สวัสดีครับทุกท่าน

        สบายดีนะครับผม หลังจากบทความนี้เพิ่งยกลงจากหม้อสนทนา ก็เอามาฝากไว้ในโกทูโนว์ เพื่อว่าเป็นอีกวงจรหนึ่งในการพิจารณา....

        บทความนี้จะสวนทางกับ แนวคิดที่ว่า ไม่มีใครฉลาดมาตั้งแต่เกิด และ ง.โง่ มาก่อน ฉ.ฉลาด นะครับ ดังนั้นหากท่านพร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้ร่วมกัน แนวคิดสวนที่สวนทางนี้ กรุณาอ่านต่อไปนะครับ อิอิ....

        หากมองคนเราเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาตั้งแต่สเปิร์มปฏิสนธิกับไข่ แล้วพัฒนามาจนเป็นฟีตัสตัวอ่อนที่เป็นคนแล้วมีพัฒนาการเชื่อมต่อสมองวงจรแขนขา หัวใจ ปอด กระเพาะ ตับไตไส้พุง จนรู้สึกว่าถุงลูกโป่งในท้องแม่เล็กเกินไปในโลกแห่งเก้าเดือนนั้นก็จำเป็นต้องลืมตาดูโลกเพื่อเจริญเติบโต เติบใหญ่ในโลกแห่งความจริงและความฝันกันต่อไป

        โลกที่ว่านี้ เป็นโลกแห่งการเรียนรู้ หลายๆ คนบอกว่าเราเิกิดมาเพื่อเรียนรู้ และเพื่ออะไรก็ตาม ตามแต่จะคิดนึกกันในแต่ละสมองแต่ละวงจรรูู้้

        ผมมองว่าทุกคนนั้นฉลาดมาตั้งแต่เกิด มีวงจรสมองในตัวตนเป็นทุนเบื้องต้นในการเรียนรู้ มีระยางค์ต่างๆ ในการเคลื่อนไหวสมองไปเรียนรู้บนผิวโลก เหนือผิวโลก หรือในโลก ก็ตาม เพราะว่าทุกที่นั้นคือ แหล่งกระตุ้น หรือสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการเรียนรู้นั่นเอง เส้นทางแห่งการเรียนรู้ต่างกันก็เิกิดวงจรรู้ที่แตกต่างกันไป

        ผมมองว่าวงจรในสมองนั้น มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามอายุจนว่าจะหยุดในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นพัฒนาการทางธรรมชาติที่ถูกสร้างมาให้เป็นแบบนั้นในทุกๆ คน ส่วนจะมีมากน้อยหรือครบสมบูรณ์แค่ไหน ก็เกิดจาก สิ่งภายใน และภายนอก ผสมกัน ในการนำไปสู่การพัฒนาอย่างชาญฉลาด จากวงจรที่ฉลาดเดิมที่มีมาแล้วตั้งแต่เกิด

        จากเริ่มต้นที่เรามีสมองในตอนทารก พ่อแม่ก็อำนวยความสะดวก สอน ให้เรียนรู้ จะเห็นว่า พ่อแม่นั้น ช่วยกันต่อวงจรรู้ในสมองให้เกิดการครบวงจร หรือวงจรปิดนั่นเอง ทำให้ระบบเชื่อมต่อกันในส่วนๆ ซึ่งผมคิดว่าทุกอย่างได้ถูกสร้างไว้หมดแล้วในสมอง ธรรมชาติสร้างเซลล์สมองมาให้แล้ว แต่ว่าแต่ละคนจะมีจำนวนเซลล์มากน้อยไม่เท่ากันก็ตาม แต่อย่างที่ว่าเพราะปัจจัยทั้งภายในและนอกมีผลต่อจำนวนเซลล์ แต่ไ่ม่ได้หมายความว่า จำนวนเซลล์สมองมากกว่าจะรู้มากกว่านะครับ หากวงจรในสมองเหล่านั้นไม่ได้รับการกระตุ้นหรือเชื่อมให้เกิดวงจรรู้ขึ้น เชื่อมต่อกับวงจรรู้ในส่วนอื่นๆ ที่จะเชื่อมต่อกันเป็นวงจรรู้รวมตามฉบับรู้ธรรมชาติอย่างธรรมชาติ

        แต่แนวทางจากการมีสมองในเบื้องต้นที่ชาญฉลาดนั้นจะถูกเชื่อมต่อให้วงจรรู้ รับรู้และฝึกฝนให้ไฟฟ้านั้นไหลผ่านในวงจรนั้นอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน ถึงจะำทำให้เกิดการว่องไวและคล่องแคล่วในการประมวลผลความรู้ ความรู้เหล่านี้จึงมีพัฒนาการ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ใดๆ เพราะความรู้นั้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว เิกิดมาแล้ว เพียงแต่จะแสดงให้เห็นในรูปแบบใด ซึ่งอาจจะเกิดในมโนภาพ จินตภาพก่อนจะมาเป็นการสัมผัสได้ในภายหลัง

