ทางผู้บริหาร รฟม.ยืนยันว่า มีการศึกษาผลกระทบในทุกด้านทั้งทางด้านเทคนิคและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง

    “เราก็ได้ปรึกษากับกรมศิลป์แล้วว่าบริเวณที่เราจะขุดอุโมงค์ผ่านไม่น่าจะมีโบราณวัตถุ เพราะเป็นถนนเก่า ไม่ใช่บริเวณที่เป็นวัง

     เพราะฉะนั้น น่าจะทำให้สบายใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จุดที่เราผ่านในการดำเนินการแบบไม่มีการเปิดหน้าดิน คือจะมีการขุดพื้นที่พยายามเปิดหน้าดินแค่จุดเดียวเล็กๆ แล้วก็จะเอาหัวขุดลง แล้วก็ลำเลียงวัสดุก่อสร้าง จะไม่มีการเปิดหน้าดินยาว 200 เมตรเหมือนที่เราทำสมัยการก่อสร้างสายแรก

     ตรงจุดนี้จะช่วยให้ไม่กระทบกับข้างบนมากนัก ขณะเดียวกันเรามีข้อตกลงว่าระหว่างการขุดถ้าเราเจออะไร เราจะหยุดแล้วมาหารือกัน ว่าจะทำยังไงเราจะเอาของมีค่าเหล่านั้นขึ้นมาแสดง

     อย่างน้อยที่สุดเอาไว้ในสถานีก็ยังดี ทำเหมือนกับที่ประเทศกรีซ สถานีที่กรุงเอเธนส์

     เนื่องจากประเทศเขาเก่าแก่มาก เขามีการขุดเจอโบราณวัตถุ เขาก็หยุดการก่อสร้างแล้วขุดนำโบราณวัตถุเหล่านี้ออกมาก่อน พอก่อสร้างเสร็จก็นำสิ่งของโบราณเหล่านี้มาแสดงนิทรรศการที่สถานี

    ให้คนได้เห็นความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติเขา ทางเราก็มองคล้ายๆ กัน เพราะพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้คนภาคภูมิใจในความเป็นชาติและมีประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องและยาวนาน

    ทางรฟม. สามารถช่วยได้ในการนำพาคนมาท่องเที่ยวหรือมาเรียนรู้ได้สะดวก จะได้ลดปัญหาการจราจรและความสั่นสะเทือน รวมทั้งมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานที่เรารักและหวงแหน” ผู้ว่าฯ ประภัสร์ทิ้งท้าย

    วันนี้ ขอนำต้นลำพูมาฝากนะคะ


    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ เสียงเล็กๆ

    คงเคยได้ยินชื่อชาวเขา  เผ่าเมี่ยนหรือเย้า ใน 3 จังหวัด คือ พะเยา เชียงราย ลำปางแล้วนะคะ

    มีความเป็นมาน่าสนใจค่ะ......

    จากฐานข้อมูล การวิจัยทางชาติพันธุ์  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

      เมี่ยน [เย้า] ได้รับการจัดให้อยู่ในเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คืออยู่ในตระกูลจีนธิเบต ได้ปรากฏครั้งแรกในเอกสารบันทึกของจีน สมัยราชวงศ์ถัง โดยปรากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความหมายว่าไม่อยู่ใต้อำนาจของผู้ใด

    คนเย้าในประเทศไทย เรียกตัวเองว่า เมี่ยน หรือ อิ้วเมี่ยน ซึ่งมีความหมายว่า มนุษย์ หรือ คนเหยา 

     การเดินทางจากจีนสู่ประเทศไทย ชาวเมี่ยนเผ่าเดิมมี 12 สกุล เส้นทางการอพยพของสกุลใหญ่ ๆ จะรู้เส้นทางชาวเย้าเผ่าเมี่ยนทั้งหมด

     ในหนังสือทางลงจากภูเขาของบรรพชน 12 สกุลที่ตำบลจงเหอเซียง อำเภอปกครองตนเอง ชนชาติเย้าเจียงหัว มณฑลฮูหนาน

    ถิ่นเดิมของชนชาติเย้าอยู่ที่นานไห่ผู เฉียวโถว จากตำนานชาวเย้าบางเผ่าที่อาศัยอยู่ตอนใต้ของทะเลสาปต้งถิงหู ก็มีเล่าว่าบรรพชนของพวกเขาย้ายมาจาก ผู เฉียว โกว แถบฝั่งเหนือของทะเลสาปต้งถิงหู จึงสันนิษฐานได้ว่า หนานไห่น่า จะหมายถึง ทะเลสาปต้ง ถึงชาวเย้า 12 สกุล

    คงจะข้ามทะเลสาปอพยพมาสู่ภาคใต้ ราวศตวรรตที่ 15-16

    ชาวเย้าเผ่าเปี้ยน อพยพเข้ามาสู่ภาคเหนือของเวียตนามผ่านประเทศลาว และอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในราว 100 ปีมานี้เอง

    ชาวเมี่ยน     มีองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านดูแลสุขภาพในด้านพฤกษศาสตร์และด้านจิตวิญญาณจากเผ่าเมี่ยนในอดีต  ค่อนข้างมาก

