บันทึกนี้ เขียนขึ้นเองจากประสบการณ์ นายไม่ชอบลูกน้องที่มีลักษณะ10 ข้อ ดังนี้ครับ
1. ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย ต้องถามทุกเรื่อง
2. ให้ทำงานแล้วมีแต่ปัญหา
3. ชอบบ่นว่างานมาก หรือ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
4. ไม่ปรับตัวเข้าหานาย แต่จะให้นายปรับตัวเข้าหาตัวเอง
5. ทำงานแล้วชอบเรียกร้องความสำคัญให้ตัวเอง
6. ทำงานแบบล้ำเส้น โดยข้ามหัวนาย
7. ไม่ให้เกียรตินาย
8. จับประเด็นงานไม่ถูก
9. อบรมอะไรมาแล้วตอบไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร ต้องทำอย่างไร หรือตอบผิดประเด็นไม่ตรงกับที่เขาต้องการให้ทำ
10.ชอบอ้างคำสั่ง ว่าต้องทำตามที่สั่ง โดยตอบไม่ได้ว่าทำแล้วเกิดประโยชน์อะไร
เอาแค่ 10 ข้อก่อนครับ ข้อใหนไม่ถูกไม่ต้อง ก็ท้วงติงเข้ามาได้ครับ เพราะเขียนจากประสบการณ์ อาจจะผิดก็ได้
ท่านผู้อ่านมีอะไรเพิ่มเติม ช่วยเสนอเข้ามาครับ หรือ จะเพิ่มประเด็นกรณี นายที่ลูกน้องไม่ชอบ ก็ได้นะครับ จะได้สมดุลย์ กัน
ขอบคุณครับ
ผอ.ครับ ผมคิดว่าเป็นอาการของคนขาดสามัญสำนึก ซึ่งสมัยนี้เป็นกันมากเหมือนกัน ข้อ ๑ อาจคัดกรองได้ด้วยการตั้งคำถามที่ถูกต้องในเวลาสัมภาษณ์ ส่วนข้ออื่นไม่รู้จะกรองยังไงครับ
ทั้ง ๑๐ ข้อ เปลี่ยนนายเป็นลูกน้อง ก็จะเป็นอาการเดียวกันครับ
คงจะต้องขอยกข้อสุดท้ายไว้ค่ะ เพราะทำงานบางเรื่องต้องรอคำสั่ง (หนังสือก่อน) เกิดทำไปแล้วเข้าตัวก็ไม่คุ้ม ยิ่งตำแหน่งน้อยๆ อยู่ เดียวมันจะไม่อยู่กับเราค่ะ
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.
แล้ว ทำไมเจ้านาย...ไม่ชอบ
อรุณสวัสดิ์ครับ
ชอบใจจังครับเรือง ลูกน้องที่นายไม่ชอบ เพราะมาจากชีวิตจริง
แต่ถ้าหากมองมุมกลับ ลูกน้องก็ไม่ชอบนาย ในลักษณะที่ว่านี้เช่นกัน และมีนายจำนวนมาก ไม่รู้ว่าตนเองมีลักษณะดังกล่าว และเอาตำแหน่งมาเป็นที่ตั้ง (อันนี้พูดในฐานะที่เคย เป็นทั้งนายและลูกน้อง มาก่อน)
ลักษณะของนายที่ลูกน้องไม่ชอบ เช่น ขออนุญาตย้อนรอย นะครับ
ความคิดของหัวหน้า และลูกน้อง มักสวนทางกันเสมอ
ทางที่ดี ทั้งเจ้านายและลูกน้อง ควรเรียนรู้กันและกัน เพื่อผลประโยชน์องค์กรและความสุขในการทำงาน
สวัสดีค่ะ ท่าน ผอ.
