สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีนะครับผม หลังจากบทความนี้เพิ่งยกลงจากหม้อสนทนา ก็เอามาฝากไว้ในโกทูโนว์ เพื่อว่าเป็นอีกวงจรหนึ่งในการพิจารณา....
บทความนี้จะสวนทางกับ แนวคิดที่ว่า ไม่มีใครฉลาดมาตั้งแต่เกิด และ ง.โง่ มาก่อน ฉ.ฉลาด นะครับ ดังนั้นหากท่านพร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้ร่วมกัน แนวคิดสวนที่สวนทางนี้ กรุณาอ่านต่อไปนะครับ อิอิ....
หากมองคนเราเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาตั้งแต่สเปิร์มปฏิสนธิกับไข่ แล้วพัฒนามาจนเป็นฟีตัสตัวอ่อนที่เป็นคนแล้วมีพัฒนาการเชื่อมต่อสมองวงจรแขนขา หัวใจ ปอด กระเพาะ ตับไตไส้พุง จนรู้สึกว่าถุงลูกโป่งในท้องแม่เล็กเกินไปในโลกแห่งเก้าเดือนนั้นก็จำเป็นต้องลืมตาดูโลกเพื่อเจริญเติบโต เติบใหญ่ในโลกแห่งความจริงและความฝันกันต่อไป
โลกที่ว่านี้ เป็นโลกแห่งการเรียนรู้ หลายๆ คนบอกว่าเราเิกิดมาเพื่อเรียนรู้ และเพื่ออะไรก็ตาม ตามแต่จะคิดนึกกันในแต่ละสมองแต่ละวงจรรูู้้
ผมมองว่าทุกคนนั้นฉลาดมาตั้งแต่เกิด มีวงจรสมองในตัวตนเป็นทุนเบื้องต้นในการเรียนรู้ มีระยางค์ต่างๆ ในการเคลื่อนไหวสมองไปเรียนรู้บนผิวโลก เหนือผิวโลก หรือในโลก ก็ตาม เพราะว่าทุกที่นั้นคือ แหล่งกระตุ้น หรือสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการเรียนรู้นั่นเอง เส้นทางแห่งการเรียนรู้ต่างกันก็เิกิดวงจรรู้ที่แตกต่างกันไป
ผมมองว่าวงจรในสมองนั้น มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามอายุจนว่าจะหยุดในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นพัฒนาการทางธรรมชาติที่ถูกสร้างมาให้เป็นแบบนั้นในทุกๆ คน ส่วนจะมีมากน้อยหรือครบสมบูรณ์แค่ไหน ก็เกิดจาก สิ่งภายใน และภายนอก ผสมกัน ในการนำไปสู่การพัฒนาอย่างชาญฉลาด จากวงจรที่ฉลาดเดิมที่มีมาแล้วตั้งแต่เกิด
จากเริ่มต้นที่เรามีสมองในตอนทารก พ่อแม่ก็อำนวยความสะดวก สอน ให้เรียนรู้ จะเห็นว่า พ่อแม่นั้น ช่วยกันต่อวงจรรู้ในสมองให้เกิดการครบวงจร หรือวงจรปิดนั่นเอง ทำให้ระบบเชื่อมต่อกันในส่วนๆ ซึ่งผมคิดว่าทุกอย่างได้ถูกสร้างไว้หมดแล้วในสมอง ธรรมชาติสร้างเซลล์สมองมาให้แล้ว แต่ว่าแต่ละคนจะมีจำนวนเซลล์มากน้อยไม่เท่ากันก็ตาม แต่อย่างที่ว่าเพราะปัจจัยทั้งภายในและนอกมีผลต่อจำนวนเซลล์ แต่ไ่ม่ได้หมายความว่า จำนวนเซลล์สมองมากกว่าจะรู้มากกว่านะครับ หากวงจรในสมองเหล่านั้นไม่ได้รับการกระตุ้นหรือเชื่อมให้เกิดวงจรรู้ขึ้น เชื่อมต่อกับวงจรรู้ในส่วนอื่นๆ ที่จะเชื่อมต่อกันเป็นวงจรรู้รวมตามฉบับรู้ธรรมชาติอย่างธรรมชาติ