    เมื่อถึงคราวเจ็บป่วย ชาวบ้านจะใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพพื้นบ้านที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีต ทั้งใช้วิธีการบีบนวด ไล่เลือดลม ยาสมุนไพร ใช้คาถาประกอบพิธีกรรม บางส่วนชาวบ้านสามารถทำได้เอง

     บางส่วนก็อาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น หมอยาสมุนไพร หมอผี หมอคาถา การดูแลรักษาสุขภาพของเมี่ยนจะเกี่ยวโยงกับการให้ความเคารพ ปฏิบัติและยึดมั่นตามหลักความเชื่ออย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ เช่น การเคารพบวงสรวงต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้มาคุ้มครองคนในครอบครัวให้รอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ

     โดยความเชื่อเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของเมี่ยนแบ่งได้ 4 ประเภทคือ 1) เกิดจากการกระทำของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ

    2) เกิดจากการที่ขวัญไม่อยู่หรืออกจากร่างกาย

    3) เกิดจากการดูแลสุขภาพและความผิดปกติของร่างกาย

    4) เกิดจากอุบัติเหตุ
    ประเภทหมอพื้นบ้าน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1)กลุ่มที่รักษาทางกาย ใช้การบีบนวด จับเส้น ใช้ยาสมุนไพร

    2) กลุ่มที่รักษาทางจิตวิญญาณ เรียนตำราหรือผู้รู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้และนำไปปฏิบัติจนชำนาญ เช่น คนเข้าทรง หมอคาถา เป็นต้น

    เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะคะ และปัจจุบัน  พวกเขาก็เป็นสมาชิก อยู่ในประเทศไทยด้วยค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    ขออนุญาตนำข้อความของ ลุงเอก ที่เกี่ยวข้องมาไว้ที่นี้ด้วยค่ะ

     

    คิดเสมอว่า  คนที่ไม่มีอดีต  คือคนที่ไม่มีอนาคต   ให้ศึกษาอดีต  เพื่อกำหนดอนาคต
    คนไม่มี รากเหง้า  จะถูกคนอื่นกำหนดอนาคต 

    เขียนเมื่อ 
    • ตามมาดู
    • ชอบเรื่องนี้
    • อยากให้เมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ดีมากๆ
    • ขอบคุณมากครับผมที่ไปอวยพรวันตรุษย์จีน
    เขียนเมื่อ 
    • ตามน้องขจิตมารับอั่งเปาค่ะพี่
    • เห็นซองแดงมาแต่ไกล ขอบคุณพี่มากค่ะ
    • งานยุ่งมากค่ะช่วงนี้ไมได้แวะทักทายใครเลย
    • ขอสิ่งดีๆบังเกิดแก่พี่เช่นกันนะคะ
    • หวังว่าหลังตรุษจีนเราคงได้คณะรัฐบาลที่นำพาประชาชนให้พ้นวิกฤติเศรษฐกิจนะคะ
    เขียนเมื่อ 
    สวัสดีครับ

    ความจริงผมก็ติดตาม ถามข่าวเรื่องนี้อยู่บ้าง เป็นเพราะว่ายังไม่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการนี่เอง เลยยังไม่มีใครเคยไปเยี่ยมชม

    ดูจากภาพและที่เล่ามาแล้ว น่าตื่นตาตื่นใจมากจริงๆ คงน่าสนุกด้วยทั้งสำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ คงเหมือนหนังสือ ถ้ามีแต่ตัวหนังสือแล้ว ก็อ่านกันเหนื่อย ปวดตาด้วย มีภาพสวยๆ มีตัวหนังสือน้อยใหญ่สลับกันไป ได้พักสายตา ได้คิดไป อ่านได้จบจนลืมเหนื่อย

    เรื่องชาวเมี่ยน ผมเคยไปเยี่ยมบ้านพวกเขา บนเขาบนดอย ไปชมการปักผ้าลาย พร้อย สาวๆ ก็น่ารัก เด็กๆ แก้มแดงเหมือนเด็กจีน

    เรื่องภูมิปัญญานั้น เรามีที่น่าสนใจหลากหลาย แต่กระจายไปหมด ไม่ค่อยจะมีรวบรวมเอาไว้ จึงดูเหมือนว่าชาติเราไม่มีองค์ความรู้เป็นของเฉพาะตัว

    ต้องขอบคุณผู้เขียนบันทึกนะครับ ที่เล่าได้ละเอียดลออ คนที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้คงจะใจจดใจจ่ออยากไปชมของจริงเสียเร็วๆ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ naree suwan

    คนไทยสมัยก่อน มีค่านิยม ของความเป็นคนมีน้ำใจ ช่วเหลือเกื้อกูลกันมาก

    แต่เดี๋ยวนี้ประเทศเรพัฒนาเข้าสู่ความทันสมัย ความมีน้ำใจกลับลดลง ต่างคนต่างอยู่มากขึ้นนะคะ

    อย่างไรก็ตาม คนไทยยังมีศูนย์รวมใจที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวร่วมกันอยู่ และมีความรู้สึกร่วมกันอย่างแท้จริง ว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใดก็ตาม ขอนำรูปในหลวงมาฝากค่ะ จากหนังสือ Our Beloved King ของคุณ Anuchai Secharunputong