น่าสนใจค่ะว่า ทำไมเจ้านายไม่ชอบพฤติกรรมทั้งสิบ
ขออนุญาตคิดมุมกลับว่า..ลูกน้องจะพัฒนาพฤติกรรมทั้ง 10 ขึ้นมาได้..อาจะเพราะเคยเจอพฤติกรรมเจ้านายลักษณะดังนี้
1 เวลาให้ทำงานก็ชอบตามจี้ตามไชตัดสินใจอะไรเองก็หาว่าล้ำเส้น
2 ทำงานดีก็เสมอตัวไม่เคยได้ไปอบรมที่ไหน พวกทำงานไม่ดีได้ไปอบรมอยู่ตลอดเลยต้องทำตัวให้มีปัญหาไว้นิดหน่อย
3 ถ้าไม่หัดบ่นว่างานมากละก้อใช้งานหัวไม่วางหางไม่เว้น เผลอๆ ต้องดูแลไปถึงลูกถึงเมีย
4 เวลาไปปรับตัวเข้าหาก็หาว่าจะไปเลียแข้งเลียขา ใกล้ชิดนักก็โดนแต๊ะอั๋งแตะนี่แตะหน่อยแบบว่าสมภารชอบกินไก่วัด อยู่ห่างๆ ดีกว่า
5 ทำงานต้องคอยไปบอกว่าทำอะไรบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ให้สองขั้นแต่พวกใกล้ตัว พวกทำงานจริงไม่มีเวลาเสนอหน้าก็หน้าแห้งตลอด
6 เวลาอยากปรึกษาเรื่องสำคัญ เจ้านายก็ไปประชุมตลอดไม่เคยอยู่ติดออฟฟิต บางทีมีเรื่องด่วนๆมาก็ต้องตัดสินใจไปเลย
7 ชอบจิกหัวใช้ เวลาจะตำหนิชอบพูดออกไมค์ตอนมีประชุมแถมบางทีตะโกนเรียกคนอื่นข้ามหัวอยู่บ่อยๆ
8 ใช้งานแต่ละเรื่องเปลี่ยนอยู่นั้นแล้ว เดี๋ยวเอานั่นเพิ่มเดี๋ยวเอานี่เพิ่มไม่เคยวางแผนมาก่อน ชอบใช้งานคนนั้นหน่อยคนนี้หน่อยในเรื่องเดียวกันสับสนยุ่งเหยิงสางไม่ออก
9 เวลาส่งไปอบรมชอบโทรมาสั่งที่บ้านกลางคืนให้ไปเช้านั้นเลย เอกสารอะไรก็ไม่มีสักอย่าง บางเรื่องเป็นประชุมต่อเนื่องก็ไม่เอาคนเดิมไป เวียนกันไปเลยฟังอะไรเขาไม่รู้เรื่อง กลับมาก็ชอบถามว่าเจอใครมั่ง เขาว่าอย่างไร ก็จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้านายสนใจเรื่องอะไร
10 เวลาทำงานชอบมาจับผิดว่าทำงานส่วนตัวหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ทำอะไรเลยต้องขอหลักฐานคำสั่งก่อนกันเหนียว
ขออนุญาตคิดสนุกๆค่ะ ท่าน ผอ. อาจจะไม่ใช่อย่างนี้ก็ได้.......นะคะ
สวัสดีค่ะ
ขอเพิ่มค่ะ ในเรื่องลูกน้องแบบไหน นายไม่ชอบ
1. ในการทำงาน ไม่รู้จักเสาะหาความรู้ที่มีอยู่แล้ว ใช้การได้ดีอยู่แล้ว มาต่อยอดดัดแปลงใช้งานให้เหมาะสมเอง คอยแต่จะให้ส่งไปอบรมใหม่อยู่เรื่อย เรียกว่า ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องคอยให้ มีคนมาสอน มาอบรมตลอด
2.พอทำงานได้ความสำเร็จแล้ว ระดับหนึ่ง ไม่ค่อยขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ ซึ่งต้องใช้เจตคติเชิงบวก วิธีคิดเชิงบวก ชอบคิดว่า สิ่งที่สำเร็จแล้ว มีแค่นี้ พอใจแล้ว จริงๆแล้ว ไม่มีคำว่า ดีที่สุด ในโลกนี้
3. ไม่ค่อยอยากพัฒนาลูกน้องของตัวเองอีกที ถ้ามี เพราะกลัวเหนื่อย หรือ กลัว ลูกน้อง ของตัว จะเด่นกว่าตัว ข้อนี้ นาย จะขาดตัวตายตัวแทน ถ้าลูกน้องคนที่ว่า ลาออกไป ก็จะยุ่งเลย
