ฉันจำคำที่แม่บอกน้อง ๆ เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมาได้ 

อย่าให้พี่อึ่งโมโหนะ  เพราะพี่เค้าโมโหร้ายมาก   

สำนึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ฉันมีสติในวันนี้  มีสติพอที่จะ(พยายามอภัย) ให้กับความไม่มีน้ำจิตน้ำใจของเพื่อนบ้าน  ฉันคิดต่อไปว่า พระท่านส่งบทสดสอบจิต ฉันอีกเป็นแน่แท้  ทดสอบว่าที่ฉันเพียรปฏิบัติ  ที่ฉันเพียรเข้าวัด ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ใช้ธรรมในการดำเนินชีวิตนั้น  แท้จริงแล้ว ฉันได้เข้าใจในบทเรียนเหล่านั้นหรือไม่ 

คืนวาน ลูกหมาสองตัวของฉัน  ซึ่งมันเป็นหมาที่ซนมาก  เวลาออกนอกบ้านจะชอบไปเห่าหมา(คนรวย)สองตัวข้างบ้าน พร้อมกับขู่คำรามและกัดกันโดยมีรั้วเหล็กดัดของบ้าน(คนรวย) ดังกล่าวกั้นไว้  ซึ่งมันอาจสร้างความรำคาญให้กับเจ้าของบ้าน  ในคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ฉันเปิดประตูเพื่อนำรถเข้าบ้าน แต่ไม่ได้มัดเจ้าลูกชาย 2 ตัว โดยคิดว่าเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว ควรปล่อยให้เค้าได้ออกไปเดินเล่นนอกบ้านบ้าง  แต่คืนนี้บ้าน(คนรวย) ยังไม่ได้เอาหมาเข้านอน มันจึงยังคงเดินวนเวียน (เหมือนรอต่อสู้กับเจ้าลูกชายฉัน)  เมื่อเอารถเข้าบ้านเรียบร้อย ฉันได้ยินเสียงหมา 4 ตัวเห่า ขู่คำราม ถ้าเปรียบเหมือนคนก็คือทะเลาะกันอย่างรุนแรง  ฉันถือไม้เร็ว 1 อันเพื่อไปจัดการนำลูกชายฉันเข้าบ้าน  ขณะที่พาลูกชายเข้าบ้าน  เสียงเจ้าของบ้าน(คนรวย) ข้างบ้าน นำโดยลูกสาว ซึ่งคาดว่าเรียนชั้นมัธยม พ่อซึ่งเป็นเจ้าของกิจการใหญ่โต แม่หรือป้าซึ่งเป็นอาจารย์สอนระดับมหาวิทยาลัย เดินออกมาพร้อมกับลูกสาวนำการต่อว่าดิฉัน 

เลี้ยงหมาอย่างไรปล่อยให้มาระรานหมาบ้านเขา  

ข้ามเขตแดนอันเป็นบ้านเค้ามาได้อย่างไร เค้าปลูกต้นไม้ไว้เพื่อบ่งบอกเป็นเขตแดนบ้าน (ก็บ้านติดถนนเหมือนกัน หมามันจะเดินผ่านหน้าบ้านไม่ได้เหรอ) 

ไม่รู้จักเลี้ยงหมาให้ดี  หมามันต้องเลี้ยงในบ้าน (พร้อมกับเปิดประตูไฟฟ้าโชว์ว่า เค้าเปิดประตู หมาบ้านเค้ายังไม่ออกมาเลย....เก่งจริง) 

ถ้าไม่ดูแลให้ดีจะแจ้งตำรวจฟ้อง ให้น่าดู  อย่าท้านะ (กรู....กลัวตายแระ) 