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ  ธ.วั ช ชั ย

    ขอบคุณที่ชมว่าเล่าได้ละเอียด จริงๆ ไม่ละเอียด ขอให้ไปชมเอง บางคนยังไม่ได้ไป ก็จะได้ทราบว่า เขาแสดงอะไรไว้บ้าง เผื่อตรงกับความสนใจ จะได้ไปชมค่ะ อย่าลืมไปชมให้ได้นะคะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ ขจิต ฝอยทอง

     ขอบคุณที่แวะมาค่ะ ไทยจีนมิใช่อื่นไกล พี่น้องกันนะคะ พี่เองมีคุณย่า เป็นคนจีนค่ะ เลยมีการฉลองกันนิดหน่อย ไม่ได้ทำพิธีอะไร เพราะคุณย่า ก็เสียไปแล้ว คนไทย คนจีน แยกกันไม่ออกค่ะ

    ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ แปลว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่   มีการจุดประทัดเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดี การเชิดมังกรและสิงโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล  


    ธรรมเนียมจีนให้ความสำคัญการความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิต มีนัยแห่งการสร้างความเชื่อมั่นเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต นับเป็นความชาญฉลาดทางจิตวิทยา อย่างน่ายกย่องของบรรพชนค่ะ

    ขอบคุณครับ

    ผมไม่ค่อยได้ติดตามข่าวด้านนี้

    สรุปง่ายๆว่าผมตกข่าวครับ

    แต่ผมก็ยังอยากเห็นการปรับการสอนมาสู่ความรู้ที่ ทำให้ทุกคนเข้าใจกัน และเห็นใจกัน มากกว่าที่คอยจะดูถูก ข่มเหง และแก้แค้นกัน

    และทำให้สิ่งที่พลาดไปแล้วเป็นบทเรียน

    และควรปรับการสอนกันในโรงเรียน ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะดร. แสวง รวยสูงเนิน

    ลองไปดูที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้   เขาจะมีการแสดง    ประวัติศาสตร์ผู้คนและดินแดน ในอุษาคเนย์เพื่อให้คนในละแวกนี้ด้วยกันรู้ถึงรากเหง้า      ความเป็นมาของความเป็นพี่น้องเพื่อเกิดความสมานฉันท์ในอุษาคเนย์แห่งนี้    โดยเฉพาะความต้องการให้เด็กไทยสำนึกรักประเทศ รู้จักเอกลักษณ์ของตัวเองค่ะ
    เดือน
    IP: xxx.121.191.129
    เขียนเมื่อ 

    บันทึกนี้ถูกใจค่ะ  เคยไปเที่ยวเมืองจีน แถบเทือกเขาอัลไต เลยนึกสงสัยว่า ตกลง รากเหง้าเรามาจากเทือกเขานี้ จริงหรือคะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณเดือน

    ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ตั้งแต่บันทึกด้านบนแล้วค่ะว่า....

    เริ่มต้นแสดงความเป็นมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  มีหลักฐานชี้ชัดว่า มีมนุษย์ดึกดำบรรพ์ 500,000ปีที่แล้ว เคยอยู่ที่พื้นที่ประเทศไทยมาแล้ว คือ มนุษย์ ลำปาง 

    บางทฤษฏีบอกว่า น่าจะมีชนชาติไท อยู่อาศัยในแผ่นดิน ตรงที่เป็นประเทศไทยมา 4000 ปีแล้ว แต่ ยังไม่ปรากฏแน่ชัดจริงๆว่า บรรพบุรุษ ของชาวสุวรรณภูมิจริงๆ อาจจะเป็น ชนกลุ่มมองโกลลอยด์ ที่อพยพมาจากแผ่นดินจีน เมื่อ 3000 ปีก่อน มาแทนที่ ชนดั้งเดิมหรือไม่ ยังเป็นปริศนา ให้คนรุ่นใหม่ ต้องศึกษาต่อค่ะ

    ที่เทือกเขาอัลไต Altay Mountain อยู่ใจกลางเขตไซบีเรียตอนกลาง  มีรอยต่อของดิแดน 4 ประเทศคือ คาซัคสถาน รีสเซีย มองโกลเลียและจีน

    ชาวบ้านที่นี่ เป็นชนเผ่ามองโกล เผ่าอาซาเค่อ เผ่าถูวา อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของทะเลสาบ ชนเผ่าถูวา สืบเชื้อสายมาจากผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของมองดกลเลีย คือเจงกีสข่าน ดินแดนแถบนี้ เคยเป็นที่อยู่ของชาวรัสเซีย ก่อนที่ชาวถูวา จะมาอาศัยอยู่ค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะเรียนรู้ในส่วนที่ตนเองเกี่ยวข้อง จะเป็นในลักษณะนักประวัติศาสตร์ภาคกลางก็เรียนรู้เรื่องภาคกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกันนักประวัติศาสตร์ทางภาคเหนือก็เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับเป็นการเรียนรู้แบบแยกส่วน ขาดคนกลางที่จะนำประวัติศาสตร์ทั้งหมดมาสังเคราะห์และเชื่อมโยง จึงเกิดการแบ่งแยกนักประวัติศาสตร์ออกเป็นกลุ่มๆ และมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน

    ผมศึกษาประวัติศาสตร์มา 10กว่าปี ทั้งประวัติศาสตร์ชาติไทย ประวัติศาสตร์ล้านนา และประวัติศาสตร์ของกลุ่มไต แทบทุกสาขา(โดยเฉพาะไทยใหญ่) ซึ่งไม่มีหนังสือแปล เรียนรู้ด้วยภาษาไต จึงสามารถเชื่อมโยงได้ว่า คนไทย(กรุงศรีอยุธยา)ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะบรรพบุรุษของพระเจ้าอู่ทองมาจากเชื้อสายผู้ครองเมืองชัยปราการ และบรรพบุรุษของผู้สร้างอาณาจักรสุโขทัย มาจากเชื้อสายของผู้ครองเมืองชัยนารายณ์ (ปากแม่นำกก) ซึ่งทั้งสองเมืองได้ถูกขุนเสือข่านฟ้า กษัตรย์ไตมาวตีแตก และบรรพบุรุษของผู้นำเหล่านี้ก็อพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้า ที่ชาวไตเรียกว่า หนองแส นั่นเอง

    ส่วนคำถามที่ว่า แล้วหลักฐานทางโบราณคดีที่พบที่บ้านเชียง ที่เมืองกาญจนบุรี ซึ่งมีอายุเป็นหมื่นๆปี พวกนี้เป็นใคร นักประวัติศาสตร์ต้องช่วยกันศึกษาเรียนรู้และสรุปให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้ เชื่อมโยง

    คำตอบในการเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ ผมนำภาษามาวิเคราะห์ ร่วมกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้วย โดนเฉพาะภาษาพ่อขุนฯของเรา นำมาเชื่อมโยงกับภาษาล้านนา และที่สำคัญเชื่อมโยงกับภาษาไต (ไทยใหญ่) และเชื่อมกับภาษาไตในกลุ่มอื่นๆ คำตอบก็คือ พวกเราคือเทือกเหง้าเหล่ากอเดียวกันแน่นอน

    อาจารย์เก

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะอาจารย์อาจารย์เก  คะ

    ดีใจเหลือหลายที่อาจารย์เข้ามาให้ขัอคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ยิ่ง

    ตอนนี้ เราน่าจะมีคนกลางที่จะนำประวัติศาสตร์ทั้งหมดมาสังเคราะห์และเชื่อมโยง จึงเกิดการแบ่งแยกนักประวัติศาสตร์ออกเป็นกลุ่มๆ และมีความเห็นที่ไม่ตรงกันแล้วนะคะ และคงจะใกล้เปิดแล้วค่ะ ดีมากๆค่ะ สมควรจะต้องไปดูค่ะ

    ....“พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ” (National Discovery Museum Institute : NDMI)กำเนิดใหม่ สมิทโซเนียนเมืองไทย

    ที่พิพิธภัณฑ์นี้ จะเน้นที่ ความเป็นสุวรรณภูมิของเราค่ะ

    โดยจะเชื่อมโยงไปถึงความเป็นมา และประวัติ ของอุษาคเนย์ด้วย

    เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะนอกจากเรื่องของวิวัฒนาการของชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆแล้ว ยังมีเรื่องภาษาตระกูลต่างๆด้วยค่ะ

    แต่ที่แน่ๆคือ พวกเราคือเทือกเหง้าเหล่ากอเดียวกันแน่นอนค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    ขอบคุณครับอาจารย์ ผมจะหาโอกาสไปชมพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติให้ได้ และที่ต้องกราบเรียนขออนุญาตอาจารย์ก็คือ ขออนุญาตนำบล็อคเกอร์ของอาจารย์เข้าแพลนเนตด้วยนะครับ ผมชอบประวัติศาสตร์และความรู้ใหม่ๆ วันนี้ผมก็ไปสอนนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน เรื่องประวัติศาสตร์แม่ฮ่องสอน ผมใช้เวลาสอนเรื่องนี้ 2 ตอน 6 ชั่วโมง เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของถิ่นฐานที่ตนอาศัยอยู่ ชาติพันธุ์ ผมสอนโดยละเอียดทุกแง่ทุกมุม เทเวลาให้กับเรื่องนี้มาก เพื่อให้นักศึกษามีความรัก ความภาคภูมิใจในถิ่นฐานของตน อยากมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาถิ่นฐาน ไม่ใช่เข้าแถวเรียงหนึ่งดาหน้าเข้าสู่เมืองหลวงให้ชีวิตเป็นไปตามกรรมเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ เราต้องใช้ประวัติศาสตร์สะกัดกั้นคนรุ่นใหม่ไม่ให้เข้าสู่เมืองใหญ่ ผมคิดอย่างนั้นครับอาจารย์

    ขอบพระคุณอาจารย์ จะติดตามผลงานอาจารย์อยู่เสมอ

    อาจารย์เก

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ อาจารย์เก คะ เขินจังที่อาจารย์เรียกขานเสียโก้ไป ขอให้เรียกพี่ศศินันท์ก็ได้ค่ะ กันเองดี

    ไม่ได้มีความรู้อะไรมากนักค่ะ เพียงแต่ชอบประวัติศาสตร์และชอบการเรียนรู้ ทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ค่ะ และถ้ามีข้อมูลอะไร ก็อยากนำมาแชร์กันน่ะค่ะ

    เป็นคนชาตินิยมพอตัวเลย และถือว่าทุกคนที่เกิดในแผ่นดินนี้คือพี่น้องกันหมด และในความเป็นจริงไปไล่ดูได้ พวกเราก็เป็นพี่น้องเดียวกันมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในประเทศไทยหรือคนชาติอื่นในอุษาคเณย์แห่งนี้ค่ะ

    และรู้สึกเป็นเกียรติ์และยินดีมากๆที่อาจารย์จะรับเข้าแพลนเนตค่ะ

    ในเรื่องนี้ได้เคยอ่านพบว่า  นักวิชาการจำนวนมาก เห็นว่า ควรปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา   เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่คนไทยว่า คนที่แตกต่างจากเราทางวัฒนธรรมโดยสิ้นเชิงนั้นก็มีสิทธิในชาติเท่าเทียมกับเรา วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายล้วนมีรากลึกอยู่ในแผ่นดินนี้ พัฒนาคลี่คลายมาตามลำดับอย่างลึกซึ้งอยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ ทั้งสิ้นค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีคะ

    ขอบคุณคะ สำหรับความรู้และเรื่องดีๆ พึ่งทราบนะคะว่ากบ คือสัตว์แห่งความสมบูรณ์ และ ทำให้นึกถึง เพลง ที่มีเนื้อร้องว่า ย่างเข้าเืดือน 6กบก็ร้องอบ อบ ... ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์จริงๆ และ มองเห็นความเป็นธรรมชาติได้อย่างชัดเจน คะ ประวัติศาสตร์ และเนื้อหา ผลผลิต ของศิลปิน ดั้งเดิมมักจะแฝงแนว่คิดไว้ให้เราเสมอ มองเห็นคุณค่าของความเป็นไท และ ธรรมชาติมากขึ้นคะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ ก้ามปู

    ที่คุณบอกว่า...กบ คือสัตว์แห่งความสมบูรณ์ และ ทำให้นึกถึง เพลง ที่มีเนื้อร้องว่า ย่างเข้าเืดือน 6กบก็ร้องอบ อบ ... ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์จริงๆ และ มองเห็นความเป็นธรรมชาติได้อย่างชัดเจน

    ลืมเพลงนี้ไปเลยค่ะ เพิ่งนึกถึงเดี๋ยวนี้เอง ใช่ค่ะ ที่ตราสัญญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เป็นรูปกบ เพราะสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกประเภทกบ เป็นสัญญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ ดังปรากฏรูปกบอยู่บนหน้ากลองสำริดหรือกลองมโหรทึก ที่คนอุษาคเณย์ยุคโบราณเมื่อ 3000 ปีก่อน ใช้ประโคมในพิธีกรรม

    นอกจากนี้ คนโบราณยังร่วมเต้นฟ้อนทำท่ากบด้วย มีภาพเขียนสี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตามเพิงผาและถ้ำ ตั้งแต่มณฑลกวางสีถึงบริเวณประเทศไทยที่สะท้อนลีลาท่าเต้นนี้

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    • ขอบคุณค่ะ .. ที่ทำให้ได้เรียนรู้ ชาติพันธุ์ตัวเอง
    • เล่าได้ดี มีรูปให้เห็น อยากไปชมและศึกษา
    • แต่ตอนนี้ ขอเรียนรู้จากบล็อก ของอาจารย์ก่อนค่ะ
    • ขออนุญาตเรียกว่าอาจารย์นะคะ
    • .......
    • ชื่นชม ยินดี และดีใจ ค่ะ ที่มีโอกาสรู้จักคนดี
    • ถือว่าเป็นมงคลของชีวิตทีเดียวค่ะ

     

    เขียนเมื่อ 

     สวัสดีค่ะคุณ สีตะวัน

    ดีใจที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ พิพิธภัณฑ์นี้ ได้ข่าวล่าสุดว่าจะเปิดเดือนมิถุนายนนี้ค่ะ ต้องไปชมให้ได้นะคะ

    เขียนเมื่อ 

    ผมจำได้ว่าพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมประมาณเดือนหน้า แวะมายืนยันข้อมูลครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ  ข้ามสีทันดร

    ข้อมูลเปลี่ยนไปมาค่ะ ครั้งแรกสุด บอกว่า เดือนมิ.ย 51  แต่วันที่ไปชม เขาบอกว่า จะเปิดเร็วขึ้น เป็น เม.ย. 51

    วันพฤหัสที่แล้ว 20มี.ค. ให้เด็กโทรไปถาม เจ้าหน้าที่ บอก...

     เป็น มิ.ย 51อีกแล้ว จะโทร ไปถามให้แน่ๆอีกทีค่ะ วันจันทร์ที่24มี.ค. นี้ค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    ประเด็นความรู้ที่เสนอเป็นตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้  เรียบเรียงโดย ท่านศาสตราจารย์ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์

    ประวัติศาสตร์สังคม

    ซึ่งอาจเจาะเฉพาะเรื่องราวของกลุ่มชนต่างๆ ในสังคมไทยที่ผมเลือกประเด็นความรู้เรื่องนี้ ก็เพราะสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย

    แต่ความรู้ความเข้าใจในความหลากหลายเช่นนี้มีน้อย ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ โน้มเอียงไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย

    เพราะสังคมไม่ได้เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน ความหลากหลายของกลุ่มชนในสังคมไทยไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีอยู่มากเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา กลุ่มวิถีชีวิต ฯลฯ   

     ซึ่งมีความหลากหลายอีกมาก ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของคนกลุ่มต่างๆ ในเวลาที่มีเรื่องขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่น อันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในทุกสังคมสมัยปัจจุบัน

    คืออาศัยฐานของอัตลักษณ์ซึ่งแตกต่างกันนี้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อรองโดยสันติในขณะเดียวกัน ก็มีงานศึกษา โดยเฉพาะวิทยานิพนธ์ในระยะหลัง ที่ศึกษาความหลากหลายของกลุ่มชนต่างๆ

    ในระยะหลังมานี้จำนวนไม่น้อย แสดงว่าเริ่มมีฐานะทางวิชาการที่แข็งแกร่งมา

     ฉะนั้นการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมไทยในแง่นี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับสังคมตัวเองแล้ว   ยังมีส่วนช่วยให้ความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งต้องมีเป็นธรรมดาในทุกสังคมดำเนินไปด้วยความสงบมากขึ้น 

      เพราะความรู้เช่นนี้ทำให้คนไทยยอมรับกันและกันตามความเป็นจริงมากขึ้น (คือไม่ใช่ยอมรับแต่ความเหมือนซึ่งเป็นเรื่องสมมติขึ้นเท่านั้น)

    เขียนเมื่อ 

    สวยจังครับ และมีความรู้มากๆเลย

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณ คนโรงงาน

    ขอบคุณนะคะ ที่เข้ามาอ่าน ตอนนี้ทางพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมแล้วค่ะ ทุกวัน อังคาร-อาทิตย์  หยุดวันจันทร์วันเดียว เข้าชมได้ตั้งแต่ 10.00น- 18.00 น

    ความหมายของ  "พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ"

    "พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ" หมายถึง ....แหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้สู่สาธารณชน เรื่องความเป็นมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

    ของผู้คนและดินแดนในประเทศไทย และดินแดนอื่นในอุษาคเนย์ รวมทั้งภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    เพื่อก่อเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์รื่นรมย์ สร้างสำนึกรักและเข้าใจผู้คน บ้านเมืองและท้องถิ่นของตน และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติกับประเทศเพื่อนบ้าน

    อันเป็นองค์ความรู้ที่นำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

     

    เขียนเมื่อ 

    ไปอ่านงานวิจัย....ชื่อเรื่อง แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย   ชื่อผู้วิจัย สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ   ปี 2534

    สรุป สาระที่เกี่ยวข้องกับ บันทึกเรื่องนี้คือ...ขออนุญาต นำข้อเขียนโดยย่อ มาเผยแพร่  ณ ที่นี้ด้วย  ขอบคุณมากค่ะ

    ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางแผ่นดินใหญ่เอเชียอาคเนย์

    จึงมีความหลากหลาย ของภาษาและวัฒนธรรมของประชากรในชาติเป็นอย่างมาก
    แต่ในโลกยุคปัจจุบันภาษาและวัฒนธรรมของชนกลุ่มต่าง ๆ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายกลุ่มอยู่ในภาวะวิกฤต และกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมีโอกาสสูญหายได้ในอนาคตอันใกล้

    งานวิจัยนี้เป็นงานที่ผนวกศาสตร์ ๓ ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภาษาศาสตร์ชาติพันธุ์ คอมพิวเตอร์ และการทำแผ่นที่ โดยได้ ๑) ศึกษารวบรวมภาษาที่พูดในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยปัจจุบันในระดับหมู่บ้าน (ประมาณ ๗ หมื่นหมู่บ้าน) ว่ามีภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ใด พูดอยู่ที่ไหน และมีผู้พูดมากน้อยเพียงใด โดยใช้แบบสอบถาม ๒) จัดทำฐานข้อมูล คอมพิวเตอร์ด้านภาษาและชาติพันธุ์ในระดับประเทศ ๓) เผยแพร่ข้อมูลการวิจัยในรูปของแผนที่แสดงการกระจายของภาษาต่าง ๆ โดยใช้โปรแกรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์

    ผลการวิจัยได้พบว่า
    ๑. กลุ่มภาษาต่าง ๆ ในประเทศไทย มีทั้งสิ้นกว่า ๖๐ กลุ่ม ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษา ๕ ตระกูลสำคัญของภาษาในเอเชียอาคเนย์ คือ
    ๑) ตระกูลไท ประมาณร้อยละ ๙๔

    ๒) ตระกูลออสโตร เอเชียติก (มอญ-เขมร) ประมาณร้อยละ ๔.๓
    ๓) ตระกูลจีน-ธิเบต ประมาณร้อยละ ๑.๑
    ๔) ตระกูลออสโตรนีเชียนหรือมาลาโยโพลีเนเชียน ประมาณร้อยละ ๐.๓ และ
    ๕) ตระกูลม้ง-เมี่ยน (หรือแม้ว-เย้า) ประมาณร้อยละ ๐.๓ กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้จัดเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลด้านภาษาและชาติพันธุ์ของประชากร

