การใช้ชีวิตอย่างสมดุลควรอยู่บนพื้นฐานของจิตใจที่ดี ควรให้ความสำคัญกับการสงบใจ ก็จะทำให้เข้าถึงความพร้อมทางการสุขกายและใจได้อย่างสมบูรณ์

 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้อ่านนิตยสาร Health& cuisine ซึ่งเป็นนิตยสารเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีสารระประโยชน์มากมายและได้อ่านบทความหนึ่งที่น่าสนใจ ในเรื่อง Balancing Your Life ซึ่งได้ให้ข้อคิดมากมายสำหรับท่านที่รักสุขภาพ เลยนำข้อความบางส่วนที่น่าสนใจเผยแพร่ให้ทุกท่านได้อ่านและสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน

การมีสุขภาพที่ดีคงเกิดจากความสมดุลของปัจจัยต่างๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาสตร์การแพทย์แผนตะวันออกหลายแขนง ทั้งทางอายุรเวช ธรรมชาติบำบัด และหลักทางการแพทย์จีน เรื่องหยิน-หยาง ล้วยให้ความสำคัญกับสมดุลแต่อาจใช้หลักการอธิบายต่างกัน 

อาทิเช่นหลักอายุรเวชและแพทย์แผนไทย แบ่งคนออกตามธาตุเจ้าเรือน สำหรับหลักหยิน-หยาง แบ่งสรรพสิ่งต่างๆเป็นธาตุร้อน หรือเย็น ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลในร่างกายและการเจ็บป่วย

เมื่อเกิดการขาดสมดุลไป ย่อมส่งผลต่อร่างกาย เช่น การกินอาหารที่มีพลังงานมากเกินไปทำให้อ้วน แต่ถ้าน้อยเกินไปส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง และเมื่อกินอาหารที่ไม่สมดุลในร่างกายนานๆ ก็อาจกลายเป็นโรคต่างๆ เช่น ไขมันส่วนเกิน เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น ดังคำที่ว่า  You are what you eat เช่นเดียวกับจิตใจ หากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น ความกดดัน ตื่นเต้น หรือความเครียด อาจส่งผลให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสูงได้

และเมื่อใดร่างกายขาดสมดุล คุณสามารถสังเกตว่าสิ่งไหนเหมาะกับตัวเอง หากรู้สึกร้อนหรือหนาวเกินไป รู้สึกเจ็บปวดก็จะหยุดพฤติกรรมด้านลบทันที เพราะร่างกายเราสามารถแยกแยะสิ่งดีและไม่ดีได้ ร่างกายเราฉลาดนั่นเอง แต่ก็ต้องพึงสังเกตหน่อยว่า เสียงนั้นเป็นความต้องการของร่างกายหรือเกิดจากกิเลส

สัญญาณบอกอาการขาดสมดุลของร่างกาย โดยเริ่มจาก

ดวงตา เช่น ตาแห้ง ตาขาวขุ่น ตามีสีเหลือง รู้สึกร้อน รับแสงมากไม่ได้

ริมฝีปาก หากริมฝีปากแห้ง แสดงว่าขาดน้ำ หรือริมฝีปากมีแผล พุพอง

ลิ้น ดูทั้งสี รูปร่างและขอบลิ้น ที่มีฝ้าบางๆ ถือว่าปกติ แต่ถ้ามีฝ้าหนา สีเหลือง สีเทา หรือขาวขุ่น แสดงว่า ผิดปกติ

กลิ่นปาก สะท้อนว่าระบบทางเดินอาหารและการย่อยไม่ดี ท้องผูก มีพิษในลำไส้ หรือรักษาความสะอาดช่องปากไม่ดี

เล็บ สังเกตได้ทั้ง สี และรูปทรงของเล็บ เช่น เล็บขาว อาจมีปัญหาที่ตับ เล็บเป็นสีแดง บวมโต อาจมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เล็บเหลือง หนา ยาวช้า อาจมีปัญหาที่ปอด เล็บด้านทึบ  มีแนวสีดำบริเวณขอบเล็บ เป็นสัญญาณอันตราย

สิ่งที่กล่าวนี้เป็นการสำรวจเบื้องต้นไม่ได้สรุปว่าต้องเป็นโรคร้ายเสมอไป แต่เพื่อความไม่ประมาท ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสร้างสมดุล

  • การตื่นนอนแต่เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
  • การทำความสะอาดปากและฟันและขูดทำความสะอาดลิ้น ซึ่งเป็นการบริหารลิ้น
  • ดื่นน้ำอุ่น 1 แก้ว หรือตามความต้องการของร่างกาย จะช่วยขับของเสียและลำไส้ใหญ่ดีขึ้น
  • อาบน้ำชำระร่างกายวันละ 2 ครั้ง
  • เข้านอนก่อนตามเวลา
  • ไม่ควรนอนหลับในท่านอนคว่ำหน้า เพราะทำให้อวัยวะภายในถูกกดทับ