ฯลฯ 

สารพัดจะขุดโครตมาว่า  ไม่อยากบรรยาย เดี๋ยวว่าใจร้ายใส่ความข้างเดียว 

โกรธค่ะ  ยืนตัวสั่น  มือกำไม้เร็วที่ตีเจ้าลูกชายสองตัวไว้แน่  ไม้ไผ่กลม ๆ   แทบจะบีบแตกเป็นเสี่ยง ๆ   เพราะคำด่าต่อว่าของเด็กเมื่อวานซืน  เพราะคำขู่ของผู้เป็นพ่อ และแม่ที่ร่วมกันต่อว่า เป็นบทเรียนให้ลูกสาวได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนรวยที่พึงกระทำ ฉันพูดอธิบายอย่างไรไม่ฟัง  นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันใจเย็นพูดอย่างดี  ฉันโยงไปถึงเรื่องที่เค้าปลูกต้นปาล์มไว้ข้างบ้าน ยามมีลมพัดกรรโชก ใบของต้นปาล์มจะพัดมาฝั่งบ้านฉัน ทำลายหลังคาบ้าน  พุ่งทะลุทั้งบ้านใหญ่ บ้านที่ฉันและแม่อยู่ บ้านที่เป็นหอพัก  พุ่งทะลุผ่านเข้าไปห้องน้ำลงโถชักโครก  (ถ้าวันนั้นแม่อยู่แม่คงเจ็บหนักอาการปางตายก็เป็นได้)  พุ่งโดนหลังคาห้องฉัน น้ำฝนรั่วซึมมายังห้องนอนโดนที่นอนเปียกไปหมด  ฉันจึงต้องเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหลัง  ฉันเข้าไปบ้านเพื่อบอกเค้าหลายครั้งก็ไม่เห็นสนใจ ส่งแต่คนงานบ้านมาเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาเฉพาะที่รั่วเท่านั้น (หลังจากที่ฉันไปบอกหลายครั้ง) ครั้งนั้นเป็นครั้งหนึ่งที่ฉันกลับมาอาละวาดกับข้าวของที่บ้าน เพราะความโกรธ  แม่จึงกลัวว่าฉันจะไปทำร้ายเขา  แต่ฉันไม่ทำ เพราะสามัญสำนึกในการทำร้ายใครไม่มีในจิตใต้สำนึก 

ในวันนี้ขณะที่เขาทำกับเราในเรื่อง หมา ๆ ฉันเข้าใจว่าหมาก็คือชีวิต 1 ชีวิต ใครเป็นเจ้าของก็รัก เมื่อถูกระรานสร้างความรำคาญใจ จึงเหมือนใหัอภัยไม่ได้  ฉันบอกฉันจะดูแลหมาฉัน  ซึ่งปกติฉันก็ไม่ได้ปล่อยมันอยู่แล้ว   ฉันเดินกลับเข้าบ้านไปสั่งสอนลูกชาย  ไม่ให้ไปเห่าทำร้ายกัดกับหมาคนรวย  ซึ่งฉันคิดว่ามันก็คงเข้าใจตามประสาหมาว่าแม่มันบ่นอะไร  ช่างไม่น่าเข้าใจจริง ๆ  เรื่องหมา ๆ มันก็มีชีวิตจิตใจ มีจริตตามเรื่องหมา ๆ ของมัน (ฉันเข้าใจลูกชาย..(นักเลง)...ของฉันจริง ๆ )  ถ้ามันพูดได้  มันคงส่ายหัว แล้วบอกว่า แม่ฉันช่างไร้สาระ    (อืม...ว่าเข้าไปนั่น) 

ค่ำคืนนี้ใจฉันยังร้อนรุ่มด้วยอาการโกรธ  แต่น้อยลงหลังจากทำสมาธิ แผ่เมตตา   เวลาผ่านไปอีกวันจนกระทั่งตอนเย็นหลังเลิกงาน น้องที่ขายของหน้าบ้านโทรมาบอกว่า บ้านคนรวยเอาตำรวจมาพบเรื่อง หมา ๆ  ให้ไปเจรจาตกลงกันที่โรงพัก ความโกรธพุ่งเป็นครั้งที่สอง โกรธที่ว่าในสังคมสมัยนี้ความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านมันหายไปไหน  ความเป็นมนุษย์มันมีหรือไม่  สามัญสำนึกแห่งคำพูดที่ เราพร่ำบอกให้ทุกคนสมานฉันท์กัน  มันไม่เคยมีเลยหรือ  หรือมันเป็นเพียงแต่คำพูดให้สวยงาม  เรื่องสมานฉันท์ในใจของตนเองเริ่มจากครอบครัว  จากเรื่องเล็ก ๆ ยังไม่มี  แล้วนับประสาอะไรไปเรียกร้องถึงสังคมภายนอกให้สมานฉันท์กัน  ความเมตตา กรุณาปราณี ในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชน มันหายไปไหน  ฉันเฝ้าคิด เฝ้าถามตัวเองในใจ หาเหตุผลมาลบล้างความโกรธมากไม่ได้ ฉันจะทำอย่างไร ความให้อภัย มีในใจ แต่ฉันหาทางเอามันมาใช้ไม่ได้  มันกรุ่นในใจ ตบตีกันภายในด้วยความโกรธ ฉันตัดสินใจ MSN หาครู 

ครูบอก  ก็ไม่เป็นไร ค่ะ...

ระงับความโกรธ.. แผ่เมตตา

โกรธที่สุดนั่นแหละ คือ กิเลส...

ขอโทษเค้าด้วย...

ด้วยความจริงใจไม่ต้องพิจารณาใครดี กว่าใคร ใครชั่วกว่าใคร

...ขอให้มองแต่ความไม่ดีของเราว่า..

