บทสรุปของการศึกษาดูงาน
เรียบเรียงโดย นายสุทธิ สูอำพัน
หากไม่นับรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ของการศึกษาดูงานที่จะมีการนำเสนอต่อไปเป็นรายสถานที่นั้น อาจกล่าวได้ว่าภาพรวมในแนวกว้างที่สามารถสังเคราะห์ได้จากการเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ก็คือ การที่คณะผู้ศึกษาดูงานได้มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศของ ”ระบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้” ที่มีอยู่อย่างชัดเจนในประเทศทั้งสามที่คณะผู้ศึกษาดูงานได้ไปเยือน ภาพรวมในลักษณะดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายต่ออนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ประเทศของเรากำลังเดินหน้าไปสู่วิสัยทัศน์ที่สวยงามของการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยองค์ประกอบทางด้านการพัฒนาใหม่ๆ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ทั่วไป เช่น “ความสามารถในการแข่งขัน” หรือ “ความมั่นคงของมนุษย์” เป็นต้น ในทางกลับกัน สภาพความเป็นจริงของการแข่งขันที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในระบบการค้าเสรี สภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในทางที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมนั้น อาจทำให้หนทางของการที่จะก้าวไปสู่สภาวะของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นอาจยังต้องพบกับอุปสรรคอีกหลายอย่าง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร รากฐานที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่น่าจะทำให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ได้ก็คือ การให้ความสำคัญมากขึ้นกับ เรื่องของ การพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้และปัญญาให้กับประชาชนในประเทศ ผ่านทาง การพัฒนาคุณการศึกษา การฝึกอบรม และการสนับสนุนการวิจัย เป็นต้น ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม หรือกล่าวในมุมมองที่กว้างขึ้นก็คือ การพยายามสร้างสภาวะของระบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ในบริบทของประเทศไทยให้มากขึ้นนั่นเอง
บรรยากาศของ ”ระบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้” ที่ทางคณะผู้ศึกษาดูงานได้สัมผัสนั้นอาจแแบ่งออกได้เป็นหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญอย่างมากต่อภาคการศึกษาโดยสังเกตได้จากงบประมาณจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นจำนวนมากที่ใช้ในการสนับสนุนการศึกษาและการวิจัยจนกระทั่งทำให้ค่าเล่าเรียนของสถาบันการศึกษาคุณภาพสูงในประเทศทั้งสามนั้นถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำของโลกแห่งอื่นๆ ในส่วนของแหล่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์หรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และ ศิลปวัฒนธรรม ที่มีเป็นจำนวนมากนั้น ต่างก็อยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมและมีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างเต็มเปี่ยม แม้กระทั่งกลยุทธ์การทำธุรกิจของภาคเอกชนนั้นก็มักจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างคุณภาพที่มาจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและการใช้เทคโนโลยีในระดับสูงทั้งที่สร้างขึ้นเองและจากความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา รวมทั้งการใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยเฉพาะกับธุรกิจท่องเที่ยว เป็นต้น
จากตัวอย่างต่างๆ ที่ได้ยกมาพอสังเขปนี้ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ในประเทศไทยนั้นแม้จะยังเป็นรองเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ อย่างไรก็ตามสภาพการณ์เหล่านี้มิได้หมายความว่าประเทศของเราจำเป็นที่จะต้องหมดหวังหรือคิดเพียงแต่จะเลียนแบบกลุ่มประเทศเหล่านี้ในทุกๆ เรื่อง หากแต่หนทางที่เหมาะสมนั้นน่าจะได้แก่ การร่วมแรงร่วมใจกัน ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการค้นหาและนำทรัพยากรหรือจุดแข็งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วของบ้านเรามาผสมผสานเข้ากับการศึกษาสิ่งดีๆ บางอย่างจากสังคมภายนอกเพื่อให้เกิดแนวทางของเราเองในการประยุกต์ใช้ที่มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นกับบริบทของสังคมไทย โดยผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งหากทุกฝ่ายพร้อมใจกันยกเรื่องราวของการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้มาเป็นวาระแห่งชาติที่เพียบพร้อมด้วยแผนการณ์และการปฏิบัติที่มีคุณภาพแล้ว เชื่อได้ว่าประเทศไทยคงจะเริ่มต้นก้าวไปสู่สภาวะของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างมั่นคง
ท้ายสุดนี้ ขอยกบทกลอนสั้นๆ ของท่าน มล.ปิ่น มาลากุล ปูชนียบุคคลแห่งวงการการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งสามารถอธิบายความหมายของสิ่งที่ได้สื่อมาทั้งหมดนี้ได้อย่างดีมาก มากล่าวจบไว้ ณ ที่นี้
“ขาสองต้องยืนหยัด อยู่ในวัฒนธรรมไทย
ตาสองมองออกไป ยังโลกใหญ่มโหฬาร
หูสองว่องสดับ ส่วนดีรับปรับกิจการ
มือสองต้องทำงาน รวมถึงด้านการวิจัย”