    ในการจัดแผนที่แสดงการกระจายของกลุ่มภาษาต่าง ๆ เสนอเป็น ๒ ลักษณะ คือ
    ๒.๑ แผนที่แสดงการกระจายของกลุ่มภาษาตามพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรม โดยแสดงการกระจายของภาษาในตระกูลต่าง ๆ แต่ละตระกูลทั้ง ๕ ตระกูล รวมทั้งการกระจายของภาษาใหญ่และภาษาย่อยในสังคม เช่น ภาษาท้องถิ่นตามภูมิภาค ภาษาพลัดถิ่น ภาษาชายขอบ ภาษาในวงล้อม เป็นต้น และได้แสดงการกระจายของแต่ละกลุ่มภาษาเป็นรายภาษาทั้ง ๖๐ กลุ่ม

    ๒.๒ แผนที่แสดงการกระจายของกลุ่มภาษาตามพื้นที่ภูมิศาสตร์การปกครอง โดยเสนอการกระจายของกลุ่มภาษาต่าง ๆ ในระดับประเทศ ภาค (แต่ละภาค) และรายจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัด เป็นต้น
    ผลงานวิจัยนี้ ทำให้ทราบถึงทรัพยากรด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถนำไปใช้เป็นฐานในงานด้านนโยบาย การปฏิบัติงานในพื้นที่ การวิจัยในระดับลึกด้านต่าง ๆ ทั้งด้านภาษาศาสตร์ สังคมวิทยามานุษยวิทยา การสืบค้นและสืบสานภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นแหล่งค้นคว้าอ้างอิง และเป็นฐานข้อมูลด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศ
     

    เขียนเมื่อ 

    ได้ไปค้น หัวข้องานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับบันทึกนี้ ....ชื่อเรื่อง ความรู้เรื่องเมืองไทย : พัฒนาการทางสังคมไทย-วัฒนธรรมไทยความเป็นชนชาติไท ชีวิต-ประวัติศาสตร์ชาวนาสยาม

    ชื่อผู้วิจัย ศรีศักร วัลลิโภดม สุมิตร ปิติปัฒน์ และ ธิดา สาระยา

    ปี 2537 ผลงานวิจัย ทั่วไป
    จึงขออนุญาต นำมาลงไว้ เพื่อเป็นวิทยาทานและข้อมูลเพิ่มเติมด้วย...คือ.
    .

    มีนักวิชาการสามท่าน  ได้ศึกษาค้นคว้าในรูปสหวิทยาการ เพื่ออธิบายพัฒนาการของสังคมไทยใน ๓ หัวข้อหลัก  โดยอาศัยความรอบรู้ที่ทั้งสามท่านได้วิจัย ค้นคว้ามาตลอดเวลา  สาระสำคัญมีดังนี้....

                    ก. รศ.ศรีศักร  วัลลิโภดม  ได้ค้นคว้าและประมวลวิวัฒนาการของสังคมในย่านอุษาคเนย์  ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  มาจนถึงการเกิดขึ้นของรัฐต่าง ๆ ในแว่นแคว้นสุวรรณภูมิ  การปรากฏตัวของคนไทยและการเกิดขึ้นของอาณาจักรสุโขทัย  อยุธยา และอื่น ๆ ตลอดมาจนถึงกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์

      การติดต่อกับสังคมวัฒนธรรมอื่น ๆ ทางตะวันตกและตะวันออก  การล่าอาณานิคมทางการเมือง และเศรษฐกิจของฝรั่งที่มีผลกระทบต่อสังคมไทยทั้งหมด
    ที่ทำให้เห็นความต่อเนื่องและพลวัตของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากการค้นคว้าเรียบเรียงประวัติศาสตร์ไทยในแนวอนุรักษ์ 
    มีการวิเคราะห์ตีความจากข้อมูลใหม่ หลักฐานใหม่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา ภูมิศาสตร์

    และให้ความเห็นแตกต่างจากนักวิชาการต่างประเทศและนักวิชาการไทยอื่น ๆ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวของสังคมไทยในภาพรวม  เห็นความล่มสลาย  การเกิดใหม่  เห็นบทบาทของประชาชนที่ประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่าง ๆ และเห็นเหตุปัจจัยที่ส่งผลความต่อเนื่องของชีวิตคนในเมืองไทยเป็นภาพรวม  จนถึงยุคปัจจุบัน
    ที่มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในประชาคมโลก  และชี้ให้เห็นปัญหาของบ้านเมืองโดยรวมที่ช่วยให้เข้าใจความสลับซับซ้อนของสังคมไทยปัจจุบัน
                    ข. รศ.สุมิตร  ปิติพัฒน์  ค้นคว้าและเรียบเรียง เรื่องความเป็นชนชาติไทย  โดยพิจารณาจากมิติทางเชื้อชาติที่ผสมกลมกลืนกันหลายเชื้อชาติ,  มิติทางภาษาที่มีหลายภาษา  แต่มีภาษาไทยเป็นหลักในการหลอมรวมคนทั้งหลายเข้าด้วยกัน,  มิติทางการเมืองหลายยุคหลายสมัย   ที่มีพัฒนาการมาเป็นรัฐไทยและคนไทยปัจจุบัน 
    และสุดท้ายคือ มิติทางวัฒนธรรมที่มีอยู่หลายลักษณะ  แต่ได้ผสมกลมกลืนกัน  มีอยู่ทั้งความหลากหลายและความคล้ายคลึง  ภายใต้สำนึกร่วมในความเป็นไทยร่วมกัน