วันนี้เราละเว้นการทำความชั่วหรือยัง

ทำความดีให้ถึงพร้อมหรือยัง

ยังพยายามไม่มากพอ

ขอโทษเขา และยกมือไหว้ด้วย

...น้อมใจให้อภัยต่อตัวเอง...

ที่ได้โกรธ...ลงไป 

บอกครูไปว่า  ทำไม่ได้ค่ะ

......

ทำไม่ได้...ก็ไม่หายค่ะ..

ก็จะจมอยู่ในเรื่องเหล่านี้ไปอีกกี่กัปกี่กัลป์แสนสาหัส...

มันคือ ความดีงามนะ

มันไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้าย... 

บอกครูไปว่า  มันเจ็บตรงหัวใจ 

เราทำต่อเรา... เราไม่ได้ทำต่อเขา...

น้อมใจ ด้วยความเมตตา

...

ภาวนา..ความโกรธ แก้โดย... ความเมตตา 

..........................

ฉันสะอื้นไห้อย่างเจ็บปวดในหัวใจ ต่อสู้กับความโกรธ ความไม่ดีอยู่ในใจ  ต่อสู้กับความดีที่ฉันจะต้องไปทำกับคนที่คิดว่าทำไม่ดีต่อฉัน ตามคำสอนของครู  ต่อสู้กับความดีงาม ความเพียรที่ได้เคยปฏิบัติ  เป็นอีกครั้งที่ฉันร้องไห้อย่างทุกทรมานใจมาก  ฉันหาทางออกอีกทางด้วยการ MSN หาครูในชีวิตอีกคน 

ครูบอก  นี่แหละโจทย์ของจริง 

อยากให้มองว่า มันเป็นเรื่องเล็ก

อย่ามองเป็นเรื่องใหญ่

ค่อย ๆ แกะทีละปม จะสนุก นะ

อย่ามองด้านเดียว 

ถ้าเราทำให้อยู่เหนือมันจะสนุก

สาธุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  

ถามตัวเอง ถ้าโกรธ เราแพ้มัน  

ฉันสรุปบทเรียนครั้งนี้ได้ภายในเวลา หนึ่งชั่วโมงครึ่ง  ฉันพร้อมที่จะกลับบ้าน  พร้อมที่จะกลับไปทำตามที่ใจฉันปรารถนาที่จะทำ ฉันกลับไปบ้านพบตำรวจ พบพ่อ  ลูกสาวเจ้าของบ้านสองคน 1 คนเป็นทนาย พูดถึงมาตรา.....เรื่องสิทธิ หน้าที่ พูดถึงกรอบกฎหมาย พูดโยงถึงคดีอาญา สาระพัดเรื่อง ซึ่งฉันพยายามจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ   ฉันตอบไปว่าฉันจะดูแลหมาของฉันไม่ให้ไประรานหมาบ้านคุณ  ซึ่งโดยปกติก็ไม่ปล่อยออกนอกบ้านอยู่แล้ว  แต่บางครั้งมันหลุดรอดออกไป ซึ่งฉันก็จะตามมันกลับทุกครั้ง  พูดกันอย่างประนีประนอมกัน (ในขณะนี้กองเชียร์รอบ ๆ ไม่ให้ยอม  แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความโกรธ ไม่ยอมให้ความไม่มีเมตตา มาอยู่เหนือจิตใจฉันอีก)  ฉันบอกให้ทุกคนว่าไม่ใช่การยอม แต่เป็นการมีเมตตา เข้าใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นร่วมกัน  เราก็รับว่าหมาของเรามันหมาไม่รักดี หมาไม่ได้เข้าโรงเรียน (บอกเขาอย่างนั้นจริง ๆ )  คิดอยากเอาไปเข้าเหมือนกัน  แต่เลยเวลาซะก่อน  มันจึงเหมือนหมาแม่ไม่สั่งสอน  จึงขอโทษเขา  และไหว้จากหัวใจว่า ขอบคุณและขอโทษที่หมาเราไม่ทำให้เค้าต้องเกิดความรำคาญใจ (เห็นท่าสะดุ้งในใบหน้า) และเราจะดูแลหมาเราเป็นอย่างดี  เค้าก็ตกลง  แต่ให้เราไปเซ็นรับทราบที่โรงพัก  เราก็บอกเราไม่เข้าใจ  ทำไมเรารับเรื่องว่ามีอะไรเกิดขึ้น พูดกัน เข้าใจกันแล้ว ทำไมต้องไปโรงพัก ความเป็นมนุษย์ มันมีอยู่ในใจหรือไม่ ความมีเมตตา กรุณา ความเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันมา เดี๋ยวนี้มันต้องอยู่กันด้วยกฎหมายหรือ  ต้องใช้แต่หลักนิติศาสตร์ โดยลืมหลักรัฐศาสตร์กันไปหมด  ความร่มเย็น มันจะเกิดขึ้นในจิตใจคนเราได้อย่างไร  นี่ขนาดแค่เรื่องเล็กน้อยนะ  พูดไปเพื่อให้เกิดความสบายใจจึงตกลงว่าจะไปโรงพักให้ก็แล้วกัน (กองเชียร์รอบข้างโกรธเป็นครั้งที่สอง)  แต่ก็บอกให้ว่าเพื่อความสบายใจกัน  แต่หูก็พลันหาเรื่องจนได้เรื่องอีก  เมื่อคุณหนูทนายโทรศัพท์......สารวัตรขา........อยู่ที่ไหนคะ.....เดี๋ยวไปเจอกันที่โรงพัก......ควันออกหูอีกแล้ว  แต่ออกแป๊บเดียว  เห็นเป็นเรื่องตลก  เค้ามีสารวัตรขา  เราก็มีคุณนายผู้กำกับขา  ก็เลยโทรให้คุณนายฯ  มารับไปโรงพักซะเลย จะได้นั่งรถโก้คันเป็นล้าน (ฮา...) ไปโรงพัก  แล้วให้คุณนายเจรจาว่า กรณีแบบนี้มันต้องเซ็นหรือในเมื่อเราก็รับเรื่อง และตกลงกันแล้ว  ตำรวจบอกว่ามาถึงโรงพักก็อยากให้เกิดความสุขทั้งสองฝ่าย  คุณนายฯ  ฟังธงไปว่าดังนั้นเพื่อให้เรื่องจบด้วยความ happy ทั้งสองฝ่ายก็คือ  ฝ่ายคนรวยก็ลงบันทึกประจำวันไว้ด้วยเป็นความประสงค์ของเจ้าตัว  ด้านฝ่ายคนรวยน้อยกว่าก็ไม่เซ็นรับทราบในบันทึกประจำวันเรื่องจากเป็นความประสงค์ของฝ่ายคนรวยน้อย  เรื่องจึงจบลงด้วยเช่นนี้ 