อาหารสร้างสมดุล การกินอาหารเป็นศาสตร์เพื่อการสร้างสมดุล

  • กินเมื่อรู้สึกหิว
  • อย่ากินขณะอารมณ์ผิดปกติ เช่น โกธร หงุดหงิน โศกเศร้า เสียใจ เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่
  • อาหารเช้าควรเป็นอาหารเบา มื้อเที่ยงเป็นมื้อที่หนักที่สุด และมื้อเย็น (ไม่ควรกินมื้อนี้หนักเกินไป)
  • กินอิ่มมากไม่ดีต่อสุขภาพและควรเคี้ยวอาหารช้าๆ
  • ไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนหรือหลังกินอาหาร เพราะมีผลต่อระบบย่อยอาหาร
  • หลังกินอาหารควรนั่งพัก 2-3 นาที แล้วอาจเดินเล่น 10-20 นาที เพื่อช่วยย่อยอาหาร
  • งดอาหารสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อช่วยลดพิษในร่างกาย (มีเคล็ดแต่ไม่ลับมาบอกว่า อาจจะทานผลไม้ทั้งวัน หรือสำหรับบางท่าน อาจจะทานสูตรอาหารล้างพิษ คือ นมรสจืด+โยเกิรต์รสธรรมชาติ+น้ำผึ้ง+มะนาว 1 ลูก ผสมกันทานตอนเช้า 1 มื้อก็ได้)

กินปรับสมดุลแบบหยิน-หยาง

ชาวจีนเชื่อว่า สุขภาพแข็งแรงมีพื้นฐานจากพลังหยิน(เย็น) และหยาง (ร้อน-แรง) เป็นสองด้านที่ช่วยเสริมสร้างซึ่งกันและกันให้เกิดสมดุล

หยิน เป็นตัวแทนความยืดหยุ่นของเหลว ของเย็น ส่วนหยาง เป็นความแข็งแกร่ง ความร้อน ซึ่งทุกคนมีความเป็นหยินและหยางในตัวเอง แต่บางคนอาจมีไม่เท่ากัน ดังนั้นการเลือกกินอาหารหรือการปฏิบัติ ตัวให้เหมาะสม จะช่วยสร้างสมดุลทั้งร่างกาย อารมณ์ และการดำเนินชีวิตได้

อาหารที่ค่อนข้างมีความสมดุลอยู่ในตัวเองและควรกินอย่างสม่ำเสมอก็คือ ธัญพืชและเมล็ดข้าวไม่ขัดสี ถั่ว พืชที่เป็นหัว เต้าหู้ สาหร่าย ถั่วหมัก ซีอิ้ว เป็นต้น ส่วนอาหารที่เป็น หยินและหยางรุนแรงควรหลีกเลี่ยง อันได้แก่

หยินแรง น้ำตาล ของหวาน เค้ก เครื่องเทศรสแรงจัด แอลกอฮอล์ น้ำชา กาแฟ

หยาง เนื้อสัตว์  สัตว์ปีก เนยแข็ง ชนิดเนื้อแน่น รสเค็มจัด ไข่

เราสามารถควบคุมสมดุลจากการกินได้ สุขภาพร่างกายจะแข็งแรง แต่ถ้าพลังงานทั้งสองเหลื่อมล้ำกันเมื่อใดก็อาจเจ็บป่วยได้

สร้างความแข็งแรงในจิตใจ การคิดเชิงบวกจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก โดยเราอาจเริ่มจาก

  • มีสติตลอดเวลา เพื่อพร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ทำใจให้ว่าง ไม่ยึดติดกับสุขและทุกข์
  • หมั่นฝึกจิตด้วยการนั่งสมาธิวันละประมาณ 10 นาที
  • ทำบุญด้วยกิจกรรมที่ชอบ เช่น เข้าวัด ฟังธรรมะ บริจาคโลหิต บริจาคสิ่งของแก่ผู้เดือดร้อน เป็นต้น
  • ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
  • เลิกวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
  • ระลึกไว้เสมอว่า เมื่อร่างกายเครียดและจิตใจย่อมเครียดตาม

  การใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลก็เช่นเดียวกันควรอยู่บนพื้นฐานของจิตใจที่ดี ควรให้ความสำคัญกับการสงบใจ ก็จะทำให้เข้าถึงความพร้อมทางการสุขกายและใจได้อย่างสมบูรณ์

  มาเริ่มใส่ใจในสุขภาพของตนเอง ทั้งภายในและภายนอกกันเถอะคะ  อาจรวมถึงคนใกล้ชิดให้ทุกคนมีสุขภาพดี จิตใจดี ส่งผลให้ทุกคนในสังคมเป็นคนดี มาเริ่มใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลกันเถอะ