สวัสดีค่ะคุณเม้ง
บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น โดยกำหนดเบื้องต้นว่าทุกคนนั้นเกิดมาฉลาดเหมือนๆ กัน และพร้อมที่จะเรียนรู้ในการต่อวงจรรู้ต่างๆ เข้ากับวงจรธรรม ส่วนจะได้สมบูรณ์หรือแตกต่างแค่ไหน อยู่ที่สิ่งเร้าในการเรียนรู้ และความรู้นั้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เทคโนโลยีนั่นเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด แต่ไ่ม่ได้หมายความว่านั่นคือสิ่งที่เจริญแล้วเสมอไป
วันนี้เราสร้างวงจรรู้ และวงจรธรรม เชื่อมโยงกันเพื่อจะร่วมพัฒนานำไปสู่การเป็นอยู่อย่างยั่งยืนและเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขแล้วหรือยัง?
อมยิ้มเพราะในคนปกติตั้งแต่เกิดเรามีเซลล์สมองเท่ากันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ต่างกันคือการเชื่อมต่อ " วงจร " จริงๆ ..ซึ่งการเชื่อมต่อวงจรต่างๆในตอนเล็กๆย่อมหนีไม่พ้นจากผู้ดูแลเป็นหลัก ส่วนตอนโตก็อยู่ที่เจ้าของว่าจะดูแล จะเชื่อมวงจรต่างๆอย่างไรทั้งวงจรรู้ วงจรโลก และวงจรธรรม
กำแพงกั้นการเชื่อมวงจรทั้งภายในและภายนอกมักจะเกิดจากตัวเราเองเป็นหลักที่สร้างขอบเขตด้วยความรู้สึกหรือคำจำกัดความต่างๆ จนกลายมาเป็นกำแพงใสที่ขังเราอยู่ภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว คำจำกัดความสารพัดที่เราสร้างขึ้นตั้งแต่พุทธ คริสต์ อิสลาม ดี เลว ฯลฯล้วนเป็นการให้คุณค่าของสิ่งหนึ่งและลดคุณค่าของอีกสิ่งหนึ่งทั้งสิ้น..การจะทะลุกำแพงนี้จึงต้องมองข้ามคำจำกัดความในใจของเราให้ได้ก่อนค่ะ มองไปที่แก่น หรือองค์ประกอบร่วมของสรรพสิ่งมากกว่าจะมองที่ความแตกต่าง การเชื่อมวงจรจึงจะเกิดได้ง่ายขึ้น
หลานเบิร์ดเคยถามว่าโลกนี้ทำไมมีทั้งคนดีและคนเลว และคนเลวคืออะไร เบิร์ดนิ่งไปนานเลยนะคะ เพราะเบิร์ดไม่อยากเพิ่มคำจำกัดความให้กับเค้าอีก แต่ก็ต้องตอบเลยเลือกที่จะตอบว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนดีหรือเลว โลกมีเพียงคนที่คิดและทำต่างกันเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเราเลือกที่จะคิดและทำอย่างไรต่างหาก
ขอบคุณสำหรับบันทึกชวนคิดบันทึกนี้ค่ะ ( ว่าแต่เชฟคนนี้น่าจะชอบอาหารจานร้อนน่าดูนะคะ เพราะยกลงจากเตาก็เอามาเสริฟเลย ^ ^ )