ก่อนนอน สวดมนต์แผ่เมตตา 

ตื่นขึ้นมาสดชื่นแจ่มใส โดนแกล้งปลุกให้ตื่นอย่างไรก็ไม่โกรธ เพราะใจเป็นสุขเสียแล้ว     (วิธีปลุกของพี่สาวเช้านี้คือ เปิดพัดลมเบอร์สาม พัดเข้าไปในผ้าห่ม 3 ชั้น ซึ่งฉันนอนอยู่....วิธีนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับปลุกลูก ๆ ที่บ้านนะคะ)  ทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร สรรพสิ่งทั้งหลาย ขอให้อโหสิ ซึ่งกันและกัน 

จากบทเรียนในครั้งนี้สอนให้ฉันรู้จักการแก้ไขปัญหาชีวิตด้วยธรรมะ ด้วยความเพียรที่ได้ปฏิบัติ ส่งถึงการเพียรรักษาความดีงามในจิตใจของตนเอง 

เปลี่ยนความคิด...เปลี่ยนอารมณ์....จิตเป็นสุข 

น้อมใจ ด้วยความเมตตา ...

ภาวนา..ความโกรธ แก้โดย... ความเมตตา 

ถามตัวเอง ถ้าโกรธ เราแพ้มัน  

ขอบคุณคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์  ขอบคุณครูกระปุ๋ม  ขอบคุณพ่อครูบา  ขอบคุณกัลยาณมิตรผู้เป็นที่รักทุกท่าน ที่คอยเกื้อหนุน เป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งดีงามในชีวิต  กราบขอบพระคุณทุกท่านค่ะ  

มองเห็นความผิดคนอื่นเหมือนภูเขาลูกใหญ่
เห็นความผิดตนเท่ารูเข็ม
ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน
ตดตนเองเหม็นไม่เป็นไร
ปากคนอื่นเหม็นเหลือทน
ปากของตนเหม็นไม่รู้สึกอะไร

เรามักทุ่มใจไปที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดียินร้าย
พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลางๆ ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากันหรืออาจจะมากกว่าเขา
แต่ความรู้สึกของเรา มักจะรังเกียจเขา และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลย น่ากลัวจริงๆ

สังเกตดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโห ว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดีไม่ถูก ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม...ก็อาจจะไม่ เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ อย่าเชื่อความรู้สึก ให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลางๆไว้

ที่มา: หนังสือ "เหตุสมควรโกรธ...ไม่มีในโลก"
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 
 

น้าอึ่งอ๊อบ  แซ่เฮ

15 มกราคม  2551