แต่แนวทางจากการมีสมองในเบื้องต้นที่ชาญฉลาดนั้นจะถูกเชื่อมต่อให้วงจรรู้ รับรู้และฝึกฝนให้ไฟฟ้านั้นไหลผ่านในวงจรนั้นอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน ถึงจะำทำให้เกิดการว่องไวและคล่องแคล่วในการประมวลผลความรู้ ความรู้เหล่านี้จึงมีพัฒนาการ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ใดๆ เพราะความรู้นั้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว เิกิดมาแล้ว เพียงแต่จะแสดงให้เห็นในรูปแบบใด ซึ่งอาจจะเกิดในมโนภาพ จินตภาพก่อนจะมาเป็นการสัมผัสได้ในภายหลัง
จะเห็นว่าคนเราเกิดมารู้กันในด้านต่างๆเหมือนกันและแตกต่างกัน ก็เพราะว่าวงจรของแต่ละคนนั้น มีิ่สิ่งเ้ร้าที่ไปกระตุ้นให้แตกต่างกัน ตามวงจรพื้นฐานที่มีอยู่แล้วผสมกับปัจจัยต่างๆ ในการกระตุ้นให้เกิดการรู้ในวงจรภายใน แล้วเกิดองค์รู้ขึ้นมา องค์รู้นั้นก็จะมีการพัฒนาไปสู่การนำไปใช้ในด้านต่างๆ แต่ไ่ม่ได้จะเป็นสิ่งใหม่อะไร บางทีเราก็หลอกตัวเองไปว่าเราค้นพบสิ่งใหม่ เลยทำให้ไปถึงระดับการอวดรู้ โอ้อวดจนเกินเลย แต่ในฐานะผู้สร้างนั้นแล้วนั้น(ผมคิดว่า)คงรับรู้มาหมดแล้ว ผู้สร้างที่ว่าคือธรรมชาติครับ พระธรรมชาติ พระผู้สร้างล้วนคิดดีแล้วว่าทำไมถึงต้องสร้างให้คนเราเป็นแบบนี้ สร้างให้ต้นไม้เป็นแบบนี้ มีหน้าที่และบทบาทแบบนี้ จะเห็นว่า ทุกอย่างมีความชาญฉลาดมาตั้งแต่เกิดหมดเลย เพียงแต่การมาพบเจอสิ่งแวดล้อมภายนอกนั้นจะมีส่วนทำให้เกิดการเชื่อมต่อวงจรรู้ ได้มากเพิ่มขึ้นแค่ไหน หากสมองเราถูกเชื่อมวงจรรู้เข้าด้วยกัน แล้วเป็นไปตามแนวทางของท่านไอน์สไตน์ เราก็จะมีไอน์สไตน์เกิดขึ้นมามายตามบริบทเช่นกันครับ
จะเห็นว่า ความฉลาดนั้น ไม่ได้ยึดติดกับฐานะของคนหรือชนชั้นของคนตามที่เราแบ่งๆ กันเลย เพราะความฉลาดนั้นมีมาตั้งแต่เกิดแล้ว คนที่มีลูกคนทราบดีนะครับผมว่า ผมเทียบเอาจากการที่เคยเลี้ยงเด็กครับ เราจะเห็นว่าเด็กคนนี้จากการคลานปกติ แล้จะคลานไปตามกำแพงกั้นเตี้ยๆ จนในที่สุดเค้าจะยืนได้แล้วหาวิธีการข้ามได้เองในแบบฉลาดๆ แล้วเราบอกว่า อืมเด็กคนนี้ฉลาดจัง คือวงจรรู้ได้ถูกเชื่อมแล้ว ได้เป็นวิีธีการของเค้า ที่เราอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้ แต่เพราะเราถูกกระตุ้นด้วยแบบที่เราเคยเรียนรู้มา
ดังนั้นสมองเรานั้นฉลาดมาตั้งแต่เกิดแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะหาโอกาสเชื่อมต่อวงจรรู้ในสมองของเรานั้นให้เชื่อมต่อกันได้มากขึ้นสุดแล้วเกิดการฝึกฝนให้เกิดสภาพคล่องหรือสภาพการเข้าถึงและประมวลผลให้เร็วได้อย่างไร ตามลักษณะของสิ่งเร้าแบบต่างๆ อาจจะผ่านตา หู จมูก กาย ใจ สัมผัสและไม่สัมผัสต่างๆ บางคนจึงต้องเดินทางไปหาสิ่งเร้ากันไกลๆ เพื่อจะได้เชื่อมต่อวงจรรู้ของตัวเอง