        จะเห็นว่าคนเราเกิดมารู้กันในด้านต่างๆเหมือนกันและแตกต่างกัน ก็เพราะว่าวงจรของแต่ละคนนั้น มีิ่สิ่งเ้ร้าที่ไปกระตุ้นให้แตกต่างกัน ตามวงจรพื้นฐานที่มีอยู่แล้วผสมกับปัจจัยต่างๆ ในการกระตุ้นให้เกิดการรู้ในวงจรภายใน แล้วเกิดองค์รู้ขึ้นมา องค์รู้นั้นก็จะมีการพัฒนาไปสู่การนำไปใช้ในด้านต่างๆ แต่ไ่ม่ได้จะเป็นสิ่งใหม่อะไร บางทีเราก็หลอกตัวเองไปว่าเราค้นพบสิ่งใหม่ เลยทำให้ไปถึงระดับการอวดรู้ โอ้อวดจนเกินเลย แต่ในฐานะผู้สร้างนั้นแล้วนั้น(ผมคิดว่า)คงรับรู้มาหมดแล้ว ผู้สร้างที่ว่าคือธรรมชาติครับ พระธรรมชาติ พระผู้สร้างล้วนคิดดีแล้วว่าทำไมถึงต้องสร้างให้คนเราเป็นแบบนี้ สร้างให้ต้นไม้เป็นแบบนี้ มีหน้าที่และบทบาทแบบนี้ จะเห็นว่า ทุกอย่างมีความชาญฉลาดมาตั้งแต่เกิดหมดเลย เพียงแต่การมาพบเจอสิ่งแวดล้อมภายนอกนั้นจะมีส่วนทำให้เกิดการเชื่อมต่อวงจรรู้ ได้มากเพิ่มขึ้นแค่ไหน หากสมองเราถูกเชื่อมวงจรรู้เข้าด้วยกัน แล้วเป็นไปตามแนวทางของท่านไอน์สไตน์ เราก็จะมีไอน์สไตน์เกิดขึ้นมามายตามบริบทเช่นกันครับ

           จะเห็นว่า ความฉลาดนั้น ไม่ได้ยึดติดกับฐานะของคนหรือชนชั้นของคนตามที่เราแบ่งๆ กันเลย เพราะความฉลาดนั้นมีมาตั้งแต่เกิดแล้ว คนที่มีลูกคนทราบดีนะครับผมว่า ผมเทียบเอาจากการที่เคยเลี้ยงเด็กครับ เราจะเห็นว่าเด็กคนนี้จากการคลานปกติ แล้จะคลานไปตามกำแพงกั้นเตี้ยๆ จนในที่สุดเค้าจะยืนได้แล้วหาวิธีการข้ามได้เองในแบบฉลาดๆ แล้วเราบอกว่า อืมเด็กคนนี้ฉลาดจัง คือวงจรรู้ได้ถูกเชื่อมแล้ว ได้เป็นวิีธีการของเค้า ที่เราอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้ แต่เพราะเราถูกกระตุ้นด้วยแบบที่เราเคยเรียนรู้มา

           ดังนั้นสมองเรานั้นฉลาดมาตั้งแต่เกิดแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะหาโอกาสเชื่อมต่อวงจรรู้ในสมองของเรานั้นให้เชื่อมต่อกันได้มากขึ้นสุดแล้วเกิดการฝึกฝนให้เกิดสภาพคล่องหรือสภาพการเข้าถึงและประมวลผลให้เร็วได้อย่างไร ตามลักษณะของสิ่งเร้าแบบต่างๆ อาจจะผ่านตา หู จมูก กาย ใจ สัมผัสและไม่สัมผัสต่างๆ บางคนจึงต้องเดินทางไปหาสิ่งเร้ากันไกลๆ เพื่อจะได้เชื่อมต่อวงจรรู้ของตัวเอง

           แต่ท้ายที่สุดแล้ววงจรรู้นั้น มีผลทำให้เรารับรู้ เรียนรู้ และรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติ และสร้างขึ้นมาในภายหลังที่เรียกว่าเทคโนโลยี นั่นเป็นเพียงแนวทางการเอื้ออำนวยเท่านั้น แต่หาได้ฝืนวงจรธรรมชาติที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วไม่ วงจรอีกอย่างที่สำคัญที่ต้องนำมาผสมกับองค์รู้คือ วงจรธรรม ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมการรู้อย่างมีสติ บทพื้นฐานของเหตุผลที่มาที่ไปให้วงจรรู้นั้นเกิดการสมบูรณ์มากขึ้น มีตัวตรวจสอบด้วยวงจรธรรมนั่นเอง ซึ่งจะทำให้โลกนี้สมดุล มากขึ้น  วงจรรู้ในสมองซีกซ้ายขวาก็เชื่อมต่อกัน ภายในสมองเดี่ยวแล้วก็เืชื่อมโยงกับสมองอื่นๆ ภายนอก ผ่านการโทรจิต สื่อกันทางจิตได้ก็คือการสื่อที่ละเอียดในแนวทางหนึ่งที่ละเอียดกว่าโทรคมนาคมทั่วไป หากทำได้แบบนั้น เราจะมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ในอนาคตได้เช่นกัน

           บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น โดยกำหนดเบื้องต้นว่าทุกคนนั้นเกิดมาฉลาดเหมือนๆ กัน และพร้อมที่จะเรียนรู้ในการต่อวงจรรู้ต่างๆ เข้ากับวงจรธรรม ส่วนจะได้สมบูรณ์หรือแตกต่างแค่ไหน อยู่ที่สิ่งเร้าในการเรียนรู้ และความรู้นั้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เทคโนโลยีนั่นเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด แต่ไ่ม่ได้หมายความว่านั่นคือสิ่งที่เจริญแล้วเสมอไป

           วันนี้เราสร้างวงจรรู้ และวงจรธรรม เชื่อมโยงกันเพื่อจะร่วมพัฒนานำไปสู่การเป็นอยู่อย่างยั่งยืนและเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขแล้วหรือยัง?

กราบขอบพระคุณมากครับ เชิญร่วมแลกเปลี่ยนและต่อวงจรรู้ร่วมกันครับ

เม้งครับ