4.ไม่ค่อยอยากบันทึก วิธีการทำงาน ที่ตัวทำได้ดีเป็นหลักฐาน ชอบเก็บเอาไว้เองคนเดียว จะได้เก่งคนเดียว
แค่นี้ก่อนนะคะ นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวเพิ่มเติมค่ะ
เป็นอาการของคนขาดสามัญสำนึก
ข้อ ๑ อาจคัดกรองได้ด้วยการตั้งคำถามที่ถูกต้องในเวลาสัมภาษณ์ ส่วนข้ออื่นไม่รู้จะกรองยังไงครับ
ประเด็นนี้ช่วยเสริมเติมเต็มได้มากครับ เพราะผมเองบางครั้งก็ไม่ทราบจะบอกอย่างไรเหมือนกัน จะบอกตรงๆ ก็กลัวจะรับไม่ได้ บอกอ้อมๆ ก็ฟังไม่ออก
ผมเคยบอกตรงๆครั้งหนึ่งครับ สำหรับกรณีล้ำเส้น ผมเรียกมาคุยกันสองคน บอกตรงๆ เลยว่าทำอย่างนี้ไม่ถูก เพราะมันข้ามขั้นตอน ข้ามระบบบริหารงาน บอกอาทิตย์นี้ อาทิตย์หน้า ก็ยังคงล้ำเส้นเหมือนเดิมอีก ผมก็เลยต้องปล่อยไปครับ
ทำงานบางเรื่องต้องรอคำสั่ง (หนังสือก่อน) เกิดทำไปแล้วเข้าตัวก็ไม่คุ้ม ยิ่งตำแหน่งน้อยๆ อยู่ เดียวมันจะไม่อยู่กับเราค่ะ
ก็เหมือนกันครับ ผมเองก็ต้องทำงานตามคำสั่ง ผมว่าในระบบราชการ ก็คงต้องทำงานสตามสั่งหมดละครับ เพียงแต่ว่า ผมอยากจะให้หาสาระสำคัญของงานตามสั่งที่เราจะต้องทำ ว่า ทำแล้วหน่วยงานของเราได้ประโยชน์อะไร พัฒนางานในเรื่องใด
ไม่ใช่ถามว่าทำไมถึงต้องทำงานนี้ แทนที่จะตอบว่า เพื่อพัฒนา..................และ ประโยชน์ที่ได้คือ............................
กลับตอบว่า ต้องทำ เพราะเป็นคำสั่ง
มันดูเหมือนไม่ใช้ความคิดเลยครับ
ขอบคุณครับ
แล้ว ทำไมเจ้านาย...ไม่ชอบ ขอตอบดังนี้ครับ
ในเรื่องของการทำงานตามสั่ง ที่นายไม่ชอบ เป็นกรณีที่เวลาไปรับนโยบายหรือไปรับงานอะไรมาจากหน่วยเหนือแล้ว ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญได้ว่า งานนี้มีประโยชน์อย่างไร ทำแล้วจะพัฒนาอะไร ตอบแต่เพียงว่าต้องทำ เพราะทำตามสั่ง ผมไม่ชอบตรงนี้ครับ คือ ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ความคิดอะไรเลย
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ Recovery ผมรอรูปของท่านอาจารย์อยู่นะครับ ขอขอบคุณครับ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น
ทั้ง 10 ข้อ นายที่ลูกน้องไม่ชอบ โดนใจมากครับ คงจะต้องขออนุญาตจัดเก็บครับ เอาไว้เตือนตัวผมเองได้เป็นอย่างดีครับ และที่ประทับใจ คือ ข้อสรุปครับ ที่ว่า
ความคิดของหัวหน้า และลูกน้อง มักสวนทางกันเสมอ
ทางที่ดี ทั้งเจ้านายและลูกน้อง ควรเรียนรู้กันและกัน เพื่อผลประโยชน์องค์กรและความสุขในการทำงาน
ผมขอสรุปเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ จากเพลงแง้มใจของวงคาราบาวครับ
"เอาดวงใจของเรา ใส่ดวงใจของเขา
เขาจะรู้ว่าเรา คิดกะเขายังไง
คิดอย่างโง้น อย่างงี้ คิดเอาเองเรื่อยไป
เปิดประตูหัวใจ ให้ความจริงมันแง้ม ออกมา"