แต่ท้ายที่สุดแล้ววงจรรู้นั้น มีผลทำให้เรารับรู้ เรียนรู้ และรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติ และสร้างขึ้นมาในภายหลังที่เรียกว่าเทคโนโลยี นั่นเป็นเพียงแนวทางการเอื้ออำนวยเท่านั้น แต่หาได้ฝืนวงจรธรรมชาติที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วไม่ วงจรอีกอย่างที่สำคัญที่ต้องนำมาผสมกับองค์รู้คือ วงจรธรรม ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมการรู้อย่างมีสติ บทพื้นฐานของเหตุผลที่มาที่ไปให้วงจรรู้นั้นเกิดการสมบูรณ์มากขึ้น มีตัวตรวจสอบด้วยวงจรธรรมนั่นเอง ซึ่งจะทำให้โลกนี้สมดุล มากขึ้น วงจรรู้ในสมองซีกซ้ายขวาก็เชื่อมต่อกัน ภายในสมองเดี่ยวแล้วก็เืชื่อมโยงกับสมองอื่นๆ ภายนอก ผ่านการโทรจิต สื่อกันทางจิตได้ก็คือการสื่อที่ละเอียดในแนวทางหนึ่งที่ละเอียดกว่าโทรคมนาคมทั่วไป หากทำได้แบบนั้น เราจะมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ในอนาคตได้เช่นกัน
บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น โดยกำหนดเบื้องต้นว่าทุกคนนั้นเกิดมาฉลาดเหมือนๆ กัน และพร้อมที่จะเรียนรู้ในการต่อวงจรรู้ต่างๆ เข้ากับวงจรธรรม ส่วนจะได้สมบูรณ์หรือแตกต่างแค่ไหน อยู่ที่สิ่งเร้าในการเรียนรู้ และความรู้นั้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เทคโนโลยีนั่นเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด แต่ไ่ม่ได้หมายความว่านั่นคือสิ่งที่เจริญแล้วเสมอไป
วันนี้เราสร้างวงจรรู้ และวงจรธรรม เชื่อมโยงกันเพื่อจะร่วมพัฒนานำไปสู่การเป็นอยู่อย่างยั่งยืนและเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขแล้วหรือยัง?
กราบขอบพระคุณมากครับ เชิญร่วมแลกเปลี่ยนและต่อวงจรรู้ร่วมกันครับ
เม้งครับ
อุปสรรค ต่อการต่อวงจรรู้....
สวัสดีครับ
ทุกสิ่งธรรมชาติสร้างไว้หมดแล้ว ครับ คนมาใช้ความสามารถค้นหาเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ แต่กำลังจะทำลายธรรมชาติ และเอาตัวออกห่างจากธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงหายนะ จะก่อเกิดตามมา
หันกลับไปสู่วิถีทางธรรมชาติกันเถิด ครับ
ความฉลาดนั้น ไม่ได้ยึดติดกับฐานะของคนหรือชนชั้นของคนตามที่เราแบ่งๆ กันเลย เพราะความฉลาดนั้นมีมาตั้งแต่เกิดแล้ว
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วย100%ค่ะ จากประโยคด้านบนนี้ค่ะ ตอนนี้ก็เลี้ยงเด็กอยู่เหมือนกันค่ะ
สวัสดีครับคุณลุงวอวรชัย หลักคำ
ขอบพระคุณคุณลุงวอมากๆ เลยครับ ที่มาต่อเติมได้เต็มพลังเลยครับ แล้วนั่นล่ะครับ ใช่เลยครับ
หันกลับไปสู่วิถีทางธรรมชาติกันเถิด
ก่อนจะสายเกินไปหนอ....