                    ค. รศ.ดร.ธิดา   สาระยา   ได้เรียบเรียบประวัติศาสตร์ชาวนาสยามในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยวิเคราะห์ลักษณะสังคมชาวนา  วิวัฒนาการของการปลูกข้าวในสยามประเทศ 
    โดยแบ่งเป็นยุคสมัยต่าง ๆ จนถึงที่สยามส่งข้าวเป็นสินค้าออกสู่ตลาดโลก 

    วิเคราะห์วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์สู่ความเป็นชาวนาในสังคมสยามใหม่ 
    รวมถึงได้ชี้ให้เห็นวิวัฒนาการของการจัดระบบกรรมสิทธิ์ที่ดิน,  ระบบชนชั้นทางสังคมและให้ความ เห็นเกี่ยวกับวิถีการต่อสู้และวิบากกรรมของชาวนาไทยที่ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

    นิชา
    IP: xxx.47.197.83
    เขียนเมื่อ 

    ขอบคุณค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    157. นิชา ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ มีข่าวที่น่าสนใจ ที่จะบอกต่อดังนี้ค่ะ....

     เมื่อกลางเดือน มีนาคม 2552 ที่มิวเซียมสยามเปิดโชว์ลูกปัดโบราณ"สุริยเทพคลองท่อม"ผลสำรวจแหล่งอารยธรรมโบราณพื้นที่ภาคใต้  ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4  มีความเป็นไปได้ว่า ศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่มาสู่เมืองไทยนานกว่า 2 พันปี
    การสำรวจแหล่งอารยธรรมโบราณในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลางตั้งแต่ จ.กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร พังงา และชุมพร หลังการค้นพบลูกปัดชนิดต่างๆ อายุราว 2,000 ปี ทั้งลูกปัดหิน ลูกปัดแก้วโมเสก ลูกปัดทองคำ เครื่องมือผลิตลูกปัด เช่นรางและเบ้าหิน ว่...
    ในพื้นที่ภูเขาทอง หมู่ที่ 4 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี และ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ขุดพบลูกปัดสัญลักษณ์ตรีรัตนะเป็นเครื่องหมายทางพุทธศาสนาของอินเดียสมัยโบราณทำด้วยทองคำและหินสีมีค่ากึ่งรัตนชาติทั้งคริสตัล อมิทิสต์ โมกุล และอความารีน
    ซึ่งนักโบราณคดีพิสูจน์พื้นที่ที่พบสัญลักษณ์ตรีรัตนะทางวิทยาศาสตร์ด้วยคาร์บอน 14 มีค่าอายุอยู่ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 4-13

    โดยมีข่าวว่า  ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดีระดับชำนาญงานพิเศษ สำนักงานศิลปากรที่ 15 จ.ภูเก็ต ให้สัมภาษณ์ว่า การค้นพบตรีรัตนะทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าชาวอินเดียโบราณนำสัญลักษณ์ดังกล่าวติดตัวระหว่างเดินทางมาทำการค้าในชุมชนทางภาคใต้ของไทย หรืออาจเป็นไปได้ถึงร่องรอยการเผยแผ่ของพุทธศาสนายุคแรกเริ่มจากประเทศอินเดีย

    ร.อ.บุณยฤทธิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการค้นพบหลักฐานทางพุทธศาสนาที่เป็นรูปเคารพของชาวอินเดียนำเข้ามาเผยแผ่ในพื้นที่ของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่พุทธรูปศิลปะอมราวดี ของอินเดีย ที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ที่จ.นครราชสีมา และที่เกาะเซเรเบส ประเทศอินโดนีเซีย แต่อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8

     มิวเซียมสยาม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เปิดแสดงนิทรรศการ"ปริศนาแห่งลูกปัด"อีกครั้งหลังจากที่ปิดชั่วคราวเนื่องจากเกิดเหตุคนร้ายบุกโจรกรรมลูกปัด "สุริยเทพคลองท่อม" เป็นลูกปัดโบราณอายุ 2,000ปีพบเพียงแห่งเดียวในโลกที่อ.คลองท่อม จ.กระบี่เมื่อวันที่ 5มีนาคม ต่อมามีผู้นำสุริยเทพคลองท่อมใส่ซองจดหมายส่งคืนให้มิวเซียมสยามเมื่อวันที่ 12มีนาคม

    พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้เข้าชมนิทรรศการลูกปัดครั้งนี้ เกินเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยมีผู้ชมมากถึง 300คน ทั้งที่ปกติคาดว่าน่าจะมีผู้เข้าชมเพียงวันละ 200คน ทั้งนี้เป็นเพราะสื่อมวลชนนำเสนอข่าวลูกปัด โดยเฉพาะลูกปัดสุริยเทพทำให้มีผู้สนใจมากขึ้นและรู้จักมิวเซียมสยามเพิ่มขึ้นอีกด้วย
    พล.ร.อ.ฐนิธกล่าวว่า มิวเซียมสยามได้ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยจนขณะนี้มีความมั่นใจ โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเซนเซอร์ที่ดูแลตรวจสอบพื้นที่เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงระบบกล้องวงจรปิด ที่ติดตั้งเพิ่มอีก10จุดทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น

    รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น