ขอบคุณครับ
ทั้งสิบข้อ เป็นมุมมองที่ดีมากครับ ผมว่าถ้าเอาทั้งสองมุมมองมาบูรณาการกันได้ คงจะดีมากนะครับ ระหว่างมุมมองของนาย กับ มุมมองของลูกน้อง เพราะบางครั้ง ก็พูดกันคนละที นายก็โทษลูกน้อง ลูกน้องก็โทษนาย
แต่ส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากมองกันคนละมุมก็ได้นะครับ
แล้วทำอย่างไรจึงจะบูรณาการกันได้ละครับ
ขอบคุณครับ
ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องคอยให้ มีคนมาสอน มาอบรมตลอด
(ข้อนี้ ส่วนหนึ่งคงมาจากวัฒนธรรมอำนาจนิยมนะครับ)
ไม่ค่อยขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ
(ผมว่าข้อนี้ คงแล้วแต่นาย กระมังครับ)
ไม่ค่อยอยากพัฒนาลูกน้องของตัวเองอีกที ถ้ามี เพราะกลัวเหนื่อย หรือ กลัว ลูกน้อง ของตัว จะเด่นกว่าตัว ข้อนี้
(ข้อนี้ คงเป็นข้อผิดพลาดของนาย นะครับ)
ไม่ค่อยอยากบันทึก วิธีการทำงาน ที่ตัวทำได้ดีเป็นหลักฐาน ชอบเก็บเอาไว้เองคนเดียว จะได้เก่งคนเดียว
(ข้อนี้ เป็นเรื่องของคนเห็นแก่ตัวครับ)
ขอบคุณครับ
เข้ามาอีกทีค่ะ
ไม่ค่อยขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ
เรื่องนี้ ถ้าเป็นคนมีศักยภาพ ทำได้ค่ะ มีหลายตัวอย่าง และลูกน้องพี่ก็ทำได้ด้วย เป็นอะไรที่ คนเป็นนาย ต้อง มองอย่างทึ่ง และปลื้ม
แต่ถ้าเป็นราชการอาจยากหน่อย เพราะเด่นมาก นายจะเขม่นเอา
ไม่ค่อยอยากพัฒนาลูกน้องของตัวเองอีกที
ข้อนี้ พี่จะชอบมาก เพราะ พี่ม่ต้องง้อลูกน้องเก่งๆมาก มีตัวตายตัวแทนค่ะ และตั้งรางวัลไว้ด้วย ว่า ถ้าเขาสามารถ สอนงานลูกน้องเขาได้จนเก่ง จนแทนเขาได้บ้าง จะมีรางวัลให้ค่ะ
ไม่ค่อยขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ
เรื่องนี้ ถ้าเป็นคนมีศักยภาพ ทำได้ค่ะ มีหลายตัวอย่าง และลูกน้องพี่ก็ทำได้ด้วย เป็นอะไรที่ คนเป็นนาย ต้อง มองอย่างทึ่ง และปลื้ม
แต่ถ้าเป็นราชการอาจยากหน่อย เพราะเด่นมาก นายจะเขม่นเอา
ประเด็นนี้ตรงมากๆครับ คือ ระบบราชการจะทำค่อนข้างลำบากครับ ถ้าเด่นมาก นายจะเขม่นเอา (จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่อยากให้ ใครเห็น เราเด่นเกิน)
ในระบบราชการ ส่วนใหญ่คงต้องทำงานอยู่ในกรอบครับ
สำหรับกรณีคนเป็นนาย ต้องมองอย่างทึ่ง และ ปลื้ม ในระบบราชการ ก็พอมีมองให้เห็นบ้างครับ แต่น้อยเต็มที่
สำหรับกรณี
ถ้าเขาสามารถ สอนงานลูกน้องเขาได้จนเก่ง จนแทนเขาได้บ้าง จะมีรางวัลให้ค่ะ
สำหรับเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดีมากครับ แต่ในระบบราชการ คงเป็นไปได้ยากครับ เพราะมีบริบทหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค
ขอบคุณครับ
เป็นโอกาสพัฒนาของเจ้านายครับ
มาเยี่ยม
ขอเพิ่มอีกข้อว่า...