เราเอาความฉลาดที่ได้รับมานี่ล่ะ นำกลับไปทำร้ายเพื่อนๆ ของเราด้วยกัน ไม่ว่าจะสัตว์ป่า ต้นไม้ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และอื่นๆ สร้างตัวเงินมาเป็นสื่อกลาง เชื่อมเงินกับทรัพยากรเข้าด้วยกัน หันไปทำลายเพื่อเงินมากกว่าการเกื้อกูลเพื่ออยู่ร่วม เปลี่่ยนจากภูเขาเป็นเหวลึก ขุดกันยันฟ้าถึงห้วงเหว
ตอนนี้อากาศคงปรวนแปรให้คนสำนึกกันไปก่อนครับ บ่อน้ำัมันก็เริ่มแห้งกันแล้ว เผากันดีนัก ป่าไม้ก็ไม่เหลือ ตัดกันดีนัก
การทำลายที่โหดร้ายที่สุดมิใช่การฆ่าชีวิตของเค้าโดยตรง แต่เป็นการทำลายบ้าน เผาบ้านเค้าต่างหากที่เป็นการทำร้ายที่โหดเหี้ยม (เผาป่าใครบ้างที่ต้องตาย สูญพันธุ์นะครับ)
ขอบพระุคุณมากๆ ครับ ที่มาช่วยต่อให้ผมบ่นอีกแล้วครับ
Look deep, deep into nature,
and then you will understand everything better.
จงมองให้ลึกลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วเราจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น (ไอน์สไตน์)
สวัสดีครับพี่ศศินันท์Sasinanda
สบายดีนะครับพี่ น่าชื่นใจทุกครั้งนะครับ ที่ผมนึกถึงพี่อุ้มหลานนะครับ เด็กฉลาดบวกกับความพร้อมในการเปิดโอกาสให้เค้าเรียนรู้และเชื่อมโยงวงจรรู้ของเค้า แถมมาเจอวงจรธรรมจากคุณย่าอีกครับ
การให้ความอบอุ่นกันอย่างธรรมชาติเช่นใด เป็นการสอนธรรมขั้นสูงเช่นกัน
เพราะการสอนธรรม เปิดวงจรธรรมที่ดี ไม่จำเป็นจะต้องตั้ง นโมฯ หนึ่ง สอง สามเสมอไป
ขอบพระคุณพี่มากๆ เลยนะครับ
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น โดยกำหนดเบื้องต้นว่าทุกคนนั้นเกิดมาฉลาดเหมือนๆ กัน และพร้อมที่จะเรียนรู้ในการต่อวงจรรู้ต่างๆ เข้ากับวงจรธรรม ส่วนจะได้สมบูรณ์หรือแตกต่างแค่ไหน อยู่ที่สิ่งเร้าในการเรียนรู้ และความรู้นั้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เทคโนโลยีนั่นเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด แต่ไ่ม่ได้หมายความว่านั่นคือสิ่งที่เจริญแล้วเสมอไป
วันนี้เราสร้างวงจรรู้ และวงจรธรรม เชื่อมโยงกันเพื่อจะร่วมพัฒนานำไปสู่การเป็นอยู่อย่างยั่งยืนและเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขแล้วหรือยัง?
อมยิ้มเพราะในคนปกติตั้งแต่เกิดเรามีเซลล์สมองเท่ากันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ต่างกันคือการเชื่อมต่อ " วงจร " จริงๆ ..ซึ่งการเชื่อมต่อวงจรต่างๆในตอนเล็กๆย่อมหนีไม่พ้นจากผู้ดูแลเป็นหลัก ส่วนตอนโตก็อยู่ที่เจ้าของว่าจะดูแล จะเชื่อมวงจรต่างๆอย่างไรทั้งวงจรรู้ วงจรโลก และวงจรธรรม
กำแพงกั้นการเชื่อมวงจรทั้งภายในและภายนอกมักจะเกิดจากตัวเราเองเป็นหลักที่สร้างขอบเขตด้วยความรู้สึกหรือคำจำกัดความต่างๆ จนกลายมาเป็นกำแพงใสที่ขังเราอยู่ภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว คำจำกัดความสารพัดที่เราสร้างขึ้นตั้งแต่พุทธ คริสต์ อิสลาม ดี เลว ฯลฯล้วนเป็นการให้คุณค่าของสิ่งหนึ่งและลดคุณค่าของอีกสิ่งหนึ่งทั้งสิ้น..การจะทะลุกำแพงนี้จึงต้องมองข้ามคำจำกัดความในใจของเราให้ได้ก่อนค่ะ มองไปที่แก่น หรือองค์ประกอบร่วมของสรรพสิ่งมากกว่าจะมองที่ความแตกต่าง การเชื่อมวงจรจึงจะเกิดได้ง่ายขึ้น
หลานเบิร์ดเคยถามว่าโลกนี้ทำไมมีทั้งคนดีและคนเลว และคนเลวคืออะไร เบิร์ดนิ่งไปนานเลยนะคะ เพราะเบิร์ดไม่อยากเพิ่มคำจำกัดความให้กับเค้าอีก แต่ก็ต้องตอบเลยเลือกที่จะตอบว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนดีหรือเลว โลกมีเพียงคนที่คิดและทำต่างกันเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเราเลือกที่จะคิดและทำอย่างไรต่างหาก
ขอบคุณสำหรับบันทึกชวนคิดบันทึกนี้ค่ะ ( ว่าแต่เชฟคนนี้น่าจะชอบอาหารจานร้อนน่าดูนะคะ เพราะยกลงจากเตาก็เอามาเสริฟเลย ^ ^ )
สวัสดีครับคุณเม้ง
ถ้าเป็นเรื่องความสามารถของสมองผมคิดอย่างคุณเม้งครับ ผมเคยเลี้ยงสุนัขตั้งแต่มันคลอด เริ่มกินนมแม่ได้ทุกตัวเก่งเท่า ๆ กันในการเข้าหานมแม่ แต่มีตัวแข็งแรงกว่าตัวอื่นที่ได้กินนมแม่มากกว่า
หลังจากนั้นมีการเจริญเติบโตต่างกัน ภายหลังมีบางตัวนิสัยเริ่มเกเรเอาเปรียบพี่น้องและใช้กำลัง
สภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน แต่มีความแตกต่างของลูกสุนัข
การเชื่อมต่อวงจรของสมองเกิดได้ใกล้เคียงกัน ความสามารถของสมองของสุนัขใกล้เคียงกัน แต่นิสัยไม่เหมือนกัน
"คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด" "สุนัขโง่เป็นเหยื่อของสุนัขฉลาด" ผมว่าประเด็นโง่ฉลาดนี่กลายเป็นเรื่องนิสัย หรือพฤติกรรมไปแล้ว
ผมจึงเห็นด้วยว่าคนโง่อาจมีความสามารถทางสมองเป็นเลิศก็ได้ครับ
อาจไม่มีคนโง่หรือคนฉลาด อย่างที่คุณเบิร์ดว่า ไม่มีคนดีหรือคนเลว แต่เป็นเรื่องการคิดที่ต่างกันภายใต้สมองที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน
แต่ทั้งนี้การต่อเชื่อมวงจรของบางคนอาจมีปัญหาก็ได้ครับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล ก็ไม่สามารถระบุได้ออกมาว่าใครฉลาดกว่าใคร ยกเว้นเราจะทดสอบ ไอคิว ( แต่ว่าไอคิวใช่ตัวบอกว่าสมองใครฉลาดกว่าสมองใครได้จริงหรือไม่ครับ ......ทิ้งคำถามครับ )
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
ขอบคุณมากๆ นะครับ ที่มาช่วยบอกกล่าวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ ทั้งวงจรรู้ วงจรโลก และวงจรธรรม ครับ ตลอดจนเรื่องเครื่องกั้นวงจรรู้ กำแพงเครื่องกั้นใสๆ ในการต่อเชื่อมวงจรครับ
และพร้อมยกตัวอย่างดีๆ เรื่องการไม่มองดีชั่ว แต่มองเป็นทางบวกในเรื่องของการเลือกหรือทางเลือกที่จะทำครับ เด็กก็ต้องสร้างกระบวนการทางปัญญาในการตัดสินใจกันเอาเอง พร้อมเชื่อมวงจรให้ครบเพื่อตอบให้ได้ว่าตนจะเลือกเดินอย่างไร ทางไหน
ขอบพระคุณมากๆ นะครับ
สวัสดีครับคุณมิตร
สบายดีนะครับผม คิดถึงนะครับผม ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ ที่มาช่วยกันต่อเติมประสบการณ์ครับ เล่าสู่กันอ่านครับ
เรื่องเหยื่อ หรือการเป็นเหยื่อ หรือผู้ล่า นี่น่าสนใจนะครับ มันเป็นโอกาสในการครอบครองอีกฝ่ายหนึ่งในยามที่อีกฝ่ายอ่อนกำลัง แต่ในขณะเดียวเื่มื่อเหยื่อลดปริมาณลง ตัวเองก็จะกัดกินกันเอง แ่ก่งแย่งกันเองจนในที่สุดก็ล้มตายกันต่อ และเหยื่อที่อ่อนแออยู่ก็กลับมีพลังในการแพร่พันธุ์กันต่อไป เป็นวงจรกรรม ตามธรรมชาติและหลักของความสมดุลครับ ประมาณว่า T who T it. หรือแปลเป็นไทยคือ ทีใครทีมันนั่นเอง เราเห็นตัวอย่างกันเยอะครับในทุกๆ ด้านเลยครับ
สำหรับเรื่อไอคงไอคิว ไอเจ ไอแจ็ค อะไรนั่น แค่เครื่องวัดเท่่านั้นครับ แล้ววัดได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ ไ่ม่ได้จะสรุปว่าคนนี้เป็นอย่างนั้นเสมอไปครับ อยู่ที่ว่าข้อสอบที่เอามาวัดนั้นมันตรงกับที่เรารู้และคิดได้แค่ไหนนะครับ เหมือนๆ กับข้อสอบสอบเข้าอะไรต่างๆ นั่นหล่ะครับ ไม่ได้พิสูจน์อะไรมากหรอกครับ แค่วัดว่าเวลานั้น ใครพร้อมจากการมีวงจรรู้ตรงและสอดรับกับตัวข้อสอบนั้น ในเวลาั้นั้นๆ แค่นั้นเองครับ สรุปไม่ได้ว่าใครเหนือใคร เพราะยังมีคลังในส่วนอื่นที่ไม่ได้เอามาวัดอีกมากมายครับ
เหมือนเราไล่เด็กที่ได้เกรดเฉลี่ย 1.99 ออกจากมหาวิทยาลัยในขณะที่คนที่ีมีคะแนน 2.00 ผ่านและเรียนต่อไปนะครับ แต่คนที่ 1.99 ก็ต้องไปหาแนวทางอื่น จะสรุปไม่ได้หรอกครับ ว่าคนนี้โง่โดนไล่ออกครับ
ขอบคุณมากๆ นะครับ คนเราก็พยายามแปลงนามให้เป็นรูปครับ เพื่อจะจับต้อง คลำ นอนกอดกัน ติดไว้หัวนอน ข้างฝากบ้านกันครับ นี่หล่ะหนอ...ธรรมชาติ
โชคดีนะครับผม
สวัสดีครับพี่Lin Hui
ขอบคุณมากๆ ครับพี่ ผมเน้นก็กรณีทั่วๆ ไปครับ ส่วนความผิดปกติอาจจะเป็นปัจจัยภายใน ก็ถือว่าเป็นตัวตั้งที่ต่างกัน แต่ยังไงเค้าก็มีวงจรรู้ เรียนรู้ได้เช่นกันครับ คนที่ช่วยต่อวงจรอาจจะต้องเข้าใจเค้าเหล่านั้นมากขึ้น นับได้ว่าเป็นครูผู้ประเสริฐทั้งกายใจและปัญญาครับ
ผมชอบตัวอย่างเรื่องการใช้สมองตลอดชีวิตจังครับ เพราะว่าน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารกำลังสมอง พลังทางความคิด ไม่ได้ใช้ก็ทื่อได้้เช่นกันครับ ใช้บ่อยๆ ก็คมได้และตอบสนองทันทีได้เช่นกันครับ
ขอบคุณพี่มากๆ นะครับ
สวัสดีครับพี่TAFS
สวัสดีครับพี่ TAFS
ขอบคุณมากๆ เลยครับ สำหรับความเห็นและเรื่องเ่ล่าเพิ่มเติมเรื่ง ดร.ควาย ครับ นับว่าเป็นกำแพงอย่างหนึ่งเหมือนกันนะครับ ในการทำงานกับชาวบ้าน หรือกลุ่มคนในสังคมหนึ่งๆ การเข้าไปอยู่กับชาวบ้าน หากเราจะพัฒนาชาวบ้าน ตอนแรกเราคงต้องให้ชาวบ้านพัฒนาตัวเราก่อน ก่อนที่จะเข้าไปส่งเสริมหรือแนะนำคนในชุมชนครับ
ขอบคุณมากๆ เลยครับ เืรื่องนี้สอนอะไรหลายๆ อย่างเลยนะครับ
สวัสดีครับ
ขอมองอีกทางนะครับ.....