การอ่านจิตใจนายไม่ออกว่าช่วงนี้นายต้องการอะไร..? ฮา ๆเอิก ๆ
เข้ามาครั้งที่ 3 แล้วค่ะ สนุกดี ทำให้นึกถึงลูกน้องเก่งๆหลายๆคนที่มี แต่ที่แย่คือ ลูกน้องแข่งกันเก่ง แข่งกันเอาใจเรา เราก็ต้องรักทุกคนเสมอหน้า ไม่งั้น ชอบน้อยใจกันดีนัก ขนาดวิ่งร้องไห้ออกจากห้องประชุมก็มี
ลูกน้องที่อยู่ในห้อง ถามว่า จะให้ไปตามไหมครับ พี่บอกว่า ไม่ต้องหรอก เดี่ยวก็มาเอง เขาไม่อยาก ตกข่าวหรอก
ปรากฏว่า อีก 5 นาที ต่อมา เดิน ตาแดงๆ เช็ดน้ำตามาแล้ว นั่งประชุมต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนมองตากัน และอมยิ้มๆๆ อิๆๆๆๆ
บางที ดูเป็นใจแข็ง แต่ต้องทำ เพราะลูกน้องผู้ชายเยอะ และกำลังมองเราอยู่ว่า เราจะทำอย่างไร เรื่องง้อลุกน้องตรงๆ ยากหน่อย ต้องมีกลยุทธ์พิเศษ ง้อ เหมือนไม่ง้อ (จริงๆง้อนะ)
ที่เข้ามอยากยกตัวอย่างจริงๆให้ฟังน่ะค่ะเรื่องขยายผลสำเร็จ และยกระดับผลสำเร็จ ของลูกน้อง
ทางเรามี ส่ง ผักผลไม้ โดยAir freight ไปหลายประเทศ เป็นพวกปลอดสารพิษล้วนๆ ส่วนใหญ่ ส่งไปอังกฤษ ยี่ห้อ St.Michael ที่เรารู้จักกันนี่ละค่ะ
ครั้งแรกสุด เรามีปัญหาเรื่องการจัดส่ง เราหาพื้นที่ ยากมาก เต็มหมดเกือบทุกเที่ยวบิน
ได้ส่งลูกน้องสาววสวยไปติดต่อ ขอเช่าพื้นที่บนเครื่องบิน พูดกัน2-3 รอบ สรุปว่า ได้ ลูกน้องกลับมารายงานว่า มีขาใหญ่ จองพื้นที่หมดทุกเที่ยวเลย คนอื่นเข้าไปในยุทธจักรนี้ ยากส์ๆๆ ทำไงดี....
ดิฉัน บอกกับลูกน้องว่า ถ้า งั้น เราจะเป็นขาใหญ่เสียเอง ลองดูว่า จะทำได้ไหม
ลุกน้องคนนี้ ทั้งสวย ทั้งเก่ง ไปติดต่อใหม่ อีกพักนึง ไม่นาน กลับมาบอกว่า ได้แล้วค่ะ แต่ ยังไม่มากนัก แค่พอสำหรับเราเองทุกเที่ยวบิน
ดิฉัน ปลื้มมาก แต่ยังอยากได้มากกว่านั้น บอกให้เขาไปติดต่ออีก อยากได้พื้นที่เยอะๆๆเลย
ในที่สุด เขาทำได้จริงๆ เราเลยกลายเป็นขาใหญ่จริงๆค่ะ แต่ไม่ขยายผลนะคะว่า ทำไม เราจึงอยากได้พื้นที่มากๆบนเครื่อง
ดิฉันเลย อยากบอกว่า การขยายผลจากความสำเร็จที่ได้อยู่แล้ว ไปสู่ความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ทำได้ค่ะ ถ้า เราได้ลูกน้อง ที่มีใจ และมีศักยภาพค่ะ
ผอ.วิชชา #7: ผมเห็นว่าการพูดกันตรงๆนั้น ถึงอย่างไรก็น่าจะพิจารณานะครับ ขืนทนกันไปทนกันมา สักวันก็อาจจะระเบิดได้ ส่วนการเห็นข้อบกพร่องแล้วปล่อยผ่านไป ไม่พยายามแก้ไขอะไร หรือหวังว่าสักวันเขาจะดีขึ้นเอง ก็เป็นการใส่หน้ากาก ไม่จริงใจต่อกันโดยเจตนานะครับ
แต่ว่า ผอ. รู้จักลูกน้องดีกว่าผมครับ เมื่อเป็นนายคน ก็ต้องเอางานให้รอดก่อน เพราะว่าถ้างานไม่รอด ก็ไม่มีใครทั้งนั้น ทั้งนายทั้งลูกน้องครับ
การอ่านจิตใจนายไม่ออกว่าช่วงนี้นายต้องการอะไร..?
ครับ เรื่องการอ่านใจนายนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญมากครับ อ่านใจนายออกก็ โอเค อ่านใจนายไม่ออก ก็ค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคในการทำงานมากครับ
ขอบคุณครับ