คนเราเกิดมาเพราะพ่อแม่ทำให้เกิด(เหตุปัจจัย)
คนและสัตว์มีศักยภาพตั้งแต่เกิด มีความพร้อมที่จะโง่หรือฉลาดตามเหตุปัจจัยเกื้อหนุนหลังจากเกิดแล้ว(เปรียบเหมือนเม็ดพืชมีศักยภาพพร้อมที่จะเจริญเติบโตและปรับตัวเมื่องอกเป็นต้นกล้ามาแล้ว แต่จะเจริญเติบโตได้ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเกื้อหนุนจากสถานที่นั้นๆ)
ศักยภาพนั้นยังไม่ควรเรียกว่าฉลาดเพราะเป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นของชาติพันธุ์เท่านั้น
ซึ่งเมื่อคิดอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้อะไร? เพียงแต่รอให้เกิดปัญหาก็จะแก้ได้เอง ซึ่งความจริงมีให้เห็นว่าการอบรมสั่งสอนที่ต่างกันทำให้มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ต่างกัน(ฉลาดต่างกัน)
อย่าพึ่งค้านนะครับ...หมัดเด็ดของผมมีดังนี้....
เด็ก(แรกเกิด)เปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์เปล่าที่ลงไว้เฉพาะ OS (เช่น windows, เท่านั้น
แป๋ว...ยังไม่จบไปเสียแล้ว...
ต่อนะครับ
เด็ก(แรกเกิด)เปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์เปล่าที่ลงไว้เฉพาะ OS (เช่น windows, Linux, ฯลฯ) เท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ลง Programs อื่นๆ ลงไป จะนำไปใช้วิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์ดินฟ้าอากาศ หรือทำบัญชีต่างๆ ไม่ได้ (ในจริง windows หรือ Linux ฯลฯ ได้ลงโปรแกรมให้แล้วบางส่วน เช่นดูภาพ ดูหนัง พิมพ์งานฯ นั่นถือเป็นบริการเสริม)
ศักยภาพ = OS
ความสามารถ(ฉลาด) = โปรแกรมต่างที่ลงไป
เมื่อต้องการใช้งานจริงก็ค่อยลงโปรแกรมอื่นเพิ่มตามต้องการ คอมใช้งานได้ต่างกันขึ้นกับโปรแกรมที่ลงไป...
คนเราอบรมมาต่างกันทำให้มีความสามารถต่างกัน
คิดต่อเอาเองนะครับ
สวัสดีครับคุณ เอกชน
ดีใจจังครับ ที่คุณเข้ามาทักทายและติดตามอ่านนะครับ และดีใจมากกว่าที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนกันนะครับ ความเห็นต่างแบบนี้เป็นเรื่องที่สร้างสรรค์มากๆ เลยหล่ะครับ ทำให้เราได้มุมมองที่กว้างและรอบมากขึ้น ทำให้เราเห็นลูกบอลที่วางอยู่ตรงนั้นกลมมากขึ้น
สำหรับเรื่องความฉลาดนั้น น่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ ในบทความนี้ที่เขียนไว้ว่าฉลาดมาตั้งแต่เกิดเป็นเพียงแนวทางของการคิดเพียงด้านหนึ่งเท่านั้นเหมือนมองบอลด้านเดียวเช่นกันครับ จึงต้องช่วยกันเติมเต็มครับ โดยสิ่งที่ผมวางคำว่าฉลาดในเบื้องต้นของเด็กแรกเกิดนั้น เพราะมองว่ามีพัฒนาการและมีความฉลาดในตัวในเรื่องทุนทางร่างกายและความพร้อมที่ได้รับมาในเบื้องต้น และพัฒนาการไปสู่ในการพัฒนาโดยมองที่พัฒนาการของคนนั้นๆ เป็นหลัก โดยไม่เน้นในการเทียบกับบุคคลอื่นเป็นหลัก
ในปัจจุบันเรามักจะมีการวัดศักยภาพกันระหว่างคน ระหว่างเครื่อง ว่ารุ่นนี้ดีกว่ารุ่นนี้ ยี่ห้อนี่แน่กว่ายี่ห้อนั้นเป็นหลัก โดยที่ในแต่ละสมองที่ได้มานั้นก็ธรรมชาติสร้างและนำไปสู่พัฒนาการได้ในทางที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันครับ ผมชอบเห็นพัฒนาการของเด็กเวลาสอน แม้ว่าเค้าจะทำคะแนนได้ไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่หากเค้าพัฒนาขึ้นจากตัวเค้าในก่อนหน้านั้น ก็ถือว่าเค้ามีความฉลาด คือเรียนรู้ได้ และเรียนรู้ได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ต่างๆ กันเช่นกัน อย่างที่คุณยกตัวอย่างเรื่องเหตุปัจจัยครับ ใช่เลยครับ
สำหรับการเปรียบเทียบสมองเด็กกับคอมพ์ที่ลงโอเอสในเบื้องต้นนั้น ก็สามารถเทียบได้ระดับหนึ่งครับ แต่เพียงแต่ว่ากลไกในสมองเด็กนั้นมีพัฒนาการที่เหนือกว่าคอมพ์มากๆ เพราะสามารถเรียนรู้ได้เองตามตรรกะที่ผ่านทางระบบการนำเข้าทางสัมผัสทางกายใจและปัญญา
ส่วนคอมพ์นั้น จะลงโปรแกรมอะไรเพิ่มเติมนั้น ก็เพียงแต่เพิ่มให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นแค่นั้นแต่ไม่ได้คิดได้เอง เพราะระบบภายในเป็นเพียงระบบการทำงานตามที่วางและำกำหนดไว้เท่านั้น
อย่างถามคนสักร้อยคน ว่าจงคิดว่า 19x5 ได้เท่ากับเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าในร้อยคน อาจจะได้วิธีที่ต่างๆ กัน แต่ละคนจะมีพัฒนาการในตัวเอง เรื่องความเร็ว เรื่องการพัฒนาเข้าถึงคำตอบและตรวจสอบ
เพราะบางคนอาจจะตั้งคูณกันตรงๆ บางคนอาจจะคำนวณ 20x5 แล้วหักออกอีก ห้า ตามแบบแม่ค้าในตลาด หรือวิธีการอื่นๆ ซึ่งเป็นกลไกทางสมองที่น่าสนใจครับ
ท้ายที่สุดแล้ว...อยู่ที่เราว่าเราจะวัดว่าเราฉลาดหรือไม่ โดยอาจจะวัดจากพัฒนาการในการเรียนรู้ของตัวเองเีทียบกับเวลาก่อนหน้านี้ หรือว่าเราจะวัดกับคนรอบข้างซึ่งอาจจะมีส่วนนำมาสู่ความเปรียบเทียบและขัดแย้งตามมาก็อาจจะได้ หรืออาจจะนำไปสู่การแข่งขันพัฒนาการทางสมองมากขึ้นก็ได้ ตามแต่เหตุปัจจัยอย่างที่คุณว่าอีกเช่นกันครับ
ความทุกข์ในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่พอและเทียบกับคนรอบข้างเลยต้องดิ้นรนในการหาโปรแกรมใหม่ๆ มาติดตั้งมาลงให้มีให้ได้อย่างที่เครื่องอื่นมี สมองคนอื่นมี เราเลยเจอสภาพที่ต่างๆ กันในสังคมหลากหลายใบนี้แตกต่างกันเยอะพอสมควร
ขอบคุณมากๆ เลยนะครับผม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อนะครับ
สวัสดีครับ
การเปรียบเทียบก็คือการยกตัวอย่าง(การเปรียบเทียบมีหลายอย่าง)
คอมที่มีโอเอสอย่างเดียวก็เปรียบเสมือนเด็ก
คอมที่ลงโปรแกรมเพิ่มก็เปรียบเสมือนเด็กที่(เกิดและอยู่รอดกระทั้ง)ได้รับการอบรมต่างๆ นานา....ฯลฯ
ไม่ได้เปรียบว่าเด็กฉลาดหรือโง่กว่าคอมแต่อย่างใด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบอย่างนั้นคงแปลกๆ(เราคนหนึ่งละไม่ทำแน่ๆ )
เพราะแม้คอมจะแก้ปัญหาได้ดีมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดแน่ๆๆ แต่สมองคนไร้ขึดจำกัด
"ความทุกข์ในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดจาก..."
ความทุกข์(ทุกข์ใจ)นี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดศักยภาพ(ปัญญา)ในเรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์(ทุกข์ใจ)นั้น